ปรับการอ่าน

ย้อนคืนปี 1978 ครานี้ข้าจะทวงชีวิตคืน · ตอนที่ 75

ตอนที่ 75 — คนขับรถเที่ยวสุดท้าย

จดหมายตอบคำขอวันที่แปดมีนาคมมาถึงในเย็นวันที่ยี่สิบ

หลินเยว่ชิงเพิ่งวางชามข้าวลงบนโต๊ะในห้องเช่า กลิ่นผักผัดยังติดอยู่ที่ชายแขนเสื้อ นางเปิดซองหลังล้างมือแล้ว ไม่ใช้ปลายมีดที่เพิ่งเหลาดินสอสอดเข้าไป เพราะข้างในอาจมีสำเนาที่ขอบบางกว่าซอง

คำตอบเรื่องการอนุญาตเปลี่ยนวัสดุยังไม่ครบ แบบ ร–26 อยู่ระหว่างค้นจากแฟ้มแบบเดิม ส่วนผลตรวจก่อนจ่ายของต้องตรวจตามเลขชุดเอกสารอีกครั้ง

แต่ทางผ่านคลังมีคำตอบหนึ่งแผ่น

ผู้เก็บเอกสารคัดส่วนทะเบียนเที่ยวรถซึ่งเกี่ยวกับใบสั่งที่นางอ้าง พร้อมรับรองว่าอ่านจากรายการใด หน้านั้นลงวันที่ยี่สิบแปดพฤศจิกายน ปี 1977 มีต้นทางเป็นคลังโรงงานชิงเหอ ปลายทางเป็นแผนกซ่อมเครื่องจักร และช่องอ้างงานเขียน 77–26

ชื่อผู้รับหน้าที่ขับรถคือเจิ้งซื่อเหิง

ช่องบรรยายของเขียนเพียงลังอะไหล่ ไม่แจกแจงชนิดโลหะ ไม่แยกว่าแผ่นยึดอยู่ในลังใด และไม่มีผลตรวจเนื้อวัสดุแนบกับทะเบียนรถ

เยว่ชิงอ่านวันที่อีกครั้ง

ยี่สิบหกเป็นวันออกฉบับใช้งาน ยี่สิบแปดเป็นวันที่มีรายการเที่ยวรถ ทั้งสองอย่างอยู่หลังวันที่สิบแปดซึ่งเป็นวันอนุมัติเดิม แต่วันที่จิ้งโจวบาดเจ็บยังมีเพียงปลายเดือนพฤศจิกายน

นางไม่เขียนคำว่าก่อนอุบัติเหตุลงไป

ด้านท้ายคำตอบ เจ้าหน้าที่แจ้งว่าคนขับยังทำงานที่สถานีรถของโรงงาน หากประสงค์ขอคำบอกเล่า ให้ส่งคำถามผ่านสถานีเพื่อให้เจ้าตัวตัดสินใจว่าจะตอบหรือไม่ ที่อยู่ที่ให้มาเป็นที่อยู่หน่วยงาน ไม่ใช่บ้านของเขา

นางวางแผ่นนั้นข้างสำเนาใบสั่งสองฉบับ ไม่เอาหมายเลขรถซึ่งเคยตามจากคืนที่พ่อบาดเจ็บมาเติมในช่องว่าง

ครั้งนี้กระดาษพาไปถึงคนคนหนึ่งได้โดยมีเส้นทางของมันเอง

เยว่ชิงอ่านคำตอบเรื่องเที่ยวรถซึ่งอ้างงานซ่อมเดียวกับใบสั่ง
เยว่ชิงอ่านคำตอบเรื่องเที่ยวรถซึ่งอ้างงานซ่อมเดียวกับใบสั่ง

เช้าวันที่ยี่สิบเอ็ด นางส่งจดหมายถึงสถานีรถก่อนเข้าทำงาน

เนื้อหามีเพียงชื่อ งานที่อ้าง วันที่ในทะเบียน และคำถามว่าเขาจำต้นทาง จุดส่ง กับวิธีส่งมอบได้หรือไม่ นางบอกว่ากำลังตรวจความต่างของเอกสาร ขอให้เขาแยกสิ่งที่จำจากสิ่งที่ต้องเปิดสมุด และหากไม่สะดวกเล่าหรือไม่แน่ใจวันใด ก็ให้บอกตามนั้น

นางไม่ได้เขียนว่าคนขับอาจช่วยเปิดโปงคนผิด

คำเชิญที่ยัดผลลัพธ์ไว้ล่วงหน้าอาจทำให้ผู้ตอบรู้สึกว่าต้องเลือกข้างตั้งแต่ยังไม่ได้อ่านคำถาม

ในวันเดียวกัน เยว่ชิงเขียนถึงแม่อีกซอง

นางถามว่าเวลาให้คนมาช่วยตอนเช้าที่เปลี่ยนแล้วเหมาะกับการพักหรือยัง และบอกวันที่จะส่งเงินสำหรับค่าช่วยงานงวดถัดไป นางเล่าเรื่องผักดองที่ซื้อจากร้านใกล้ห้องพักด้วย ไม่ให้ทุกบรรทัดที่ส่งกลับบ้านเป็นคำถามเกี่ยวกับอดีตของพ่อ

วันที่ยี่สิบเจ็ด จดหมายจากสถานีรถจึงมาถึง

เจิ้งซื่อเหิงตอบด้วยลายมือของตนเอง บอกว่าคำถามถึงมือเขาวันที่ยี่สิบห้า เขาจำเที่ยวส่งของช่วงปลายเดือนนั้นได้ เพราะเป็นเที่ยวสุดท้ายก่อนรถประจำคันถูกนำเข้าซ่อม แต่ต้องดูสมุดเที่ยวของตัวเองประกอบเพื่อแยกวันที่ให้แน่

เขายินดีพูดทางโทรศัพท์ของสถานีในเย็นวันที่สามสิบ หลังส่งรถและลงรายการประจำวันแล้ว โดยให้เจ้าหน้าที่ช่วยต่อสายตามจุดติดต่อที่นางสะดวก

ค่าโทรทางไกลไม่ใช่เรื่องเล็ก เยว่ชิงจดเวลาที่ตกลง แล้วส่งโทรเลขสั้นตอบรับถึงสถานี ยืนยันจุดโทรศัพท์สาธารณะในหลานโจวและชื่อผู้รอสาย

ตอนค่ำ นางแจ้งจิ้งโจวตามช่องทางที่ทั้งสองเคยตกลงกัน ขอให้เขาพิจารณาสองข้อซึ่งอาจเกี่ยวกับความทรงจำของเขา

“ถ้าคนขับบอกว่ามาส่งวันที่ยี่สิบแปด ท่านจะรู้หรือไม่ว่าเป็นของที่ใช้ในวันที่ท่านบาดเจ็บ”

เฉินจิ้งโจวอ่านสำเนาส่วนทะเบียนเที่ยวรถที่นางอนุญาตให้ดู แล้วส่ายหน้า

“ข้ายังบอกวันบาดเจ็บแน่นอนไม่ได้”

“แล้วรู้หรือไม่ว่าท่านเป็นคนรับลัง”

“ข้าไม่เคยบอกว่าเป็นคนรับลัง”

เยว่ชิงพยักหน้าและขีดใต้ช่องผู้รับซึ่งยังอ่านระบุคนไม่ได้

สิ่งที่ไม่รู้เหมือนกันไม่จำเป็นต้องขยายให้กลายเป็นความทรงจำร่วมกัน

“ข้าจะถามเฉพาะสิ่งที่คนขับทำ” นางบอก “ถ้าเขาจำคนรับได้ ข้าจะขอให้เขาอธิบายว่าเห็นอย่างไร ไม่เอาชื่อท่านไปช่วยเติมให้เขา”

จิ้งโจวคืนกระดาษ เขามีงานของหน่วยตนในเย็นวันที่สามสิบ ไม่ไปยืนเป็นเงาข้างนางในสายโทรศัพท์

“เมื่อได้คำตอบแล้วค่อยคุยกัน” เขาบอก “ข้าไม่อยากได้ยินคำที่เขาไม่ได้พูด”

เยว่ชิงพับสำเนา เก็บไว้ในห่อเดิม

นางไม่ต้องมีเขาอยู่ทุกครั้งจึงจะถามได้ และไม่ต้องใช้ความรักของเขามารับรองทุกคำตอบ

เย็นวันที่สามสิบมีนาคม นางมาถึงจุดโทรศัพท์ก่อนเวลาที่ตกลงสิบห้านาที

หลังเลิกงาน นางกินหมั่นโถวไปหนึ่งลูกและเหลืออีกลูกไว้ในห่อ ความหิวไม่ควรทำให้นางเร่งคนที่เพิ่งส่งรถจนบังคับให้เขาย่นความทรงจำทั้งเที่ยวเป็นคำเดียว

เจ้าหน้าที่สาธารณะให้ลงชื่อรอ เยว่ชิงวางกล่องเครื่องมือชิดใต้โต๊ะ วางสมุดของตนไว้ด้านข้างโดยยังไม่เปิดหน้าจด

สายจากชิงเหอต่อเข้ามาหลังเวลานัดเจ็ดนาที

เสียงแรกเป็นเจ้าหน้าที่สถานีรถ แจ้งว่าเจิ้งซื่อเหิงอยู่ตรงนั้น ก่อนส่งเครื่องรับให้

“คุณหลินใช่หรือไม่”

“ใช่ค่ะ ท่านสะดวกคุยตอนนี้หรือไม่”

“ลงรถแล้ว สมุดก็อยู่ตรงหน้า แต่คุยได้ไม่นาน ข้าต้องกลับไปกินข้าว”

“ข้าจะถามเรื่องเที่ยวที่ท่านทำเท่านั้น หากข้าจดคลาด ขอให้แก้ได้เลย”

อีกฝั่งเงียบไปครู่หนึ่ง

“อย่างนั้นเปิดสมุดเถอะ”

เยว่ชิงจึงเปิดหน้าว่าง ลงวันที่ที่ได้คุยในปี 1979 และเขียนวันที่เที่ยวรถในปี 1977 แยกคนละบรรทัด

คนขับรถอ่านสมุดเที่ยวของตนระหว่างสายที่ตกลงไว้หลังเลิกงาน
คนขับรถอ่านสมุดเที่ยวของตนระหว่างสายที่ตกลงไว้หลังเลิกงาน

เจิ้งซื่อเหิงอายุห้าสิบสอง เขาบอกก่อนว่าไม่ใช่ช่างซ่อมเครื่องจักร และไม่ได้เปิดลังทุกใบเพื่อตรวจว่าของตรงตามใบสั่งหรือไม่

หน้าที่เขาคือรับรถ รับรายการขนส่ง ตรวจสภาพการผูกยึด และส่งถึงจุดที่กำหนด

“วันที่ยี่สิบแปด ข้าไปคลังก่อน” เขาเริ่ม “คนประจำคลังยกขึ้นรถ รายการเขียนงานซ่อม ข้าเซ็นรับจำนวนหีบห่อ ไม่ได้เซ็นรับชนิดเหล็ก”

เยว่ชิงเขียนว่ารับจำนวนลัง แล้วถามซ้ำอย่างไม่ยื่นคำตอบ

“ท่านเห็นของก่อนปิดลังหรือไม่”

“ไม่เห็น ตอนข้าจอดเขาก็ปิดแล้ว”

“ได้อ่านใบสั่งแผ่นยึดหรือไม่”

“ใบสั่งอะไร”

นางอธิบายเพียงว่ามีรายการอะไหล่ซึ่งกำลังตรวจข้อกำหนด ไม่อ่านคำว่าเหล็กชุบแข็งหรือเหล็กธรรมดาให้เขาเลือกตาม

“ข้าไม่มีใบอย่างนั้น” เขาตอบ “มีใบเดินรถกับใบส่งหีบห่อ”

นางเขียนสิ่งที่เขาไม่มีไว้ด้วย

เสียงเครื่องรับเสียดังขึ้นชั่วครู่ เจิ้งซื่อเหิงหยุดพูดจนเสียงกลับมา ไม่ปล่อยให้นางเดาคำที่หาย

เขาส่งรถจากคลังไปประตูข้างของแผนกซ่อมเครื่องจักร มีคนรับที่จุดลงของ ชื่อผู้รับในสมุดของเขาเป็นอักษรย่อที่เขาอ่านเป็นชื่อเต็มไม่ได้แล้ว ต้องเทียบกับใบรับซึ่งอยู่ที่หน่วยงาน

“ท่านจำใบหน้าคนนั้นได้หรือไม่”

“จำว่าเป็นคนทำงานที่นั่น ไม่กล้าชี้ว่าใครจากชื่อในจดหมายเจ้า”

เยว่ชิงมองคำถามข้อถัดไปแล้วขีดทิ้ง

นางเตรียมจะถามว่าเป็นหัวหน้าหม่าหรือไม่ แต่หากเขาจำหน้าไม่ได้ การส่งชื่อนั้นเข้าไปอาจเหลืออยู่ในความทรงจำครั้งต่อไปแทนใบหน้าที่เขาไม่เคยยืนยัน

“ตอนลงของมีใครเปิดลังต่อหน้าท่านหรือไม่”

“ไม่มี ข้ารอใบรับ แล้วออกจากประตู”

“ท่านเห็นนำของไปใช้หรือไม่”

“ข้าเป็นคนขับ ไม่ได้เฝ้าหน้างานจนค่ำ”

คำตอบเหล่านั้นไม่ได้เล็กกว่าคำที่นางอยากได้ มันมีขอบเขตพอให้รู้ว่าเส้นทางใดเดินต่อได้ และเส้นทางใดไม่ควรลากคนขับเข้าไปช่วยพิสูจน์

เยว่ชิงถามเรื่องเที่ยวสุดท้าย

เขาหัวเราะเบา ๆ

“สุดท้ายของรถก่อนซ่อม ไม่ใช่เที่ยวสุดท้ายของข้าทั้งชีวิต อย่าเขียนให้คนอ่านนึกว่าข้าหายไปหลังจากนั้น”

นางยิ้มกับเครื่องรับแล้วแก้หัวข้อทันที

รถคันนั้นมีอาการต้องเข้าโรงซ่อมอยู่ก่อน เขาลงหมายเหตุไว้ท้ายวัน วันที่ยี่สิบแปดจึงติดอยู่ในความจำคู่กับเสียงเครื่องที่เขารู้จัก ไม่ใช่เพราะรู้ว่าภายหลังจะมีคนตามถามเนื้อหาในลัง

“ขากลับเอาอะไรกลับมาหรือไม่” เยว่ชิงถาม

คราวนี้เขาเงียบนานกว่าเดิม มีเสียงพลิกกระดาษ

“มีลังคืน แต่ข้าต้องแยกให้เจ้าฟัง ข้าจำว่ามีคนยกลังคืนขึ้นรถ ข้าไม่ได้จำด้วยตาว่าข้างในว่างทุกใบ สมุดเขียนคืนหีบห่อไว้ ส่วนใบคืนต้องไปถามคลัง”

นางเขียนเพียงลังคืน ไม่เติมคำว่าเปล่า

“เป็นลังที่ท่านส่งไปตอนต้นเที่ยวแน่หรือไม่”

“จำเครื่องหมายข้างลังบางใบได้ แต่จะบอกครบทุกใบไม่ได้ ตัวเลขที่ข้าจดเป็นจำนวนหีบห่อ ไม่ใช่เลขของทุกลัง”

เยว่ชิงวางดินสอชั่วครู่

หากขยายคำว่ามีลังคืนเป็นส่งของถูกแล้วคืนลังเปล่า นางจะสร้างข้อสรุปก่อนเห็นกระดาษที่คนขับเองยังไม่กล้ายืนยัน

“ใบคืนหีบห่ออ้างเที่ยวเดียวกันหรือไม่”

เขาเปิดอีกหน้า บอกว่าตนจดเลขอ้างใบคืนไว้ในช่องหมายเหตุ ให้เจ้าหน้าที่สถานีตรวจจากสมุดเที่ยวที่เก็บอยู่ร่วมกันได้ แต่ไม่ให้เขียนว่าเขาเห็นของทุกชิ้นในลังคืน

นางอ่านคำที่จดกลับไป

รับลังที่ปิดแล้วจากคลัง ส่งแผนกซ่อมเครื่องจักร รอใบรับ ไม่เห็นเปิด ไม่เห็นใช้ ขากลับมีหีบห่อคืน สมุดมีเลขอ้างใบคืน ต้องค้นจากคลังเพื่อดูรายละเอียด

“อย่างนั้นถูก” เขาตอบ “วันที่เอาจากสมุด ข้าจำเรื่องรถ แต่ไม่ใช่ทุกคำบนกระดาษเมื่อครั้งนั้น”

นางถามว่าอนุญาตให้ใช้อ้างการคุยนี้เพื่อขอค้นใบรับกับใบคืนตามเที่ยวได้หรือไม่ โดยระบุว่าเป็นคำบอกเล่าประกอบคำขอ มิใช่คำรับรองชนิดของในลัง

เขายอมรับขอบเขตนั้น และขอให้ส่งข้อความที่จดมาให้อ่านก่อน หากจะใช้เป็นคำชี้แจงที่มีลายเซ็นของเขา

“ถ้าต้องพูดในที่อื่น ค่อยแจ้งข้า ไม่ใช่เอาข้อความวันนี้ไปบอกว่าข้าเป็นพยานทุกเรื่องแล้ว”

“ข้าจะส่งให้ท่านตรวจ และจะแจ้งก่อนค่ะ”

ก่อนวางสาย เจิ้งซื่อเหิงถามเรื่องที่อยู่นาง เขาเห็นคำว่าร้านหลินในคำถามและสงสัยว่านางยังอยู่ชิงเหอหรือไม่

“ตอนนี้ข้าทำงานในหลานโจว แม่อยู่บ้านเดิม”

“อย่างนั้นอย่าเขียนชื่อคนมารับของจากชื่อร้านอย่างเดียว บางครั้งคนสั่ง คนส่ง กับคนรับเป็นคนละคน”

นางรับคำ ไม่ถามต่อว่าประโยคนั้นหมายถึงคืนที่พ่อบาดเจ็บหรือไม่

เขายังไม่ได้บอกว่าขับรถคืนนั้น

ค่าโทรสิ้นสุดลงพร้อมเสียงเจ้าหน้าที่แจ้งเวลา เยว่ชิงชำระเงิน รับใบรับและเก็บแยกจากคำขอที่ส่งทางไปรษณีย์

ข้างนอกลมปลายมีนาคมยังหนาว นางหยิบหมั่นโถวที่เหลือขึ้นกิน มันแข็งกว่าเมื่อออกจากร้าน แต่ยังทำให้อุ่นท้องพอเดินกลับโดยไม่ต้องรีบ

เมื่อถึงห้องเช่า นางยกประตูที่ฝืดขึ้นเล็กน้อยก่อนหมุนกุญแจ เปิดไฟแล้วเขียนสำเนาคำจดอีกครั้งสำหรับส่งให้เจิ้งซื่อเหิงตรวจ

คำที่อ่านกลับทางสายแล้วไม่ใช่ใบรับรองลงลายมือชื่อ และคำยินยอมให้ใช้เพื่อค้นเส้นทางก็ไม่ใช่การยินยอมเผยแพร่ความทรงจำของเขาไปทุกแห่ง

ใต้หัวข้อที่แก้ใหม่ นางเขียนเที่ยวสุดท้ายก่อนรถเข้าซ่อม

จากนั้นเขียนชื่อสมุดที่เขาเปิด วันที่ที่จดจากสมุด และส่วนที่เขาจำเองให้แยกกัน

เยว่ชิงเก็บคำบอกเล่าไว้ตามขอบเขตที่คนขับยืนยัน และเตรียมขอใบคืน
เยว่ชิงเก็บคำบอกเล่าไว้ตามขอบเขตที่คนขับยืนยัน และเตรียมขอใบคืน

เช้าวันที่สามสิบเอ็ด นางส่งข้อความกลับให้เขาตรวจ และส่งคำขออีกฉบับไปยังผู้เก็บเอกสารคลัง โดยอ้างทะเบียนเที่ยวที่ได้รับกับเลขอ้างใบคืนจากสมุดเที่ยว ขอส่วนใบรับปลายทางและใบคืนหีบห่อที่เปิดเผยได้

นางบอกตามจริงว่าคนขับไม่ได้เห็นของข้างใน และไม่ได้ขอให้เจ้าหน้าที่รับคำบอกเล่านั้นแทนทะเบียนของคลัง

ช่วงเย็น นางพบจิ้งโจวตามเวลาที่ทั้งสองว่าง

“เขาเล่าเส้นทางได้” เยว่ชิงบอก “แต่ไม่รู้เนื้อหาในลัง”

จิ้งโจวฟังจนจบจึงถามว่าได้ชื่อผู้รับหรือไม่

“ยังไม่ได้ เขาอ่านอักษรย่อเป็นชื่อเต็มไม่ได้ ข้าขอให้ค้นจากใบรับ ไม่ใส่ชื่อใครลงไปแทน”

เขาพยักหน้า

นางเล่าขอบเขตที่คนขับให้ไว้ ไม่ส่งสำเนาข้อความไปให้คนอื่นเพิ่มโดยไม่จำเป็น ทั้งสองคุยเรื่องวันที่ซึ่งยังต้องค้นอีกครู่ แล้วจิ้งโจวถามว่านางกินข้าวหรือยัง

วันนี้ไม่มีผู้ร้ายถูกลากออกจากประตู ไม่มีคนขับที่จำทุกเสียงในคืนที่พ่อจากไป และไม่มีลังถูกเปิดตรงหน้าพวกเขา

แต่มีทางหนึ่งซึ่งเริ่มจากคลัง ไปถึงจุดรับ แล้วกลับมาพร้อมหีบห่อที่มีใบคืนรอให้ตาม

เยว่ชิงมองถ้วยชาระหว่างมือของตน

คำตอบที่มีขอบอาจทำให้เดินช้าลงหนึ่งก้าว แต่มันช่วยให้นางรู้ว่าก้าวถัดไปต้องเหยียบตรงไหน

คราวนี้นางจะตามใบคืน โดยไม่ใส่ของที่อยากพบลงในลังเสียก่อน

กลับสารบัญนิยาย

นิยายและภาพประกอบสร้างขึ้นใหม่ ภาพประกอบสร้างด้วย AI