ปรับการอ่าน

จดหมายใต้ใบเมเปิลสีแดง · ตอนที่ 1

จดหมายใต้ใบเมเปิลสีแดง — เรื่องเดียวจบ

เรื่องแต่งต้นฉบับและภาพประกอบสร้างด้วย AI สำหรับ STORY.RED

1. ประตูที่ยังจำเสียงฝน

ฝนเดือนพฤศจิกายนทำให้ตรอกเล็กในโซลมีกลิ่นเหมือนหน้ากระดาษที่เพิ่งเปิด มีนาหุบร่มใต้กันสาดร้านหนังสือแล้วเงยหน้ามองหน้าต่างบานเดิม แสงสีอุ่นยังตกบนชั้นไม้เหมือนเมื่อห้าปีก่อน ต่างเพียงป้ายกระดาษที่เขียนว่าร้านจะเปิดถึงสิ้นเดือน

ตอนอายุยี่สิบสาม เธอเคยวาดโปสการ์ดอยู่ตรงหน้าต่างนั้น และเคยคิดว่าการกลับกรุงเทพฯ เป็นวิธีเดียวที่จะรู้ว่าตัวเองเป็นใคร ตอนนี้เธออายุยี่สิบแปด มีหนังสือภาพเป็นของตัวเองสองเล่ม แต่ยังไม่รู้ว่าจะเรียกความรู้สึกตรงหน้าอย่างไร

ประตูเปิดก่อนเธอจะเคาะ

จีฮุนยืนถือหนังสือปกผ้าสีน้ำตาล แว่นกรอบบางเลื่อนต่ำลงนิดหนึ่ง ผ้าพันคอสีเขียวหม่นเหมือนเดิม คนที่เคยซ่อมหนังสือให้เธอ บัดนี้อายุสามสิบสอง และมีรอยเหนื่อยจาง ๆ ใต้ดวงตา

“ฉันนึกว่าคุณจะมาพรุ่งนี้” เขาพูด

“อีเมลบอกว่าวันนี้”

“ผมคงอ่านหลายรอบจนจำผิด”

มีนามองเขา ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ เป็นครั้งแรกตั้งแต่ลงเครื่อง

เขาจ้างเธอวาดภาพร้านสำหรับนิทรรศการเล็ก ๆ ก่อนคืนพื้นที่เจ้าของตึก ในอีเมลทุกฉบับมีแต่ขนาดกระดาษ กำหนดส่ง และค่าจ้าง ไม่มีประโยคไหนถามว่าเธอเป็นอย่างไรบ้าง

พออยู่ตรงหน้ากันจริง ๆ คำถามนั้นกลับอยู่ในความเงียบทุกวินาที

ใบเมเปิลสีแดงใบหนึ่งปลิวมาติดปลายแขนเสื้อเธอ จีฮุนยื่นมือมา แต่หยุดก่อนแตะ

“เอาออกให้ได้ไหม”

เธอพยักหน้า เขาหยิบใบไม้อย่างระวัง ราวกับสิ่งที่เปราะที่สุดในตรอกนี้ไม่ใช่ใบไม้

“เข้ามาก่อนเถอะ” เขาว่า “ที่นั่งของคุณยังอยู่”

มีนาพบจีฮุนอีกครั้งใต้กันสาดร้านหนังสือในคืนฝนตก ท่ามกลางใบเมเปิลสีแดง
มีนาพบจีฮุนอีกครั้งใต้กันสาดร้านหนังสือในคืนฝนตก ท่ามกลางใบเมเปิลสีแดง

2. สิ่งที่ไม่ได้ส่ง

โต๊ะริมหน้าต่างมีรอยแก้วชาวงเดิม มีนาวางสมุดสเก็ตช์แล้วเริ่มวาด ชั้นหนังสือดูแคบกว่าที่เธอจำ ส่วนระยะระหว่างเธอกับคนที่นั่งตรงข้ามกลับกว้างกว่าเดิม

จีฮุนถอดเสื้อโค้ต ซ่อมสันหนังสือด้วยพู่กันเล็ก ๆ เขาไม่เร่งให้เธอพูด มีนาจึงถามเรื่องที่หลบอยู่หลังคำถามเรื่องงานมาสองวัน

“วันนั้น ทำไมคุณไม่ขอให้ฉันอยู่”

ปลายพู่กันหยุดเหนือกระดาษ

“เพราะคุณบอกว่าอยากกลับไปวาดหนังสือที่บ้าน”

“คุณเลยพูดว่า ขอให้โชคดี”

“ผมคิดว่าการรักใครสักคนไม่ควรทำให้เขาเลือกยากขึ้น”

มีนาหลุบตามองภาพร่าง “บางครั้งมันก็ทำให้เขาคิดว่าตัวเองไม่สำคัญพอให้เลือก”

เสียงฝนตกเบาลง เธอได้ยินจีฮุนหายใจเข้า ก่อนเขาจะเปิดลิ้นชักหยิบซองจดหมายเก้าซองมาวางบนโต๊ะ ทุกซองมีชื่อเธอ แต่ไม่มีแสตมป์

“ผมเขียนหลังคุณไป”

“ทำไมไม่ส่ง”

“ฉบับแรกผมขอให้คุณกลับมา ฉบับที่สองผมขอโทษ ฉบับต่อ ๆ มา ผมพยายามเขียนให้เหมือนคนที่ไม่ต้องการอะไรจากคุณ” เขายิ้มอย่างคนยอมรับความผิดของตัวเอง “สุดท้ายมันก็ไม่จริงสักฉบับ”

มีนาไม่ได้ยื่นมือไปทันที เธอมองซองเหล่านั้นเหมือนมองสะพานที่มีคนสร้างเสร็จ แต่ไม่เคยบอกอีกฝั่งว่ามีทางให้ข้าม

“ฉันอ่านได้ไหม”

เขาเลื่อนซองใบสุดท้ายมาให้

ข้างในมีข้อความเพียงไม่กี่บรรทัด

วันนี้ฝนตก ผมย้ายแก้วชาออกจากที่นั่งของคุณแล้ว ไม่ใช่เพราะเลิกรอ แต่เพราะเพิ่งเข้าใจว่าคนที่ไม่พูดอะไร ไม่มีสิทธิ์ขอให้อีกคนเดาไปตลอดชีวิต

ถ้าได้พบคุณอีก ผมจะถามว่าคุณต้องการอะไร และจะตอบให้ตรงคำถาม เมื่อคุณถามว่าผมต้องการอะไร

ใบเมเปิลแห้งถูกคั่นอยู่กลางกระดาษ สีแดงเข้มจนเกือบเป็นสีน้ำตาล

มีนาจำได้ว่าเป็นใบที่เธอเก็บจากทางเดินริมแม่น้ำก่อนกลับไทย เธอให้เขาโดยบอกเล่น ๆ ว่าเอาไว้แทนที่คั่นหนังสือ

เขาเก็บสิ่งที่เธอคิดว่าเป็นคำลาทิ้งท้ายไว้ในสิ่งที่เขาไม่กล้าส่ง

“ฉันก็มีข้อความที่ไม่ได้ส่ง” เธอพูด “ในมือถือเครื่องเก่า เป็นคำถามว่า ถ้าฉันไป คุณจะคิดถึงฉันไหม”

จีฮุนมองเธอตรง ๆ

“คิดถึง”

คำตอบมาช้าไปห้าปี แต่มันไม่ได้พยายามอ้างว่าความช้านั้นไม่มีราคา มีนาเช็ดน้ำตาด้วยหลังมือ แล้วพับจดหมายกลับอย่างประณีต

“พรุ่งนี้เราไปเดินกันไหม” เธอถาม “ฉันยังมีคำถามอีกหลายข้อ”

มีนาอ่านจดหมายที่จีฮุนไม่เคยส่งบนโต๊ะซ่อมหนังสือ มีใบเมเปิลแดงคั่นอยู่กลางกระดาษ
มีนาอ่านจดหมายที่จีฮุนไม่เคยส่งบนโต๊ะซ่อมหนังสือ มีใบเมเปิลแดงคั่นอยู่กลางกระดาษ

3. คำตอบริมแม่น้ำ

คืนนั้นอากาศเย็นจนคำพูดเป็นไอขาว เหนือแม่น้ำมีแสงจากอีกฝั่งเรียงเหมือนประโยคยาวที่ไม่มีใครใส่จุดจบ

มีนาเดินข้างจีฮุนโดยไม่รีบ แรก ๆ พวกเขาคุยเรื่องเล็กน้อย หนังสือที่อ่านไม่จบ อาหารที่เธอคิดถึง งานซ่อมเล่มยากที่สุดของเขา เรื่องธรรมดาทำให้คนตรงหน้าเป็นคนจริง ๆ อีกครั้ง แทนภาพความทรงจำซึ่งไม่เคยแก่ขึ้น

พอถึงม้านั่งใต้ต้นเมเปิล เธอจึงถาม

“แล้วตอนนี้คุณต้องการอะไร”

จีฮุนใช้เวลาคิด เขาไม่ได้ตอบด้วยคำที่สวยที่สุด

“ผมอยากลองอยู่ในชีวิตคุณอีกครั้ง แต่ผมไม่อยากให้คุณทิ้งชีวิตที่สร้างมาเพื่อผม”

“ฉันมีงานที่กรุงเทพฯ”

“ผมรู้”

“และฉันไม่รู้ว่าห้าปีที่ผ่านมา เราเปลี่ยนไปแค่ไหน”

“เราค่อย ๆ รู้ได้ไหม”

คำถามนั้นทำให้มีนาผ่อนลมหายใจ เธอไม่ได้ต้องการให้เขาสัญญาว่าทุกอย่างจะง่าย เธอต้องการพื้นที่ให้ความไม่ง่ายมีชื่อ และมีคนสองคนช่วยกันมองมัน

จีฮุนเห็นเธอซ่อนมือในแขนเสื้อ จึงถอดผ้าพันคอ

“หนาวไหม”

“หนาว”

คราวนี้เธอตอบตามจริง เขาคล้องผ้าพันคอรอบไหล่เธออย่างเบามือ กลิ่นสะอาดของขนแกะเจือกลิ่นกระดาษเก่า เป็นกลิ่นที่เธอจำได้โดยไม่เคยพยายาม

“ฉันจะอยู่ทำภาพอีกหกสัปดาห์” มีนาบอก “เราเริ่มจากอาหารเย็นพรุ่งนี้ได้ แล้วถ้าฉันกลับบ้าน เราจะคุยกันว่าจะทำอย่างไรต่อ”

เขาพยักหน้า “พรุ่งนี้ผมจะถามเวลาที่คุณว่าง ไม่เดาเอาเอง”

เธอยิ้มแล้ววางมือลงในมือเขา อุ้งมืออุ่นกว่าที่คิด จีฮุนขยับเข้ามาเล็กน้อย และหยุดรอจนเธอเป็นฝ่ายลดระยะห่าง หน้าผากของพวกเขาแตะกัน

ไม่มีดนตรี ไม่มีคำประกาศ ไม่มีแม้แต่ใบไม้ร่วงในวินาทีนั้น

มีเพียงคนสองคนซึ่งเลิกใช้ความเงียบเป็นคำตอบ

ก่อนกลับ มีนายกมือแตะกรอบแว่นของเขาแล้วจูบเขาเบา ๆ มันไม่ใช่การกลับไปเป็นคนเดิม แต่เป็นการทักทายคนที่เธอยังอยากรู้จัก

มีนาและจีฮุนจับมือและแตะหน้าผากกันริมแม่น้ำยามค่ำคืน มีผ้าพันคอสีเขียวคลุมไหล่เธอ
มีนาและจีฮุนจับมือและแตะหน้าผากกันริมแม่น้ำยามค่ำคืน มีผ้าพันคอสีเขียวคลุมไหล่เธอ

4. หน้าถัดไป

วันปิดร้านมาถึงอย่างสุภาพ ไม่มีเหตุการณ์ใหญ่พอหยุดเวลา เพื่อนบ้านเข้ามาเลือกหนังสือเล่มสุดท้าย บางคนซื้อโปสการ์ดที่มีนาวาด บางคนยืนลูบรอยบนโต๊ะก่อนบอกลา

ภาพร้านทั้งสิบสองภาพแขวนเรียงบนผนัง ภาพสุดท้ายเป็นประตูที่เปิดอยู่ มีใบเมเปิลสีแดงอยู่ตรงธรณีประตู เธอตั้งชื่อมันว่า “เข้ามาก่อน”

จีฮุนได้ห้องเช่าเล็กลงอีกสองตรอก เขาจะเปิดเป็นห้องซ่อมหนังสือ มีชั้นขายหนังสือมือสองเพียงสามชั้น และโต๊ะสำหรับคนที่อยากนั่งอ่าน

มีนาช่วยเขาย้ายต้นไม้ ส่วนเขาช่วยเธอแพ็กภาพส่งกลับกรุงเทพฯ ทั้งคู่ยังมีวันที่งานล้นจนตอบข้อความช้า แต่เริ่มเรียนรู้ที่จะบอกว่าเหนื่อย แทนหายไป และบอกว่าคิดถึง แทนส่งรูปท้องฟ้าแล้วหวังให้อีกคนแปลความ

เช้าวันเปิดห้องใหม่ หิมะแรกตกขณะที่มีนากำลังเขียนวันเดินทางลงในสมุด เธอต้องกลับบ้านอีกเก้าวัน บัตรโดยสารอยู่ในกระเป๋า ไม่มีใครพยายามซ่อนมัน

จีฮุนวางสมุดปกผ้าอีกเล่มข้างแก้วชา เป็นสมุดที่เขาเย็บเอง หน้ากระดาษยังว่าง ยกเว้นหน้าแรกที่มีใบเมเปิลแห้งจากจดหมายคั่นอยู่

“ใบเดิมเหรอ” เธอถาม

“ใช่ ผมเปลี่ยนกระดาษรองให้ มันจะอยู่ได้นานขึ้น”

มีนาลากปลายนิ้วตามขอบใบโดยไม่แตะมัน แล้วเขียนใต้ใบไม้อย่างช้า ๆ

ถึงคนที่จะอ่านหน้าถัดไปกับฉัน

จีฮุนเลื่อนเก้าอี้มาข้างเธอ มองหิมะนอกหน้าต่างอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหยิบปากกาต่อจากมือเธอ

ถ้ามีหน้าที่อ่านยาก เราจะอ่านออกเสียงให้กันฟัง

มีนาหัวเราะ เขาจึงหัวเราะตาม มือของพวกเขาพักอยู่ข้างสมุด ไม่มีใครดึงใบไม้ให้กลับสด ไม่มีใครอ้างว่าฤดูหนาวจะไม่มา

ใบเมเปิลยังเป็นสีแดงของวันที่มันร่วง แต่คราวนี้มันไม่ได้อยู่ในซองที่ปิดไว้

มันอยู่กลางหนังสือที่คนสองคนตกลงจะเขียนต่อด้วยกัน

มีนาและจีฮุนนั่งข้างกันในร้านหนังสือใหม่ เปิดสมุดที่มีใบเมเปิลแดง ขณะหิมะแรกตกนอกหน้าต่าง
มีนาและจีฮุนนั่งข้างกันในร้านหนังสือใหม่ เปิดสมุดที่มีใบเมเปิลแดง ขณะหิมะแรกตกนอกหน้าต่าง

จบ