ปรับการอ่าน

ย้อนคืนปี 1978 ครานี้ข้าจะทวงชีวิตคืน · ตอนที่ 17

ตอนที่ 17 — คนที่เดินกลับมาขอโทษ

เช้าวันที่ยี่สิบสามเมษายน โจวผิงยืนอยู่หน้าร้านโดยไม่มีแก้วเคลือบในมือ

เยว่ชิงเห็นเขาผ่านกระจกตอนกำลังเก็บผ้ารองงานเก่า ห้องยามกับประตูเหล็กอยู่ห่างออกไปหลายถนน แต่ชายในหมวกสีหม่นยังมีท่าทีเหมือนกำลังรอคำสั่งให้กลับเข้าไปทำหน้าที่

เขายกมือจะเคาะแล้วลดลงสองครั้ง

เยว่ชิงเปิดประตู

“เข้ามานั่งก่อนค่ะ”

โจวผิงมองโต๊ะว่าง มองถนนที่ตนเพิ่งเดินมา แล้วถามว่าในร้านมีใครอีกหรือไม่

“ตอนนี้มีฉันค่ะ ถ้าไม่อยากคุยในร้าน เรานัดเวลาอื่นได้”

เขาส่ายหน้า ก้าวข้ามธรณีแล้วถอดหมวกถือไว้ เมื่อเยว่ชิงชี้เก้าอี้ เขานั่งชิดขอบราวกับยังไม่แน่ใจว่าจะอยู่ได้นานเท่าไร

“ฉันมาขอโทษ”

เธอวางถ้วยน้ำห่างจากช่องเอกสาร ไม่ตอบว่าทุกอย่างไม่เป็นไร เพราะยังไม่รู้ว่าเขากำลังขอโทษเรื่องไหน

“วันนั้นที่ประตู” เขาพูด “ฉันบอกจำไม่ได้ ทั้งที่มีบางอย่างจำได้”

เยว่ชิงนั่งอีกฝั่ง มือของเธอว่าง ไม่มีปากกาอยู่ในมือเขาหรือของตน

“เรื่องคืนวันที่สิบหกหรือคะ”

“ใช่ แต่ไม่ได้หมายความว่าฉันรู้ว่าพ่อเธอเป็นอะไร ฉันไม่ได้อยู่กับเขาวันที่เกิดเหตุ”

เธอพยักหน้า ไม่ใช้คำขอโทษเปิดทางไปถึงคำตอบที่เขาไม่เคยเห็น

โจวผิงลูบขอบหมวกด้วยนิ้วหัวแม่มือ ความกลัวไม่ได้ลดลงเพราะเขาเดินพ้นโรงงานมาเอง มันดูชัดขึ้นเมื่อไม่มีแก้วให้จับบังมือ

“เมื่อวานมีคนถามฉันว่า คืนนั้นคงไม่มีรถผ่านด้านหลังใช่ไหม เขาบอกว่าจะได้เขียนสรุปง่าย ๆ”

“คนที่ถามมีหน้าที่อะไรคะ”

“คนช่วยจัดรายการเข้าออก ฉันรู้จักหน้า แต่ไม่อยากบอกชื่อก่อนที่ฉันจะตกลงว่าจะเล่าเรื่องนี้อย่างไร”

เยว่ชิงรับฟัง เขายังไม่กล่าวว่ามีคำสั่งให้ปลอมสมุด ไม่ได้บอกว่าคนถามข่มขู่ และคำถามซึ่งฟังเหมือนต้องการคำยืนยันอาจเกิดจากความจำของคนคนนั้นเอง

แต่สำหรับโจวผิง มันทำให้ความเงียบของตนเริ่มมีผลต่างจากการไม่ตอบลูกสาวช่างคนหนึ่ง

“ฉันไม่ได้ตอบว่าไม่มี” เขาว่า “แต่ถ้าไม่พูดอะไรอีก คนอาจคิดว่าฉันจำได้แค่นั้น”

เยว่ชิงมองถ้วยน้ำที่เขายังไม่แตะ

“วันนี้เล่าก่อนก็ได้ค่ะ แล้วเราค่อยตกลงว่าจะจดอะไร ถ้าตรงไหนยังไม่อยากให้ใครอ่าน ฉันจะไม่ถือว่าคุณอนุญาตเพียงเพราะเข้ามาในร้าน”

โจวผิงเงยหน้าขึ้นสบตาเธอเป็นครั้งแรกตั้งแต่เข้าประตู

โจวผิงกลับมาที่ร้านเพื่อขอโทษและขอเล่าเรื่องคืนเก่า เยว่ชิงฟังก่อนเปิดสมุดบันทึก โดยให้เขากำหนดขอบเขตคำเล่าของตน
โจวผิงกลับมาที่ร้านเพื่อขอโทษและขอเล่าเรื่องคืนเก่า เยว่ชิงฟังก่อนเปิดสมุดบันทึก โดยให้เขากำหนดขอบเขตคำเล่าของตน

“ฉันยังกลัวเสียงาน”

“ฉันรู้ค่ะ และฉันยังรับประกันแทนโรงงานไม่ได้”

คำตอบไม่ปลอบเขาให้สบายทันที แต่ครั้งนี้เขาไม่ได้ถามย้ำว่าเธอจะรับผิดชอบครอบครัวเขาได้หรือไม่ เขาหยิบถ้วยน้ำขึ้น ดื่มคำหนึ่ง แล้วเริ่มจากสิ่งที่ตนจำได้


โจวผิงอยู่เวรค่ำวันที่สิบหกมกราคม

เขาอธิบายว่าจำวันได้จากเรื่องลูกสาวป่วย เช้าวันรุ่งขึ้นภรรยาไปห้องรักษาและเขาต้องขอเปลี่ยนช่วงเวลาพัก เรื่องนี้มีรอยจดในปฏิทินที่บ้าน แต่เขาไม่ได้นำมาด้วย และยังต้องเทียบสมุดเวรที่โรงงานอีกครั้ง

เยว่ชิงไม่เขียนว่าปฏิทินยืนยันวันแล้ว เพราะตนยังไม่ได้เห็นมัน

“คืนนั้นฉันอยู่แถวประตูหลักก่อน แล้วไปตรวจด้านข้างตอนเปลี่ยนผลัดช่วงค่ำ” เขาพูด “ทางหลังไม่ใช่ทางที่ฉันนั่งเฝ้าตลอดเวลา”

เธอขอให้เขาบอกว่าตำแหน่งที่มองเห็นอยู่ตรงไหน โดยยังไม่เอาแผนจากความทรงจำของตนวางให้เลือก

โจวผิงใช้ปลายนิ้วลากบนโต๊ะเป็นแนวกำแพง

มีทางแคบระหว่างอาคารเก็บวัสดุกับรั้วด้านตะวันออก ตรงนั้นรถที่เข้าเขตส่งของสามารถเลี้ยวออกประตูบริการด้านหลังได้ หากประตูเปิดไว้ รถไม่จำเป็นต้องย้อนออกประตูหลัก

คืนที่เขาเล่า เขาได้ยินเสียงเครื่องยนต์จากทางนั้นก่อนเห็นรถ

เสียงไม่ได้กระแทกหนักเหมือนรถขนถ่านที่ผ่านวันเธอมาถาม มันเป็นเสียงสั่นค้างสั้น ๆ ตอนคนขับผ่อนเครื่อง เขาจำเสียงนั้นได้เพราะหันไปดูว่ามีอะไรติดใต้รถหรือไม่

“ตอนฉันพูดคันนั้นไม่ใช่เสียงอย่างนี้ ฉันนึกถึงรถที่เห็นคืนนั้นจริง” เขาบอก “ไม่ได้หมายถึงรถขนถ่านประจำอย่างที่แก้ตัวไป”

เยว่ชิงหายใจช้าลง ความหมายของประโยคที่ค้างมาหลายวันเพิ่งมีเจ้าของยืนยัน แต่ไม่ได้ทำให้เสียงกลายเป็นเลขทะเบียนหรือชื่อคนขับ

“รถลักษณะไหนคะ”

“กระบะบรรทุกสีมืด ดูเหมือนเทาน้ำเงิน แต่ไฟตรงนั้นเหลือง ฉันไม่กล้ารับรองสีตอนกลางวัน”

เขาเห็นลังยาวสองลังบนกระบะ มีผ้าใบคลุมบางส่วน ไม่ทราบว่าข้างในเป็นเครื่องจักร อะไหล่ หรือของชนิดอื่น ไม่เห็นคนขนลังขึ้น และไม่ได้เปิดตรวจด้วยตนเอง

คนขับอยู่ในห้องโดยสาร มุมจากรั้วกับแสงสะท้อนทำให้เขาไม่เห็นหน้า

“ทะเบียนล่ะคะ”

โจวผิงเม้มปาก

“ฉันจำเลขเต็มไม่ได้ สองตัวท้ายเหมือนสี่กับหก แต่ถ้าให้เขียนตอนนี้ ฉันต้องเขียนว่ายังไม่แน่ใจ”

เยว่ชิงตอบว่าเขียนเช่นนั้นได้ ไม่เสนอเลขอื่นให้เขาลองนึก ไม่บอกว่าตัวเลขในจดหมายของพ่อมีอะไรบ้าง

จังหวะนี้เธออยากได้คำตอบมากที่สุด จึงต้องระวังไม่ช่วยทำให้คำตอบเกิดขึ้นจากคำถามของตน

รถเคลื่อนจากทางข้างอาคารไปออกประตูบริการด้านหลังตามที่เขาเห็น เขาไม่ทราบปลายทางหลังพ้นรั้ว และไม่ยืนยันว่ามีรถคันอื่นออกต่อหรือไม่ เพราะกลับไปตรวจประตูหลัก

“แล้วพ่อฉัน?” เยว่ชิงถามในที่สุด

โจวผิงวางถ้วยลง

เขาเห็นชายที่จำได้ว่าเป็นพ่อเธอยืนใกล้ประตูอาคารเก็บวัสดุ ตอนนั้นด้านข้างใบหน้าโดนแสงจากโคม พ่อสวมเสื้อทำงานที่โจวผิงคุ้นจากเวลามารับของ แต่ระยะไกลพอให้เขามองไม่เห็นมือกำลังถืออะไร

เขาไม่ได้เห็นพ่อนั่งรถ ไม่ได้เห็นพ่อล้ม และไม่ได้เห็นคนทำร้าย

เมื่อรถออกไป ชายคนนั้นเดินกลับเข้าใกล้ด้านอาคาร ไม่ได้วิ่งตามรถ

“ฉันไม่รู้ว่าเขามาเรื่องอะไร” โจวผิงพูด “ถ้าคนถามว่าเห็นเขาถูกทำร้าย ฉันตอบไม่ได้”

เยว่ชิงมองมือของตนบนตัก ปลายนิ้วจิกผ้ากางเกงโดยไม่รู้ตัว เธอคลายมันก่อนถามต่อ

“คุณได้คุยกับเขาไหมคะ”

“ไม่ได้คุย ฉันเห็นแค่ช่วงนั้น”

พ่ออยู่ใกล้เส้นทางที่รถใช้ก่อนวันเสียชีวิต เป็นสิ่งที่ควรตามต่อ แต่ระยะหนึ่งคืนยังมีเหตุการณ์ที่ไม่มีใครในห้องนี้เห็น

เยว่ชิงจะไม่บังคับคำเล่าช่วงสั้นให้ยาวพอปิดช่องนั้น


เธอหยิบกระดาษสะอาดมาวางเมื่อโจวผิงบอกให้จดได้

“ถ้าจดแล้วจะให้ใครอ่าน”

เยว่ชิงบอกเรื่องนัดฝ่ายธุรการบ่ายวันที่ยี่สิบสี่และเงื่อนไขต้องยืนยันอีกครั้ง เธอต้องการขอให้ตรวจรายการรถที่ประตูบริการด้วย เพราะคำขอเดิมระบุเข้าออกวันที่สิบหก แต่ยังไม่รู้ว่ารายการของทางนั้นอยู่เล่มเดียวกันหรือไม่

“ฉันอยากให้หัวหน้าตู้เห็นคำเล่าเพื่ออธิบายว่าทำไมต้องถามรายการอีกทาง คุณยินยอมไหมคะ”

โจวผิงขออ่านก่อน และขอว่าอย่านำไปให้คนทั้งตรอกดูหรือใช้เล่าเรื่องลูกสาวป่วยต่อใครที่ไม่จำเป็น

เธอตกลง เรื่องครอบครัวของเขาจะถูกจดเพียงว่าใช้ช่วยนึกวัน ยังไม่ตรวจเอกสาร ไม่ลงชื่อเด็กหรืออาการป่วยในแผ่นที่จะยื่น

เธออ่านทีละบรรทัดหลังเขียน ไม่ใช้คำว่าแอบขน ไม่เรียกสองลังว่าอะไหล่ที่ถูกขโมย และไม่ใส่ชื่อใครในช่องคนขับ

โจวผิงแก้เวลาที่เธอเขียนว่าเมื่อเปลี่ยนผลัด เป็นหลังเปลี่ยนผลัดไม่นาน เขาไม่จำได้ว่าผ่านกี่นาที

เธอขีดคำเดิมให้ยังอ่านได้ เขียนคำแก้ข้างกัน แล้วให้เขาเห็นว่าส่วนไหนเปลี่ยนไป

จากนั้นเธอวาดรั้วกับอาคารตามทิศที่เขาบอก ให้เขาชี้ตำแหน่งที่ยืนและแนวที่รถผ่าน

โจวผิงชี้เส้นทางรถที่ตนเห็นบนแผนผังอย่างง่าย เยว่ชิงบันทึกตำแหน่งและขอบเขตที่มองเห็น โดยไม่เติมคนขับหรือของในลัง
โจวผิงชี้เส้นทางรถที่ตนเห็นบนแผนผังอย่างง่าย เยว่ชิงบันทึกตำแหน่งและขอบเขตที่มองเห็น โดยไม่เติมคนขับหรือของในลัง

“ตรงนี้ไม่ใช่ประตูหลัก” เขาย้ำ

เยว่ชิงเลื่อนป้ายคำอธิบายในภาพร่างให้ตรง ไม่เปลี่ยนถนนหลังรั้วเป็นเส้นทางถึงบ้านใคร เพราะเขาไม่เห็นช่วงนั้น

เมื่ออ่านจบ โจวผิงลงชื่อพร้อมวันที่ยี่สิบสามเมษายนใต้ข้อความที่ตนตกลง และกำกับรอยแก้เวลา เขาไม่ลงชื่อในกระดาษเปล่า เธอเขียนข้อจำกัดการใช้ไว้ด้วยว่ารับเพื่อส่งให้หัวหน้าฝ่ายตรวจประกอบคำขอ และหากต้องให้คนอื่นอ่านจะคุยกับเขาก่อน

เยว่ชิงทำสำเนาด้วยกระดาษคาร์บอน อ่านเทียบต่อหน้าให้เขารับฉบับของตนกลับ ข้อความที่ยังไม่แน่ใจอยู่ในทั้งสองฉบับ ไม่ได้หายไปจากสำเนาที่เธอเก็บ

โจวผิงถือกระดาษแล้วนั่งนิ่งอีกครู่

“ฉันไม่ได้ทำให้เขากลับมา”

เยว่ชิงรู้ว่าเขาหมายถึงพ่อ เธอมองเขาโดยไม่มีคำตอบซึ่งทำให้การสูญเสียกลายเป็นสิ่งเล็ก

“ฉันไม่ได้ขอให้คุณทำอย่างนั้นค่ะ”

“ถ้าฉันพูดตั้งแต่แรก เธออาจไม่ต้องเดินหลายรอบ”

“คงมีบางอย่างรู้เร็วขึ้น แต่วันนี้สิ่งที่คุณบอกยังช่วยให้ฉันถามตรงจุดได้”

เธอไม่ยกโทษแทนพ่อในเรื่องที่ยังไม่รู้ทั้งหมด ไม่ให้เขาสารภาพความผิดที่เขาไม่ได้เล่า และไม่เอาความกล้าของวันนี้ไปลบความกลัวซึ่งจะตามเขากลับบ้าน

โจวผิงสวมหมวกก่อนลุก

ที่ประตู เขาหยุดถามว่าหากหัวหน้าตู้เรียกตนไปอธิบาย เธอจะบอกเขาก่อนได้หรือไม่

เยว่ชิงบอกว่าจะขอให้แจ้งเขาผ่านขั้นตอนปกติ ไม่แอบอ้างชื่อเขาเพื่อขอเปิดตู้เอง และถ้ามีสิ่งที่เขาไม่แน่ใจเพิ่ม เขาควรแก้คำเล่าได้โดยไม่ต้องกลัวว่าเธอจะกล่าวหาว่าเปลี่ยนใจทันที

เขาพยักหน้า แล้วเดินออกจากร้านเหมือนคนที่ยังแบกของหนักอยู่ เพียงครั้งนี้ไม่พยายามบอกว่าไม่มีอะไรอยู่บนหลัง


เยว่ชิงเก็บคำเล่าไว้แยกจากใบงานของร้าน

เลขท้ายที่อาจเป็นสี่กับหกไม่ใช่ 3176 ทั้งชุด ไม่ใช่เลขในสมุดคลัง และไม่ใช่เหตุให้เธอเติมทะเบียนจากความทรงจำในชีวิตก่อน เธอเขียนคำถามใหม่ว่ารายการประตูบริการวันที่สิบหกอยู่กับใคร มีช่วงเวลาหรือทะเบียนที่ตรวจได้หรือไม่

สมุดเวรที่ยังไม่ได้ดูจะช่วยตรวจบางส่วนของคำเล่า แต่กระดาษซึ่งไม่มีรายการรถก็อาจหมายถึงเขียนไม่ครบ ไม่ได้ทำให้คนที่ยืนเห็นรถมองเห็นสิ่งที่ไม่มีอยู่โดยทันทีเช่นกัน

เธอจำเป็นต้องเก็บทั้งพยานกับเอกสาร ไม่บังคับให้อันหนึ่งเงียบเพราะอีกอันยังไม่ตอบ

งานช่วงสายกลับมาเป็นเสียงน้ำในกาต้มและลูกค้าที่แวะถามราคาเปลี่ยนสาย เยว่ชิงแจ้งเงื่อนไขตามที่ทำได้ ร้านยังไม่อาจหยุดรอวันที่ยี่สิบสี่เพียงเพราะได้เรื่องรถเพิ่ม

ก่อนเย็น เถาซูนำกระดาษพับจากหานซิ่วมาฝาก นางอธิบายว่าพบหญิงสาวตอนผ่านหน้าร้านสหกรณ์ หานซิ่วจำได้ว่านางอยู่ใกล้บ้านเยว่ชิง จึงฝากข้อความและขอให้ส่งถึงมือ ไม่ได้ให้เปิดอ่านหรือเล่าเนื้อหา

กระดาษปิดด้วยรอยพับและกาว หานซิ่วเขียนชื่อตนไว้ด้านนอก

เยว่ชิงรับ ขอบคุณคนส่ง แล้วเปิดเมื่ออยู่หลังโต๊ะ

ข้อความขอให้เธอมาโรงงานเช้าวันที่ยี่สิบสี่ก่อนเที่ยง เรื่องจัดเอกสารตามคำขอมีการเปลี่ยนแปลง หานซิ่วยังไม่เขียนว่าเป็นการทำลายหรือยึดอะไร เพียงบอกว่าต้องคุยก่อนกระดิ่งพักกลางวัน

เยว่ชิงอ่านซ้ำ แล้ววางไว้ข้างสำเนานัดบ่ายของฝ่ายธุรการ

พรุ่งนี้มีเหตุให้ไปแต่เช้า และมีเรื่องที่ยังต้องยืนยันเวลาบ่าย

เธอปิดกล่องเอกสาร เลื่อนสมุดงานลูกค้ามาจดว่าร้านอาจเปิดช้ากว่าที่คิด ก่อนเดินไปเตรียมกระดาษแจ้งหน้าประตู

โจวผิงเพิ่งให้เส้นทางที่รถเคยผ่าน

หานซิ่วกำลังขอให้เธอไปดูเส้นทางที่กระดาษจะเดินต่อ

คราวนี้เยว่ชิงจะไปโดยไม่ถือว่าคนหนึ่งรู้แทนอีกคนได้ และไม่ปล่อยให้ความรีบทำให้ตนลืมว่าคำตอบแต่ละอย่างมาจากมือใคร

กลับสารบัญนิยาย

นิยายและภาพประกอบสร้างขึ้นใหม่ ภาพประกอบสร้างด้วย AI