ย้อนคืนปี 1978 ครานี้ข้าจะทวงชีวิตคืน · ตอนที่ 27
ตอนที่ 27 — หนี้ที่ไม่ใช่ความผิด
ชิวอิงมาถึงร้านในบ่ายวันที่สามพฤษภาคม พร้อมคำถามว่าทำไมเมื่อวานประตูจึงปิด
เยว่ชิงเพิ่งกลับจากบ้านแม่และจัดร้านให้เปิดตามเวลาที่แจ้งไว้ นางวางผ้าที่ใช้เช็ดโต๊ะลงก่อนตอบ
“ข้าไปหาแม่ ติดเวลาไว้แล้ว”
“ข้าเห็นกระดาษ แต่ไม่รู้ว่าเจ้าไปถึงบ้านนั้นจริงหรือไปที่อื่นก่อน”
เยว่ชิงมองญาติผู้พี่ “หากพี่มาถามเรื่องรายจ่ายที่ฝากไว้ เราคุยเรื่องนั้นได้ แต่ข้าไม่ได้ต้องให้พี่ตรวจเส้นทางทุกวันที่ออกจากร้าน”
ชิวอิงยกคางเหมือนจะตอบ แล้วกลับเม้มปาก นางไม่เดินไปด้านหลัง ไม่จับตู้ที่เคยมีสิทธิ์เปิดเอง เยว่ชิงเลื่อนเก้าอี้คนรอให้แทน
“นั่งก่อน พี่มาธุระอะไร”
ญาติผู้พี่นั่งลงแล้วจับถุงผ้าไว้บนตัก ริมแขนเสื้อสีแดงเข้มมีด้ายซ่อมใหม่ซึ่งสีไม่ตรงกัน เยว่ชิงเพิ่งเห็นเพราะวันนี้ชิวอิงไม่ได้ยืนใช้ฝ่ามือกดโต๊ะเหมือนครั้งก่อน
“เรื่องเงินที่ข้าออกตอนงานศพ”
“รายการนั้นยังอยู่ ข้ายังไม่ได้รับยอดเป็นหนี้ พี่มีใบซื้อหรือชื่อคนขายเพิ่มหรือไม่”
ชิวอิงหยิบกระดาษสองแผ่นออก แต่ทั้งคู่ไม่ได้เป็นใบซื้อธูปหรืออาหารในงานศพ
แผ่นหนึ่งเป็นใบซื้อยาลงชื่อแม่ของชิวอิง อีกแผ่นเป็นข้อความจดค่าเช่าที่นางต้องจัดการ มีเดือนซึ่งขีดไว้สองเดือนและจำนวนเงินข้างกัน
เยว่ชิงยังไม่ยื่นมือหยิบ
“พี่ต้องการให้ข้าดูสิ่งนี้เพื่ออะไร”
“ให้รู้ว่าข้าไม่ได้เก็บเงินไว้เฉย ๆ”
ชิวอิงพูดเร็วเหมือนกลัวว่าอีกฝ่ายจะปิดบทสนทนาก่อนนางได้เอ่ยสิ่งที่ซ่อนอยู่
“แม่ข้าต้องซื้อยา น้องชายรับงานได้บ้างไม่ได้บ้าง ค่าเช่าต้องจ่ายอยู่ดี คนที่มายืนเรียกหน้าห้องไม่ได้สนใจว่าข้าเคยช่วยใครไว้”
เยว่ชิงมองกระดาษอีกครั้ง แล้วเลื่อนถ้วยน้ำให้นาง
“พี่ให้ข้าอ่านได้หรือไม่”
ชิวอิงพยักหน้า นางจึงอ่านชื่อรายการที่มีอยู่ ไม่ถามอาการแล้ววินิจฉัยโรคให้คนที่ตนไม่ได้พบ ไม่ถือว่าบันทึกค่าเช่าของผู้พี่เป็นใบรับเงินซึ่งเจ้าของห้องออกให้
กระดาษสองแผ่นทำให้เห็นว่าอีกฝ่ายกำลังรับภาระอะไรตามที่นางเล่า ยังไม่ได้ทำให้ค่าใช้จ่ายเหล่านั้นกลายเป็นของร้าน
“แม่พี่เป็นอย่างไรบ้าง”
ชิวอิงมองถ้วย “มีวันที่ลุกทำงานได้ มีวันที่เหนื่อย ข้าไม่รู้จะตอบคนที่ถามอย่างไร เพราะพอบอกว่าไม่ดี เขาก็พูดว่าทำไมไม่พาไปรักษาให้หาย”
ครั้งนี้เสียงของนางไม่ได้ดังขึ้นเมื่อพูดจบ
เยว่ชิงนึกถึงมือแม่ตอนบิดผ้าเมื่อคืนก่อน คนสองคนไม่ได้อยู่ในสถานการณ์เดียวกัน แต่การที่ญาติผู้พี่มีคนต้องดูแลเป็นเรื่องที่นางฟังได้โดยไม่ต้องเห็นด้วยกับทุกสิ่งที่ผู้พี่ทำ
“พี่คงเหนื่อย”
คำพูดทำให้ชิวอิงเงยหน้าทันที คล้ายไม่เชื่อว่าจะได้ยินจากนาง

ชิวอิงถูรอยพับของถุงผ้าระหว่างนิ้ว “คนที่บ้านรู้ว่าข้ามีกุญแจร้าน รู้ว่าข้าช่วยงานศพ เขาก็คิดว่าข้าคงมีส่วนในของที่เหลือ หากข้ากลับไปบอกว่าไม่มีสิทธิ์อะไรแล้ว เขาจะถามว่าข้าหายไปทำอะไรอยู่หลายวัน”
เยว่ชิงนั่งนิ่ง
นางเพิ่งเห็นส่วนหนึ่งของแรงผลักซึ่งไม่เคยเห็นในชีวิตก่อน ชิวอิงอาจต้องการทั้งเงินและภาพว่าตนยังเป็นคนที่ครอบครัวพึ่งได้ การถือกุญแจร้านทำให้ภาพนั้นดูจริงกว่ารายได้ที่มีอยู่
แต่กุญแจไม่ได้สร้างกรรมสิทธิ์ขึ้นมาเอง
“ข้าขอถามตรง ๆ ตอนพี่เอารถมาจะขนกล่องเครื่องมือ พี่คิดว่าขายได้หรือ”
ชิวอิงหันไปมองตู้ด้านใน แล้วหันกลับ “ข้าคิดว่าเก็บไว้ที่บ้านข้าก่อน แล้วค่อยดูว่าจะทำอย่างไร”
“ข้าไม่ได้อนุญาตให้ย้าย”
“ข้ารู้ว่าเจ้าพูดอย่างนั้น”
“ตอนนี้พี่รู้ด้วยหรือไม่ว่ามันเป็นของที่ข้าต้องใช้ทำงาน ไม่ใช่เงินที่คนอื่นยังไม่ยอมแบ่ง”
ผู้พี่ไม่ตอบในทันที นางบีบขอบกระดาษค่าเช่าจนมันงอ เยว่ชิงจึงเลื่อนกระดาษคืนให้วางราบบนถุง ไม่ดึงไว้เพื่อบังคับให้ตอบ
“เจ้ายังมีร้าน แต่ข้าไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันให้บอกคนที่บ้าน” ชิวอิงพูด
เยว่ชิงได้ยินความกลัวในประโยคนั้น และได้ยินคำเปรียบที่กำลังจะทำให้ความกลัวกลายเป็นสิทธิ์อีกครั้ง
“ข้ามีร้านที่ต้องดูแล ไม่ได้มีเงินพอจ่ายทุกเรื่องแทนคนอื่น พี่ลำบากไม่ใช่ความผิดของข้า แต่ข้าก็ไม่ต้องใช้ความผิดของพี่เป็นเหตุที่จะไม่ฟังพี่เลย”
ชิวอิงมองนางอย่างระแวง “เจ้าจะฟังแล้วให้ข้ากลับไปมือเปล่าอย่างเดิมหรือ”
“ข้าจะฟังเพื่อรู้ว่าช่วยเรื่องไหนได้จริง หากพี่ขอให้รับหนี้ที่ไม่ใช่ของข้า คำตอบก็ยังเป็นไม่รับ”
เสียงจักรจากร้านฝั่งตรงข้ามดังแทรกเข้ามา ชิวอิงยกถ้วยดื่มน้ำก่อนวางลงโดยไม่กระแทก
ความเงียบครั้งนี้ไม่จบด้วยการที่ใครยื่นเงินออกมา
เยว่ชิงหยิบรายการงานศพที่รับไว้ตั้งแต่วันที่ยี่สิบเอ็ดเมษายนออกมาเฉพาะแผ่นนั้น เอกสารที่ยืมจากแม่อยู่ชั้นบน ไม่ได้เอาลงวางให้ญาติอ่านเพราะกำลังพูดถึงครอบครัว
“เรื่องที่พี่ออกจ่ายจริงยังตรวจได้ พี่ช่วยบอกแยกหน่อยว่าธูปซื้อร้านไหน อาหารมื้อไหน ใครไปซื้อ ข้าจะถามแม่ส่วนที่แม่รู้ และถามคนขายส่วนที่มีอยู่ ไม่เอาค่ายาของบ้านพี่มารวมยอดนี้”
ชิวอิงเริ่มตอบเรื่องธูปก่อน ชื่อร้านอ่านได้ตามที่นางบอก ส่วนอาหารบางมื้อจำคนซื้อไม่ได้แน่ นางจึงใช้คำว่าคิดว่า เยว่ชิงเขียนคำนั้นไว้ ไม่เปลี่ยนเป็นชื่อผู้รับเงินที่ยืนยันแล้ว
เมื่ออ่านกลับ ผู้พี่แก้ว่าอาหารรายการหนึ่งเป็นมื้อก่อนวันส่งศพ ไม่ใช่มื้อหลังกลับจากงาน นางแก้ในบันทึกประกอบของตนโดยไม่ทำให้รายการเก่าดูเหมือนไม่เคยถูกแก้ความเข้าใจ
สิ่งที่ตรวจสอบได้ยังไม่ใช่ยอดที่ยืนยันครบแล้ว และวันนี้ไม่มีเงินคืนค่าศพออกจากลิ้นชัก
เยว่ชิงบอกตามนั้น ชิวอิงไม่พอใจ แต่ไม่ได้เก็บกระดาษหนีเหมือนกำลังถูกกล่าวหาว่าสร้างทุกตัวเลขขึ้นเอง
นางพับใบซื้อยากับบันทึกค่าเช่าเก็บกลับในถุง ทั้งสองแผ่นเป็นของผู้พี่ ไม่ใช่หลักฐานที่เยว่ชิงมีสิทธิ์ยึดไว้
“แล้วเรื่องที่ช่วยได้จริงของเจ้าคืออะไร”
เยว่ชิงมองกองกระดาษห่อที่เตรียมไว้ข้างโต๊ะ
นางต้องทำซองเล็กสำหรับแยกของในงานซ่อม ไม่ใช่ซองเก็บหลักฐานที่ใครจะได้อ่านข้างใน ร้านเริ่มมีงานมากขึ้น แต่การซื้อถุงสำเร็จแต่ละครั้งต้องเสียเวลาออกไปเลือกขนาดซึ่งไม่พอดีเสมอ
“ข้ามีงานพับซองเปล่ายี่สิบซอง พี่ทำได้ไหม ข้ามีกระดาษกับแบบ ข้าจ่ายสองเหมาสำหรับชุดนี้เมื่อขนาดและรอยพับเรียบร้อย”
ชิวอิงมองกองกระดาษแล้วมองนาง “งานที่ใครก็ทำได้”
“งานที่ต้องใช้เวลา และข้ามีเหตุให้จ่ายเวลานั้น ข้าไม่ได้บอกว่าพี่ต้องทำ หากไม่รับ ก็ไม่มีเงินส่วนนี้ให้รับแทน”
“สองเหมาไม่จ่ายค่าเช่าข้า”
“จริง ข้าไม่อยากบอกว่าช่วยพับซองครั้งเดียวแล้วทุกอย่างจะดี แต่ข้ารับงานเท่านี้ได้ ไม่ได้มีค่าจ้างทั้งเดือนให้พี่วันนี้”
เยว่ชิงวางแบบหนึ่งใบให้ดู นางบอกขนาดที่ต้องการและส่วนที่ต้องพับแน่น ไม่ต้องปิดปากซองเพราะนางจะใส่ของเอง พื้นที่ทำงานคือโต๊ะด้านหน้า ไม่ใช่หลังตู้เครื่องมือ
ชิวอิงนิ่งอยู่นาน ก่อนดึงเก้าอี้ให้เข้าใกล้กองกระดาษ
“ข้าลองก่อนหนึ่งใบ”
เยว่ชิงพยักหน้า ส่งกระดาษเปล่าให้ ไม่ถามว่าจะขอบคุณอย่างไร ไม่ขอให้ผู้พี่สารภาพเรื่องอื่นแลกกับการได้รับงานเล็ก ๆ นี้
ซองแรกเอียงด้านหนึ่ง ชิวอิงกดรอยพับใหม่จนกระดาษย่นแล้วทำท่าจะโยนลงพื้น เยว่ชิงรับวางบนกองใช้เป็นตัวอย่างแทน
“ขอบนี้เริ่มให้ตรงก่อน แล้วอีกสองด้านจะตรงตาม ไม่ต้องรีบดึงให้มันตรงตอนพับหมดแล้ว”
ผู้พี่หยิบแผ่นใหม่ ลองเล็งขอบกับแบบ จากนั้นจึงพับช้าลง

พอได้ซองที่ใช้ได้ นางมองมันนานกว่าที่เยว่ชิงคาด แล้ววางลงข้างมือแทนโยนเข้ากอง
“เจ้านับเฉพาะที่ใช้ได้ใช่ไหม”
“ใช่ แต่ถ้าพับผิด ข้าจะชี้ให้แก้ ไม่เอาใบเสียไปใส่ของแล้วมาหักค่าจ้างทีหลัง”
ชิวอิงไม่ตอบ นางก้มทำต่อ ความไม่พอใจยังอยู่ในหน้าตา แต่เริ่มมีสิ่งอื่นอยู่ข้างมันด้วย
บ่ายผ่านไปอย่างช้า ๆ เยว่ชิงทำงานของตนที่โต๊ะด้านใน ขณะที่ผู้พี่พับกระดาษอยู่ด้านหน้า ไม่ได้ปล่อยกุญแจหรือสมุดรับเงินไว้ให้ดูแลแทน และไม่ยืนจ้องทุกนิ้วราวกับคนทำงานต้องถูกลงโทษตลอดเวลา
เมื่อครบยี่สิบซอง นางตรวจขนาดกับรอยพับต่อหน้าชิวอิง มีสองใบที่ต้องจัดขอบใหม่ ผู้พี่แก้ให้เรียบร้อย แล้วนางจึงจ่ายค่าจ้างสองเหมาที่ตกลง
เงินจำนวนนั้นน้อยจริง ชิวอิงนับแล้วใส่กระเป๋า ไม่ยิ้ม ไม่ได้บอกว่าจะกลับมาทำงานทุกวัน
แต่เป็นครั้งแรกในวันนี้ที่เงินเกี่ยวกับสิ่งที่นางทำเสร็จแล้ว ไม่ต้องรอให้เยว่ชิงยอมว่าตนผิดก่อนจึงจะมีเหตุรับมัน
“ถ้ามีงานอย่างนี้อีก เจ้าจะบอกหรือ”
“ข้าจะบอกถ้ามีและมีเงินจ่าย พี่จะรับหรือไม่ค่อยตัดสินใจครั้งนั้น ไม่ได้ต้องมารอทุกเช้า”
ชิวอิงพยักหน้าสั้น ๆ แล้วลุกขึ้น
เยว่ชิงเก็บซองเปล่าเข้าชั้น ไม่เรียกการพับยี่สิบใบว่าได้ญาติคืนมาแล้ว ผู้พี่ยังไม่ได้ตอบเรื่องการขนของได้ชัดทุกส่วน ไม่ได้กลายเป็นคนที่นางควรเปิดตู้ให้ตามลำพัง และความเข้าใจภาระครอบครัวก็ไม่ได้ทำให้เรื่องที่เกิดขึ้นหมดความสำคัญ
มันเพียงทำให้เยว่ชิงไม่ต้องใช้ความโกรธอย่างเดียวมองคนที่อยู่ตรงหน้า
ที่ประตู ชิวอิงหยุดและพูดโดยไม่หันกลับมาเต็มตัว
“เรื่องยา อย่าเอาไปเล่าให้คนที่ตลาดฟัง”
“ข้าไม่ได้รับเรื่องนั้นมาเพื่อให้ใครหัวเราะพี่”
ผู้พี่มองนางครู่หนึ่งแล้วเดินออกไป พร้อมใบซื้อยา บันทึกค่าเช่า และค่าจ้างของตน ไม่มีเครื่องมือของพ่ออยู่ในถุง
เยว่ชิงจดค่าพับซองเป็นรายจ่ายของร้าน แยกจากรายการงานศพที่ยังต้องตรวจ เสร็จแล้วจึงปิดสมุดและมองโต๊ะด้านหน้า
หนี้ของคนอื่นยังมีที่มาซึ่งควรรับฟัง
แต่การรับฟังไม่ได้จำเป็นต้องลงท้ายด้วยการเขียนชื่อตนลงไปแทนเจ้าของหนี้
นิยายและภาพประกอบสร้างขึ้นใหม่ ภาพประกอบสร้างด้วย AI
