ย้อนคืนปี 1978 ครานี้ข้าจะทวงชีวิตคืน · ตอนที่ 18
ตอนที่ 18 — ก่อนเสียงกระดิ่งเที่ยง
เช้าวันที่ยี่สิบสี่เมษายน เยว่ชิงเขียนบนกระดาษหน้าร้านว่าจะกลับก่อนเที่ยง หากธุระไม่ยืดออกไป
เธอหยุดมองคำว่าก่อนเที่ยงแล้วเติมว่า หากเปลี่ยนเวลาจะฝากข่าวกับป้าหวง ไม่อยากให้คนที่ถือของหนักเดินมาแล้วต้องเดาว่าร้านยังเปิดอยู่หรือไม่
ป้าหวงบอกว่าหญิงขายผ้าคนหนึ่งถามเมื่อวานว่าจะนำเครื่องตั้งโต๊ะมาให้ดูสายวันนี้ นางอยากให้ตรวจแล้วส่งกลับเร็ว เพราะเย็นนี้ต้องเดินทาง
เยว่ชิงยังไม่ได้รับของ ไม่ได้ตกลงราคาหรือเวลาส่ง แต่รู้ว่าหากกลับมาทัน อาจได้งานที่ร้านต้องการ
เธอฝากบอกว่าไม่ควรรอโดยไม่มีคำยืนยัน และออกไปโรงงานพร้อมสำเนาคำขอซึ่งแยกเรื่องเงินกับสมุดเวรไว้คนละชุด คำเล่าของโจวผิงอยู่ในซองปิด เธอจะส่งให้หัวหน้าตู้ตามขอบเขตที่พยานอนุญาต ไม่เปิดให้คนในห้องบัญชีดูเพราะอยากให้เข้าใจว่าธุระทุกอย่างสำคัญเพียงใด
หานซิ่วรออยู่ใกล้ประตูห้องบัญชี
บนโต๊ะมีแฟ้มหลายกอง ผูกเชือกบางกองแล้ว ส่วนหนึ่งวางในกล่องที่มีรายการรับส่งติดอยู่ด้านข้าง เยว่ชิงยังไม่เห็นว่ามีใครฉีกหรือเผากระดาษ แต่สีหน้าของหญิงสาวทำให้เธอรู้ว่าข้อความเมื่อคืนไม่ได้เขียนเพราะความรำคาญเล็กน้อย
“มีคำสั่งรวบรวมรายการที่ยังปิดไม่ครบไปตรวจที่ห้องกลางค่ะ” หานซิ่วพูด “ต้องส่งก่อนกระดิ่งพักเที่ยง”
นางให้เยว่ชิงดูหนังสือที่อยู่บนโต๊ะ ระบุให้ฝ่ายบัญชีส่งสมุดและเอกสารประกอบรายการค้าง เพื่อให้ผู้ตรวจพิจารณาร่วมกัน ไม่ได้ระบุให้ทำลายเอกสาร
เรื่องเงินสามพันหยวนอยู่ในชุดที่จะส่งด้วย
“ฉันคัดที่ขอไว้ได้บางส่วนแล้ว แต่ยังรับรองไม่ครบ หากเอาไปตอนนี้ คุณจะไม่ได้ดูคู่กับต้นเล่มในห้องนี้อีก ต้องขอผ่านห้องกลาง”
เยว่ชิงอ่านข้อความตั้งแต่ต้น ไม่หยุดเพียงคำว่ารวบรวม
“มีรายการแนบว่ากระดาษแต่ละชุดมีกี่แผ่นหรือยังคะ”
หานซิ่วส่ายหน้า “เขาให้ลงชื่อแฟ้มกับเล่ม ส่วนกระดาษที่ยังจัดเป็นแฟ้มไม่ได้ให้รวบไว้ในซอง”
ข้างซองมีแผ่นที่เขียนว่า รอผู้แทนร้านลงชื่อ เยว่ชิงเคยเห็นข้อความนี้เมื่อมาดูบัญชี แต่ยังไม่รู้ว่าใครเขียนมันและหมายถึงหน้าหรือการลงชื่อในฐานะใด
ถ้ามันไปกับชุดโดยไม่มีตำแหน่งอ้างอิง คนอ่านอาจถือว่าร้านเคยรับเงินแล้ว เพียงขาดการลงชื่อ หรืออาจโยนทิ้งเพราะมองว่าเป็นกระดาษเตือนงานธรรมดา
ทั้งสองทางเปลี่ยนความหมายได้ โดยไม่ต้องฉีกใบหลักให้เธอเห็น

“ฉันไม่อยากซ่อนกระดาษไว้ค่ะ” หานซิ่วพูด “ถ้ามีคนถามว่าอยู่ไหน ฉันต้องตอบให้ได้”
“ฉันก็ไม่ได้ขอให้ซ่อนค่ะ เราขอให้ลงรายการก่อนส่งได้ไหม”
นางมองนาฬิกาบนผนัง “ต้องให้คนรับผิดชอบอนุญาต ฉันทำสำเนาให้คนข้างนอกเองไม่ได้”
เยว่ชิงพยักหน้า วันนี้หานซิ่วไม่ได้ขอให้เธอหนีบกระดาษใส่เสื้อออกจากโรงงาน นางขอให้คนที่มีคำร้องอยู่แล้วมาทันก่อนเอกสารจะเปลี่ยนมือ
ความช่วยเหลือที่จำเป็นจึงไม่ใช่การรับของลับ แต่เป็นการยอมอยู่จนชื่อสิ่งที่ส่งกับสิ่งที่ได้รับตรงกัน
เยว่ชิงไปหาหัวหน้าตู้ก่อนเวลาที่ตนคิดว่าจะออกกลับร้าน
เขาอ่านหนังสือรวบรวมเอกสารแล้วบอกว่าคำสั่งตรวจเป็นงานของโรงงาน เธอไม่มีสิทธิ์หยุดการส่งทั้งหมด
“ฉันไม่ได้ขอหยุดค่ะ ขอให้คำขอที่ยื่นไว้ไปด้วย และลงว่าเอกสารของรายการนี้มีแผ่นใดบ้าง ก่อนคนรับลงชื่อ”
เขามองเลขรับคำขอเดิม แล้วถามว่ามีสิ่งใดขาด
“ยังไม่ส่ง ฉันจึงไม่รู้ว่าขาดหรือไม่ค่ะ แต่รายการรับส่งตอนนี้บอกเพียงชื่อแฟ้ม ไม่บอกกระดาษประกอบที่ยังอยู่ในซอง ถ้าภายหลังต่างกันจะตรวจย้อนหลังยาก”
หัวหน้าตู้ให้เธอรอ เขาเดินไปห้องบัญชีด้วยตนเอง หานซิ่วหยิบสำเนาที่เตรียมกับเอกสารอ้างรายการเดิมมาแสดง ไม่ขอให้เขาเชื่อคำของเยว่ชิงโดยไม่ดูของบนโต๊ะ
รหัส จ-0412 อยู่บนใบเบิกวันที่สิบสองเมษายนและใบคืนวันที่สิบหก จำนวนสามพันหยวนเหมือนกัน ชื่อเหวินเต๋ออยู่ในช่องผู้รับดำเนินการ ส่วนช่องร้านรับเงินและรายการส่งมอบยังไม่ครบ
เยว่ชิงไม่ได้สรุปว่าเงินในตู้เซฟอยู่ครบทุกขณะ เธอถามเพียงว่ามีใบที่ร้านรับเงินหรือรับของแนบแล้วหรือไม่
หานซิ่วแยกกระดาษที่ตรวจอยู่ให้เห็น ยังไม่มีแผ่นที่ลงชื่อร้านรับเงินในชุดที่เตรียมนี้
หัวหน้าตู้หยิบแผ่นเตือนรอลงชื่อขึ้นมา
“แผ่นนี้ใครเขียน”
“ฉันไม่ได้เขียนค่ะ” หานซิ่วตอบ “เคยอยู่กับรายการที่ฉันรับมาทำต่อ ยังไม่มีชื่อผู้เขียนกำกับ”
เยว่ชิงบอกว่าเคยเห็นแผ่นเดียวกันระหว่างเข้าตรวจ ไม่รับรองว่าเป็นคำสั่งที่เธอเคยตกลงทำ เขาจึงให้ลงในรายการว่าเป็นกระดาษประกอบไม่ระบุผู้เขียน ไม่เอาข้อความนั้นไปเติมในช่องรับเงินของร้าน
เขาอนุญาตให้แยกเอกสารของรหัสนี้ทำรายการจำนวนแผ่นต่อหน้า แล้วรับรองสำเนาในส่วนที่เทียบกับต้นฉบับได้ โดยมีข้อความว่ารับรองความตรงของสำเนา ไม่ใช่รับรองว่าการส่งเงินจริงเกิดครบทุกขั้น
ต้นเล่มยังต้องส่งห้องตรวจกลางตามคำสั่ง
หานซิ่วเริ่มคัดข้อความต่อที่เคยกลัวจะขาด เยว่ชิงช่วยอ่านชื่อช่อง หมายเลข และตรวจว่ามุมกระดาษไม่ทับจนคัดบรรทัดสุดท้ายหาย แต่ไม่หยิบตราประทับของโรงงานมาใช้เอง
เวลาเดินต่อไป
ใกล้สิบเอ็ดโมง เยว่ชิงมองประตูห้องแล้วนึกถึงเครื่องตั้งโต๊ะที่อาจมีคนกำลังถือมารอหน้าร้าน
“ถ้าคุณต้องกลับไปก่อน ฉันจะทำต่อให้ค่ะ” หานซิ่วพูด
เยว่ชิงมองแผ่นคำขอที่ตนเป็นคนยื่น ยังมีบรรทัดต้องยืนยันว่าช่องร้านว่างอย่างไร และมีสำเนาฉบับไหนจะออกให้เธอ
เธอเลือกอยู่
หัวหน้าตู้ให้เจ้าหน้าที่ซึ่งจะออกไปส่งหนังสือฝากข้อความกับป้าหวงว่าร้านหลินยังไม่กลับก่อนเที่ยง เยว่ชิงเขียนข้อความเอง ไม่ให้คนฝากพูดว่าลูกค้าควรรอจนเธอเสร็จ
หากหญิงขายผ้าต้องไปที่อื่น นางควรมีโอกาสเลือกก่อนเสียเวลาอีก
เธอเสียโอกาสรับงานได้ แต่จะไม่ทำให้คนอื่นรับต้นทุนของการเลือกวันนี้แทนทั้งหมด
เอกสารที่ต้องส่งถูกวางเรียงตามรายการ ไม่ใช่ตามจำนวนเงินซึ่งคนอ่านสนใจที่สุด
หานซิ่วอ่านรหัสจากต้นฉบับ เยว่ชิงอ่านจากสำเนา หัวหน้าตู้เทียบคำที่ต่างและให้แก้ก่อนประทับรับรอง กระดาษเตือนรอผู้แทนร้านถูกแนบเป็นแผ่นแยก มีบันทึกว่าไม่พบชื่อผู้เขียนในแผ่นนั้น
หนังสือคำขอของเยว่ชิงกับบันทึกการเข้าตรวจที่ระบุว่าไม่รับรองการรับเงินถูกใส่ไปกับชุดด้วย เพื่อไม่ให้ห้องกลางเห็นแต่ชื่อร้านในรายการเบิกโดยไม่มีคำคัดค้านที่ยื่นอยู่ก่อน
หานซิ่วตรวจจำนวนแผ่นอีกครั้งแล้วผูกแฟ้ม
เยว่ชิงมองนิ้วเปื้อนหมึกข้างขวาของนาง ข้อนิ้วมีรอยกดจากจับปากกานาน สีหน้าของหญิงสาวยังตึง แต่ครั้งนี้เมื่อคนรับถามว่าเอกสารอยู่ไหน นางไม่ต้องตอบด้วยการจำว่ากระดาษแผ่นหนึ่งเคยอยู่ใต้กองใด
คนรับลงชื่อในรายการรับส่ง หัวหน้าตู้กำกับขอบเขตการรับรอง หานซิ่วเก็บคู่ฉบับในฝ่ายบัญชี และเยว่ชิงได้สำเนาของรายการที่ตนขอพร้อมเลขอ้างอิงการรับส่ง
เสียงกระดิ่งพักเที่ยงดังเมื่อเชือกกองสุดท้ายถูกจัดเข้าที่

ไม่มีกระดาษถูกช่วยออกมาด้วยการซ่อนในแขนเสื้อ
มันยังไปตามคำสั่ง แต่ไปพร้อมชื่อ รายการ และร่องรอยที่คนถือรับต้องตอบได้
เยว่ชิงขอบคุณหานซิ่ว นางวางมือพักแล้วบอกว่าเรื่องนี้ยังไม่จบหากสำเนาที่มีตรงกับต้นฉบับ แต่คนตรวจยังถือว่าร้านต้องรับผิดเพียงเพราะเป็นคู่หมั้นของผู้รับเงิน
หัวหน้าตู้บอกว่าจะนำข้อโต้แย้งพร้อมเอกสารให้คณะตรวจรายการเงินพิจารณาเช้าวันที่ยี่สิบห้า เยว่ชิงต้องมาพูดเรื่องของร้านด้วยตนเอง เหวินเต๋อจะถูกเรียกชี้แจงรายการของตนด้วย
เธอขอหนังสือนัดและอ่านเวลา ก่อนเก็บมันคนละซองกับเรื่องสมุดเวร
นี่เป็นครั้งแรกที่เธอไม่ได้เพียงถามว่าจะให้ลงชื่อหรือไม่ แต่มีวันไปถามต่อหน้าคนที่กำลังจะตัดสินว่าชื่อร้านควรอยู่ในช่องใด
บ่ายนั้น นัดดูสมุดเวรยังดำเนินได้ตามที่ยืนยันกับเจ้าหน้าที่ไว้ตอนเช้า แม้เยว่ชิงกลับร้านไม่ได้ก่อนเที่ยง เธอก็ไม่ได้ลืมว่าคำเล่าของโจวผิงรอการตรวจอีกส่วนหนึ่ง
เธอยื่นซองคำเล่าให้หัวหน้าตู้ โดยบอกขอบเขตการใช้ที่พยานอนุญาต เขารับไว้และให้จดว่าประตูบริการอาจมีรายการอีกชุด ไม่ถือว่าใบคำเล่าอนุญาตให้เธอเปิดทุกตู้ของโรงงาน
หน้าเวรวันที่สิบหกมกราคมมีชื่อโจวผิงในช่วงค่ำ ตรงกับส่วนที่เขาเพิ่งยืนยัน แต่สมุดที่เจ้าหน้าที่นำมาเป็นรายการของประตูหลัก ไม่ได้บอกทุกครั้งที่รถออกประตูบริการ
เยว่ชิงจดเลขหน้าและข้อความที่ได้รับอนุญาตให้คัด ไม่เติมว่ารถไม่เคยมีเพราะในหน้าที่ดูไม่มีรายการตรงคำเล่า เธอขอให้ตรวจต่อว่าบันทึกประตูบริการอยู่ที่ใด หัวหน้าตู้รับคำขอเพิ่มเติมไว้ ยังไม่ได้เล่มนั้นมาให้ดูวันนี้
เวลาเธอเดินกลับร้าน แสงบนถนนเปลี่ยนไปมากแล้ว
ป้าหวงบอกว่าหญิงขายผ้าได้รับข่าวและไปถามร้านอื่น นางต้องเดินทางจึงรอไม่ได้ ไม่มีของหรือเงินมัดจำทิ้งไว้ให้เยว่ชิงรับผิดชอบ แต่รายได้จากงานที่อาจรับก็ไม่ได้เกิดขึ้น
เยว่ชิงขอบคุณที่ส่งข่าว ไม่พูดว่าลูกค้าควรเข้าใจเรื่องของเธอมากกว่านี้
เธอเปิดร้านช่วงที่เหลือของวัน วางสำเนาใหม่ลงในกล่องเอกสารก่อนล้างมือเพื่อจับเครื่องมือ รายการเงินไม่ควรกินพื้นที่ซ่อมทั้งหมดจนคนที่แวะเข้ามาไม่รู้จะวางของตรงไหน
หานซิ่วเสียเวลาตรวจและคัดทั้งเช้า เยว่ชิงเสียโอกาสรับงานหนึ่งชิ้น สิ่งที่ได้กลับมาจึงไม่ใช่ชัยชนะซึ่งไม่มีใครจ่ายอะไร
แต่พรุ่งนี้ เมื่อมีคนถามว่าร้านรับเงินสามพันหยวนไว้แล้วหรือไม่ เธอจะไม่ได้มีเพียงคำว่าฉันจำว่าไม่เคย
เธอมีสำเนาที่เทียบแล้ว มีคำขอซึ่งไม่ได้ถูกแยกหายจากแฟ้ม และมีชื่อคนรับส่งชุดเอกสารให้ตามต่อ
เยว่ชิงอ่านหนังสือนัดวันที่ยี่สิบห้าอีกครั้ง
ตู้เซฟอาจบอกว่าใครเปิดประตูเมื่อใด แต่คำตอบว่าผู้หญิงคนหนึ่งต้องรับผิดแทนคู่หมั้นหรือไม่ ไม่ควรถูกขังอยู่หลังประตูนั้นเพียงเพราะคนถือกุญแจไม่อยากอธิบาย
เธอวางหนังสือนัดไว้กับกระดาษที่ต้องใช้ แล้วเขียนคำถามแรกสำหรับวันพรุ่งนี้
ชื่อร้านอยู่ตรงไหน และลายมือผู้รับเงินเป็นของใคร
นิยายและภาพประกอบสร้างขึ้นใหม่ ภาพประกอบสร้างด้วย AI
