ปรับการอ่าน

ย้อนคืนปี 1978 ครานี้ข้าจะทวงชีวิตคืน · ตอนที่ 26

ตอนที่ 26 — สิ่งที่แม่เก็บไว้

น้ำอุ่นสองถ้วยวางลงบนโต๊ะ ก่อนแม่จะลุกไปเปิดตู้ไม้

คืนวันที่สองพฤษภาคม บ้านเงียบลงหลังเก็บเตา เยว่ชิงนั่งรออยู่ที่เดิม นางมองแม่ยกถุงผ้าออกจากลิ้นชักชั้นล่าง ปัดฝุ่นตรงขอบตู้ด้วยชายผ้าที่เตรียมไว้ แล้วค่อยเอาถุงมาวางข้างตะเกียง

ในถุงมีห่อกระดาษมัดด้วยด้าย และซองเก่าหลายซองซึ่งไม่เหมือนกัน แม่แยกห่อหนึ่งออกก่อน ไม่ดึงของทั้งหมดกระจายลงโต๊ะ

“พวกนี้เป็นค่ารักษาพ่อ ส่วนที่เหลือเป็นรายจ่ายตอนแม่ไปช่วยที่ร้าน”

เยว่ชิงยังไม่หยิบ “แม่เก็บไว้เพราะต้องเบิกเงินหรือ”

“แม่เก็บไว้เพราะกลัวจะมีคนถามว่าจ่ายอะไรไปบ้าง แล้วแม่ตอบไม่ได้ ตอนนั้นจำหลายอย่างไม่ไหว”

แม่หัวเราะเบา ๆ แต่ไม่ได้มีความขำอยู่ในเสียง

“ของบางอย่างก็ไม่ได้มีใบให้ ตอนซื้อข้าว ซื้อผ้า แม่จดไว้เอง กระดาษนี้ไม่ใช่ใบเสร็จทั้งหมด”

นางยื่นกระดาษที่ตนจดให้ดูหนึ่งแผ่นก่อน เยว่ชิงเห็นชื่อสิ่งของกับจำนวนเงินเล็ก ๆ ที่แม่บันทึกไว้ เส้นบางเส้นหนากว่าเส้นอื่นเหมือนเขียนซ้ำเพื่อไม่ให้เลือน

แม้ในวันที่พ่อจากไปแล้ว แม่ก็ยังกลัวว่าต้องอธิบายความถูกต้องของการมีชีวิตอยู่ต่อ

เยว่ชิงเลื่อนถ้วยน้ำให้ใกล้มือแม่ “คืนนี้หนูไม่ได้มาตรวจว่าแม่ใช้มากไปหรือเปล่า หนูอยากรู้ว่าแม่ผ่านวันนั้นมาอย่างไร”

แม่มองถ้วยแล้วพยักหน้า คราวนี้นางจึงคลายด้ายจากห่อค่ารักษา

แม่หยิบห่อใบเสร็จที่เก็บจากตู้ไม้ ขณะที่เยว่ชิงรอฟังโดยไม่รื้อของแทน
แม่หยิบห่อใบเสร็จที่เก็บจากตู้ไม้ ขณะที่เยว่ชิงรอฟังโดยไม่รื้อของแทน

กระดาษแผ่นเล็กด้านบนมีรอยพับสี่เหลี่ยม ขอบเหลืองกว่ากลางแผ่น แม่บอกว่าเป็นใบรับเงินฝากค่ารักษาฉุกเฉินที่โรงพยาบาลออกให้ ไม่ใช่ใบสรุปอาการของพ่อ

เยว่ชิงขออนุญาตกางบนผ้าสะอาด แม่จึงเลื่อนให้ นางใช้นิ้วกดเฉพาะส่วนว่างตรงขอบ ไม่ลูบรอยหมึกจนมันเสียดกับผ้า

ชื่อพ่ออ่านได้ เลขใบรับและตราโรงพยาบาลมีส่วนที่ยังชัด จำนวนเงินอยู่ในช่องของมัน แต่สิ่งที่ทำให้นางหยุดหายใจเป็นวันที่

สิบหกมกราคม ปีเดียวกัน

เยว่ชิงอ่านซ้ำโดยยังไม่เงยหน้า

“แม่จ่ายใบนี้ตอนพ่ออยู่โรงพยาบาลแล้วใช่ไหม”

“ใช่ แม่จ่ายแล้วกลับไปนั่งข้างเตียง”

“เป็นคืนไหน”

แม่ไม่ได้ตอบทันที นางมองกระดาษแล้ววางมือลงบนตัก

“คืนก่อนพ่อเสีย แม่จำได้ว่ากลับจากช่องรับเงินก่อนเที่ยงคืน ตอนแม่ไปถึงพ่อก็อยู่ในห้องรักษาแล้ว แต่จะให้บอกนาที แม่บอกไม่ได้”

เยว่ชิงวางกระดาษลงราบ

พ่อเสียชีวิตวันที่สิบเจ็ดมกราคม สิ่งนั้นไม่เคยเปลี่ยน แต่คืนก่อนวันนั้นกับเช้าของวันนั้นไม่ใช่เวลาเดียวกัน

“แม่มีใบที่โรงงานแจ้งเหตุอยู่ด้วยหรือเปล่า”

แม่หยิบซองอีกซองจากห่อเดียวกัน เป็นใบแจ้งเหตุฉบับสรุปที่ทางโรงงานให้ครอบครัวหลังพ่อเสียชีวิต ไม่ใช่รายงานการตรวจทุกหน้า แม่บอกว่าเก็บไว้ด้วยเพราะคิดว่าหากต้องถามเรื่องค่ารักษา โรงงานอาจขอดู

เยว่ชิงเปิดออกเมื่อแม่พยักหน้าอนุญาต

ในนั้นระบุว่าพ่อประสบเหตุที่โรงงานในช่วงเช้าวันที่สิบเจ็ดมกราคม ก่อนเริ่มงาน

นางอ่านประโยคดังกล่าวออกเสียงช้า ๆ แล้วมองใบรับเงินฝากอีกครั้ง

กระดาษสองแผ่นไม่ได้บอกเรื่องเดียวกันได้ง่ายอย่างที่นางเคยเชื่อ

หากพ่ออยู่ในห้องรักษาแล้วในคืนวันที่สิบหก เหตุที่ถูกแจ้งว่าเกิดในเช้าวันที่สิบเจ็ดคือเหตุใด หากวันที่บนใบรับผิด ต้องมีสิ่งใดในสมุดโรงพยาบาลอธิบาย และหากใบแจ้งสรุปวันหรือช่วงเวลาผิด ใครใช้ข้อมูลใดเขียนมัน

เยว่ชิงยังไม่เลือกคำตอบจากสิ่งที่อยากให้เป็น

นางหยิบสมุดของตน วางแยกจากกระดาษทั้งสอง แล้วจดหัวข้อสามบรรทัด วันที่ในใบรับเงิน วันที่และช่วงเวลาในใบแจ้ง และสิ่งที่แม่จำได้เอง

“หนูขอถามแม่โดยไม่ดูใบนี้อีกครั้งได้ไหม แม่ถูกเรียกให้ไปโรงพยาบาลก่อนหรือหลังเช้าวันที่พ่อเสีย”

“ก่อน แม่ไปคืนนั้น และอยู่จนเช้า”

“แม่เห็นตอนพ่อถูกพาเข้ามาไหม”

“ไม่เห็น พอแม่มาถึงเขาก็พาพ่อเข้าไปแล้ว แม่รอข้างนอกพักหนึ่งกว่าจะได้เข้าไปนั่งด้วย”

“แม่เห็นว่าเกิดเหตุอย่างไรหรือเปล่า”

แม่ส่ายหน้า “คนมาบอกว่าพ่อบาดเจ็บ แม่ก็ไป ไม่ได้อยู่โรงงานตอนเกิดเรื่อง”

เยว่ชิงจดตามนั้น ไม่เปลี่ยนการนั่งข้างเตียงให้เป็นการเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด

แม่กับเยว่ชิงเทียบใบรับเงินค่ารักษากับใบแจ้งเหตุ โดยลูกจดลงสมุดของตนแยกจากต้นฉบับ
แม่กับเยว่ชิงเทียบใบรับเงินค่ารักษากับใบแจ้งเหตุ โดยลูกจดลงสมุดของตนแยกจากต้นฉบับ

นางอยากถามทันทีว่าใครมาบอก ใครอยู่ข้างพ่อ ใครออกจากห้องไปก่อนแม่เข้าไป แต่พอเห็นแม่ยกถ้วยด้วยมือสองข้าง นางก็หยุด

“แม่พักก่อนได้ หนูยังมีคำถาม แต่ไม่จำเป็นต้องตอบให้ครบในคืนนี้”

แม่วางถ้วย “แม่ไม่ได้กลัวลูกถาม แม่กลัวตอบสิ่งที่จำไม่ชัดแล้วลูกจะเอาไปเชื่อว่าแม่รู้แน่”

“ส่วนที่แม่จำไม่ชัด หนูจะจดว่าไม่ชัด”

“แล้วลูกจะโกรธไหม”

เยว่ชิงเงยหน้าทันที ก่อนรู้ว่าเสียงของตนเบาลงเอง “ไม่โกรธที่แม่จำไม่ได้”

แม่มองใบแจ้งสรุปซึ่งวางอยู่ข้างใบรับเงิน

“ตอนเขานำมา แม่อ่านแค่ชื่อพ่อกับวันที่เสีย แม่คิดว่าเขาคงรู้เรื่องในโรงงานดีกว่าแม่ ตอนนั้นแม่ยังเอาของในห้องพ่อเก็บไม่หมดเลย”

เยว่ชิงเคยคิดว่ากระดาษที่มีตราย่อมเป็นเรื่องซึ่งใครสักคนตรวจแล้ว นางเคยอ่านผ่านหลายสิ่งเพราะกำลังเสียใจและเพราะมีคนบอกว่าทุกอย่างเรียบร้อย

คืนนี้นางไม่ได้มีสิทธิ์ย้อนกลับไปถามแม่ว่าเหตุใดจึงไม่พบข้อขัดกันเร็วกว่านี้

นางเองก็ไม่เคยเอ่ยถามถึงห่อกระดาษนี้เลย

“หนูก็เคยอ่านผ่าน” นางพูด “เราค่อยดูสิ่งที่ยังดูได้ตอนนี้”

แม่ผ่อนลมหายใจออกยาว นางเล่าต่อว่าคืนที่ถูกตามมีคนช่วยหารถไปโรงพยาบาล แต่ไม่ได้จำชื่อคนที่มาบอกได้ชัดพอจะให้เยว่ชิงเขียนว่าเป็นผู้ใด การออกจากบ้าน รีบหยิบเงิน และการนั่งรอหน้าห้องรักษากลับอยู่ในความจำชัดกว่าหน้าคน

เยว่ชิงไม่เสนอชื่อสวีเหวินเต๋อหรือเฉินจิ้งโจวให้นางเลือก ไม่เล่าเรื่องรถที่ท้ายทะเบียนอาจเป็นสี่สิบหกเพื่อให้แม่ลองจับภาพคืนนั้นเข้ากับสมุดของโรงงาน

เรื่องที่แม่จำต้องมีรูปร่างของมันเอง

นางถามเพียงว่าพ่อพูดอะไรได้หรือไม่หลังแม่เข้าไปนั่งด้วย

แม่ลูบขอบถ้วย “เขาเหนื่อย แม่ไม่ได้ยินคำที่เอามาบอกลูกได้แน่ว่าเขาต้องการให้ทำอะไร แม่ไม่อยากเติมคำให้เขาตอนนี้”

เยว่ชิงพยักหน้า แม้หัวใจจะหนักลงเมื่อไม่มีประโยคสุดท้ายซึ่งพานางไปถึงคำตอบ

จดหมายที่พ่อฝากส่งยังเป็นจดหมายของเขา ไม่จำเป็นต้องมีคำพูดอีกชุดหนึ่งเกิดขึ้นเพียงเพราะลูกกำลังต้องการ


เมื่ออ่านเสร็จ เยว่ชิงขอให้แม่ฟังสิ่งที่นางจดกลับอีกครั้ง

ใบรับเงินฝากค่ารักษาลงวันที่สิบหกมกราคม แม่บอกว่าจ่ายเมื่อพ่ออยู่ในห้องรักษาแล้ว ก่อนเที่ยงคืนโดยไม่ยืนยันนาที ใบแจ้งเหตุฉบับสรุปจากโรงงานระบุเกิดเหตุเช้าสิบเจ็ดมกราคม พ่อเสียในวันที่สิบเจ็ด ส่วนเวลาเข้ารักษา อาการที่บันทึก และผู้พามายังต้องตรวจจากต้นทาง

แม่ฟังแล้วแก้ถ้อยคำหนึ่ง แม่จำว่าตนกลับไปข้างเตียงก่อนเที่ยงคืน ไม่ได้จำเวลาที่เดินถึงช่องรับเงินแยกต่างหาก เยว่ชิงแก้ในสมุดของตนให้ตรง ไม่เขียนหมายเหตุเพิ่มบนใบเสร็จแม่

“วันที่รับเงินไม่ใช่เวลาที่บาดเจ็บ” นางบอก “หนูจะขอให้โรงพยาบาลตรวจรายการรับคนไข้กับเลขใบรับนี้ ไม่ใช้ใบเดียวบอกว่าเกิดเรื่องที่ไหน”

แม่พยักหน้า “แล้วโรงงานล่ะ”

“หนูต้องขอดูข้อมูลที่ใช้ทำใบแจ้งนี้ด้วย ว่าคำว่าเช้ามาจากใครหรือจากเอกสารไหน”

นางยังไม่ส่งคำขอไปที่ใดในคืนนั้น ไม่ได้มีเจ้าหน้าที่มารับรองวันที่ให้ถึงบ้าน สิ่งที่อยู่ตรงหน้าคือข้อที่ไม่ตรงกัน และทางตรวจต่อที่ต้องทำจริงในวันอื่น

เยว่ชิงขอยืมต้นฉบับสองแผ่นกลับร้าน เพื่อใช้เลขใบรับและรายละเอียดตรงกระดาษเมื่อยื่นคำขอ แม่ให้ยืมโดยขอให้นางเอากลับมาคืน ส่วนกระดาษรายจ่ายและใบอื่นยังอยู่บ้าน

นางจดว่าหยิบสิ่งใดจากห่อไหน แยกสองแผ่นใส่ซองสะอาดคนละซองรองให้ไม่งอ และให้แม่เก็บข้อความคัดสั้น ๆ ไว้รู้ว่าลูกนำอะไรไป ไม่ตัดตราหรือขูดหมึกเพราะอยากดูรอยข้างใต้

แม่มองถุงผ้าที่วางข้างเก้าอี้ “ขนมหมดไปแล้ว ได้กระดาษกลับไปแทน”

เยว่ชิงยิ้มอย่างเหนื่อย ๆ “หนูไม่ได้มาเอาแค่กระดาษนะ”

“แม่รู้ วันนี้ลูกล้างผ้าจนมือย่นแล้ว”

นางหัวเราะ ก่อนยกมือขึ้นดู แม่จับปลายนิ้วของนางเบา ๆ เหมือนตรวจว่าลูกหนาวหรือไม่

ความเงียบหลังจากนั้นไม่ว่างเปล่าเหมือนความเงียบของคนที่ไม่รู้จะบอกกันว่าเกิดอะไรขึ้น

พวกนางยังเสียใจเรื่องเดียวกัน และคืนนี้ได้รู้ว่ามีบางส่วนของวันนั้นที่ต่างคนเก็บไว้โดยคิดว่าจะช่วยให้อีกคนไม่หนักใจ

เยว่ชิงดื่มน้ำที่เหลือจนหมด แล้วช่วยแม่ดับตะเกียงอีกดวงก่อนเตรียมที่นอน นางไม่ลุกมาปลุกแม่กลางคืนเพื่อถามชื่อที่นึกขึ้นได้ ไม่ยอมให้กระดาษสองแผ่นเอาเวลานอนของคนที่เก็บมันไว้ไปด้วย

รุ่งเช้าวันที่สามพฤษภาคม แม่ห่ออาหารเล็กน้อยให้นางพกไปกินระหว่างทาง นางบอกว่าจะติดต่อกลับเมื่อจัดงานได้ โดยไม่สัญญาว่าถึงวันนั้นคดีพ่อจะจบแล้ว

ผ้าคลุมไหล่ยังอยู่บนบ่าแม่เมื่อเดินมาส่งที่หน้าบ้าน

เยว่ชิงกอดแม่อีกครั้ง คราวนี้ไม่ได้ร้องไห้จนพูดไม่ได้

“คราวหน้าหนูจะมาฟังเรื่องตะกร้าด้วย ไม่ใช่ถามแต่เรื่องกระดาษ”

แม่พยักหน้า “หากมันยังไม่ซ่อม แม่จะเก็บไว้ให้ลูกเห็น”

รถเมล์พานางกลับชิงเหอ ซองทั้งสองอยู่ในถุงส่วนตัวแยกจากห่ออาหาร นางกลับเปิดร้านในช่วงที่แจ้งไว้ ตรวจประตูและงานรอนัดก่อนนำกระดาษขึ้นชั้นบนไปเก็บกับบันทึกที่มา

วันที่สิบหกกับสิบเจ็ดยังอยู่คนละแผ่น

คราวนี้นางจะไม่ปล่อยให้ตราบนแผ่นหนึ่งทำให้เสียงของคนที่นั่งรอข้างเตียงหายไปจากอีกแผ่นหนึ่งอีกแล้ว

กลับสารบัญนิยาย

นิยายและภาพประกอบสร้างขึ้นใหม่ ภาพประกอบสร้างด้วย AI