ปรับการอ่าน

ย้อนคืนปี 1978 ครานี้ข้าจะทวงชีวิตคืน · ตอนที่ 15

ตอนที่ 15 — ผู้ชายหน้าประตูหลัง

เยว่ชิงได้ยินเสียงเคาะประตูหลังตอนกำลังวางเครื่องข้อมือให้พ้นน้ำยาล้าง

มันไม่ใช่เสียงคนเคาะแล้วเรียกชื่อจากตรอกหน้าร้าน ประตูด้านนี้เปิดสู่ทางแคบที่ใช้ขนของและวางถังน้ำ คนที่มาซ่อมนาฬิกาตามปกติไม่จำเป็นต้องอ้อมมา

เธอปิดฝาถาดเครื่องก่อนลุก ไม่เอามือที่ยังชื้นแตะกระดาษ แล้วเดินไปยืนห่างประตูหนึ่งช่วงแขน

“มีธุระอะไรคะ”

“มาหาคนของร้านหลิน”

เสียงผู้ชายตอบจากข้างนอก ต่ำและไม่รีบร้อน

เยว่ชิงมองผ่านช่องเหนือกลอน เห็นหมวกผ้าสีดำกับไหล่เสื้อเขียวมะกอกเข้ม ชายคนนั้นยืนข้างกำแพง ไม่ได้ถือห่อใหญ่พอเป็นนาฬิกาตั้งโต๊ะ

“รับซ่อมทางหน้าร้านค่ะ เดินอ้อมไปได้”

“ฉันมาคุยเรื่องของเก่า ไม่อยากให้ขวางลูกค้า”

“คุยทางหน้าร้านได้เหมือนกันค่ะ”

เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบว่าจะเดินไป

เยว่ชิงไม่เปิดกลอนตามหลังคำตอบ เธอรอจนได้ยินฝีเท้าพ้นทางแคบ แล้วกลับไปยังด้านหน้า เก็บสมุดคลังที่ใช้เมื่อเช้าลงชั้นในและวางใบรับงานลูกค้าไว้บนโต๊ะตามเดิม

ชายคนนั้นเข้ามาหลังจากนั้นไม่นาน รูปร่างล่ำแต่ไม่สูงนัก อายุราวสี่สิบ ใบหน้ากว้าง จมูกใหญ่ ผมสั้นซ่อนใต้หมวกดำ ไม่มีหนวดและไม่มีแว่น เสื้อฝ้ายสีเขียวมะกอกมีรอยซีดตรงปก เขาถือกระเป๋าผ้าแบนที่พับมุมไว้อย่างเรียบร้อย

“แซ่หม่า ชื่อหม่าหรง” เขาว่า “รับของเก่าตามบ้าน”

เยว่ชิงรับฟังชื่อโดยยังไม่มีสิ่งอื่นยืนยันว่าเป็นชื่อจริง

“มีของชิ้นไหนให้ซ่อมหรือคะ”

“ไม่ได้มาซ่อม ฉันได้ยินว่าเจ้าของเก่าไม่อยู่แล้ว บางร้านจะขายกระดาษกับของที่ไม่ได้ใช้ต่อ ฉันเลยมาถาม”

คำว่าเจ้าของเก่าทำให้เธอต้องวางมือลงบนโต๊ะช้า ๆ

“ร้านยังเปิดค่ะ”

“เห็นแล้ว ฉันไม่ได้ถามซื้อทั้งร้าน”

เขามองนาฬิกาบนผนังแล้วถอดหมวกถือไว้ ไม่ได้เดินเข้าไปแตะตู้ แต่สายตาหยุดตรงชั้นเก็บกระดาษนานกว่าที่เยว่ชิงสบายใจ

ชายผู้แนะนำตัวว่าหม่าหรงมาขอซื้อของเก่า เยว่ชิงให้เขาเข้าทางหน้าร้านและถามธุระโดยไม่เปิดประตูหลัง
ชายผู้แนะนำตัวว่าหม่าหรงมาขอซื้อของเก่า เยว่ชิงให้เขาเข้าทางหน้าร้านและถามธุระโดยไม่เปิดประตูหลัง

“ถ้าต้องการเศษกระดาษที่ทิ้ง ฉันยังไม่ได้คัดขายค่ะ”

“กระดาษที่ทิ้งไม่มีราคาเท่ากระดาษที่ยังอ่านได้”

เยว่ชิงมองเขาอีกครั้ง

เขาบอกว่าซื้อทั้งสมุดเก่า ใบงาน และใบรับของ ช่างรุ่นเก่าจดวิธีทำงานต่างจากคนสมัยนี้ มีคนอยากเก็บไว้ดูว่าขนาดอะไหล่เคยเรียกอย่างไรหรือร้านไหนรับงานชนิดไหน เขาอ้างว่าไม่ได้สนใจเรื่องครอบครัวของเธอ

“ใครอยากดูคะ”

“คนรับซ่อมกับคนสะสมของเก่า”

“ชื่ออะไร”

“ฉันรับรวมไปก่อน ไม่ได้ขายคนเดียว”

คำตอบอาจเป็นความจริงสำหรับพ่อค้าของเก่า แต่ก็ทำให้เธอรู้เพียงว่าเขาไม่ต้องการบอกปลายทาง

เยว่ชิงถามว่าเขารู้จักพ่อหรือไม่

“เคยรู้ชื่อร้าน ไม่เคยให้ซ่อม”

เขาพูดโดยไม่พยายามแต่งความสนิทสนม นั่นทำให้บทสนทนาไม่ง่ายพอจะจบด้วยการจับโกหกข้อแรกที่เห็น แต่ก็ไม่ได้ทำให้เธอต้องขายสิ่งที่เขาถามหา

“ฉันไม่ขายใบงานค่ะ ยังต้องใช้ตรวจของและดูงานเก่า”

หม่าหรงเปิดกระเป๋าผ้า หยิบซองกระดาษหนาหนึ่งซองออกมาวางบนพื้นที่ว่าง

“ฟังก่อนแล้วค่อยตอบ”


เงินที่เขาดึงออกจากซองทำให้เยว่ชิงหยุดหายใจไปชั่วขณะ

หกสิบหยวน

เขานับให้เห็นทีละใบ วางเรียงเป็นกองเตี้ย ไม่ผลักเข้าหามือเธอโดยตรง จำนวนนี้มากกว่าเงินที่เธอกันไว้สำหรับค่าใช้จ่ายร้านทั้งเดือน และมากกว่าค่าแรงงานเล็กที่ต้องนั่งทำหลายวันรวมกัน

ถ้ามันเข้ากล่องเงิน เธอคงไม่ต้องชะลอซ่อมขอบโต๊ะ ไม่ต้องกังวลว่าจะซื้อวัสดุเกินงบก่อนลูกค้ารายถัดไปมา

เยว่ชิงไม่ชอบที่ความคิดนั้นเกิดเร็วกว่าคำถามว่าเขาจะเอาอะไรไป

“สำหรับกระดาษชุดไหนคะ”

“ใบงานเก่าสามเดือนก่อนเจ้าของเก่าเสีย ถ้าสมุดเกี่ยวกับรายการนั้นอยู่ด้วยก็เอาไปทั้งเล่ม จะได้ไม่ขาดตอน”

เขาพูดราวกับสั่งซื้อผ้าหลายหลาจากม้วนเดียว

สามเดือนก่อนพ่อเสียชีวิต ครอบคลุมเดือนมกราคมที่เธอกำลังตรวจอยู่

เยว่ชิงไม่ได้บอกเขาว่าตนพบอะไรในสมุด ยังไม่เคยประกาศเรื่องใบงานใต้โต๊ะให้ถนนฟัง และไม่มีเหตุให้เขารู้จักจดหมายที่ส่งถึงเธอโดยเฉพาะ

แต่คำถามนี้ก็ยังอาจมาจากการรู้เพียงวันตายของช่างคนหนึ่ง ไม่ใช่รู้ทุกอย่างที่อยู่ในร้าน

“ทำไมต้องช่วงนั้น”

“ของใกล้ท้ายชีวิตช่างมักมีรายการครบที่สุด ก่อนจะเลิกงาน เขามักเคลียร์สิ่งที่รับไว้”

เยว่ชิงมองซองเงิน คำอธิบายฟังเหมือนเคยใช้มาแล้วหลายครั้ง และยิ่งฟังเธอยิ่งไม่เห็นว่ามันเกี่ยวกับการเก็บประวัติวิธีซ่อมอย่างที่เขาบอกตอนแรกอย่างไร

“ถ้าต้องการดูวิธีซ่อม ฉันมีใบเก่าที่ส่งคืนเรียบร้อยก่อนหน้านั้นอีกหลายปี ทำไมไม่ถามช่วงที่ช่างยังทำงานเต็มมือ”

หม่าหรงยิ้มบาง ๆ “ถ้ามีก็รับได้ แต่เงินตรงนี้สำหรับชุดที่บอกก่อน”

เธอรู้สึกถึงจังหวะที่เงื่อนไขกำลังยืดออกเพียงเพื่อไม่ให้บทสนทนาสะดุด

“ฉันไม่ขายค่ะ”

“ยังไม่ได้ถามว่าเธออยากได้เท่าไร”

“เพราะฉันไม่ได้ตั้งราคาของชุดนี้”

หม่าหรงวางเงินเสนอซื้อใบงานเก่า เยว่ชิงไม่รับเงินและปฏิเสธขายเอกสารที่ยังต้องใช้ตรวจรายการของร้าน
หม่าหรงวางเงินเสนอซื้อใบงานเก่า เยว่ชิงไม่รับเงินและปฏิเสธขายเอกสารที่ยังต้องใช้ตรวจรายการของร้าน

ชายคนนั้นหยิบเงินกองบนสุดขึ้นมาจัดมุมให้ตรง แต่ยังไม่เก็บทั้งหมด

“ถ้ากลัวหมดจากร้าน ฉันคัดให้ก่อน เอาต้นฉบับไปแล้วคืนสำเนา จะเก็บไว้อ่านก็เหมือนกัน”

เยว่ชิงมองปลายนิ้วที่จับเงิน ไม่ใช่มองยอดซึ่งเธออาจถูกล่อให้ขอเพิ่ม

“สำเนาบอกไม่ได้ทุกอย่างที่อยู่บนต้นฉบับค่ะ”

รอยกดใต้กระดาษ รอยพับ และหมึกซึ่งซึมต่างกันอาจไม่ติดมาด้วย เธอไม่ได้บอกเขาว่ากำลังต้องการตรวจสิ่งเหล่านี้กับแผ่นใด แต่รู้พอว่าจะไม่แลกของจริงกับคำรับปากว่าคนซื้อจะคืนสิ่งที่เหมือนเดิม

“คนอ่านก็อ่านตัวหนังสือ ไม่ได้อ่านรอยพับ”

“ถ้าอย่างนั้นคนซื้อคงใช้ของจากร้านอื่นได้ค่ะ”

รอยยิ้มของเขาหายไปเล็กน้อย เยว่ชิงได้ยินเสียงรถผ่านหน้าร้านและคนขายของเรียกลูกค้าอยู่ไม่ไกล เธอไม่ได้อยู่ลำพังในอาคารร้าง แม้ขณะนี้จะไม่มีใครนั่งข้างเธอ

เขาถามว่าใครแนะนำให้เธอเก็บเอกสารไว้

“ฉันใช้ทำงานของร้าน”

“ผู้หญิงเปิดร้านคนเดียว การถือของที่ไม่ใช้ก็ลำบากเปล่า ๆ”

“ฉันบอกแล้วว่ายังใช้ค่ะ”

เธอไม่อธิบายรายชื่อคนที่ช่วยร้านเพื่อให้เขาไปถามคนอื่นแทน ไม่เรียกชื่อจิ้งโจวให้กลายเป็นผู้ตัดสินใจเรื่องของที่เธอเก็บเอง

หม่าหรงเริ่มนับเงินกลับเข้าซอง

ในช่วงที่เงินหายไปจากสายตา ความกลัวว่าตนกำลังทิ้งโอกาสก็แล่นขึ้นมาอีกครั้ง เยว่ชิงยอมให้มันอยู่ เธอไม่จำเป็นต้องเกลียดเงินเพื่อจะปฏิเสธการขายครั้งนี้

ร้านต้องมีรายได้ แต่รายได้ไม่ควรทำให้ร้านไม่มีสิ่งที่ใช้ตอบว่าเคยรับของอะไรจากใคร


ก่อนปิดกระเป๋า หม่าหรงหยิบกระดาษพับอีกแผ่นออกมา

“นี่เป็นตัวอย่างใบงานที่ฉันรับมา เธอจะได้รู้ว่าไม่ได้ถามหาของแปลก”

เขาคลี่วางบนโต๊ะ เป็นกระดาษบางมีรอยหมึกคล้ายสำเนาคาร์บอน ส่วนบนมีชื่อร้านหลินและวันที่แปดมกราคม ด้านล่างเป็นรายการตรวจชิ้นส่วนกับข้อความรับคืนเรียบร้อย

ชื่อผู้รับเขียนชัดกว่าเส้นบางส่วนของรายการ

เยว่ชิงยืนขึ้นช้า ๆ

“ได้จากใครคะ”

“ติดมากับกระดาษที่รับจากบ้านคนขายของ เขาบอกว่างานจบแล้ว”

“ชื่อคนขาย?”

เขามองเธอ “ถ้าฉันบอกชื่อทุกคนที่ขายให้ คนก็ไม่ขายอีก”

“งั้นฉันยังยืนยันที่มาไม่ได้ค่ะ”

เธอไม่พูดว่าเป็นของพ่อทันที แม้ชื่อร้านจะอยู่ด้านบน ถ้ากระดาษนี้เป็นสำเนาที่ส่งให้ลูกค้าจริง มันอาจอยู่ข้างนอกอย่างถูกต้อง แต่หากบางช่องถูกเขียนเพิ่มภายหลัง ชื่อร้านก็ไม่ได้รับรองทุกบรรทัดให้เขา

เยว่ชิงขอให้เขารออยู่ตรงโต๊ะ ไม่เดินขึ้นชั้นบนไปค้นต้นฉบับต่อหน้า และไม่เอาสมุดที่กำลังตรวจให้เขาเลือกวันเอง

“คุณต้องการขายแผ่นนี้หรือคะ”

“ให้ดูไว้ ถ้าอยากขายชุดของเธอ ค่อยนัดกัน”

“ฉันไม่ซื้อ และการรับไว้ดูไม่ได้หมายความว่าตกลงขายอะไรให้คุณ”

หม่าหรงยักไหล่ “กระดาษแผ่นเดียว ฉันไม่คิดเงิน”

เขาบอกให้เธอเก็บ เมื่อเธอถามว่าจะติดต่ออย่างไร เขาบอกว่าจะผ่านมาตามตรอกอีกในสองสามวัน ไม่ให้ที่อยู่หรือชื่อร้านของตนเพิ่มเติม

เยว่ชิงเขียนชื่อที่เขาแนะนำ วันที่มา จำนวนเงินที่เสนอ และสิ่งที่เขาขอไว้บนกระดาษของตน วางกระดาษตัวอย่างแยกไปอีกฝั่งโดยไม่เขียนลงต้นแผ่น

หม่าหรงเห็นเธอจดแล้วหัวเราะสั้น ๆ

“ฉันมาซื้อของ ไม่ได้มาขึ้นศาล”

“ฉันจดเพื่อไม่จำราคาและเงื่อนไขผิดค่ะ”

เขาไม่ตอบ กลับสวมหมวกแล้วเดินออกทางหน้า ไม่มีใบงานจากร้านอยู่ในมือ และไม่มีเงินของเขาค้างบนโต๊ะ

เยว่ชิงรอจนเงาของเขาพ้นช่องประตู ก่อนขยับถาดงานลูกค้ากลับเข้าที่

มือของเธอเย็นอยู่พักหนึ่ง ทั้งที่แสงบ่ายยังร้อนบนไม้


เธอเดินไปตรวจกลอนประตูหลัง มันยังอยู่ในตำแหน่งเดิม ไม่มีรอยใหม่ที่เห็นชัด เธอไม่อาจบอกว่าชายคนนั้นไม่เคยมาที่นี่ก่อนวันนี้ แต่ก็ไม่มีเหตุจะเขียนว่าเขาบุกร้านจากการเคาะเพียงครั้งเดียว

สิ่งที่เขาทำจริงคือเสนอเงินเพื่อซื้อใบงานและสมุดในช่วงเวลาที่เธอกำลังสนใจ ปฏิเสธบอกที่มาของกระดาษตัวอย่าง และไม่ให้ที่อยู่ติดต่อ

สิ่งที่เธอยังไม่รู้คือใครส่งเขามา หรือมีใครส่งจริงหรือไม่

เยว่ชิงจดสองส่วนนี้แยกกัน ความระวังไม่ได้บังคับให้เธอมีชื่อผู้บงการก่อนจะรักษาของในมือ

นาฬิกาข้อมือของลูกค้าได้รับการล้างและจัดกลับไว้ในพื้นที่สะอาดแล้ว เธอหล่อลื่นตามจุดที่ตรวจ จากนั้นประกอบเพื่อเฝ้าดู ไม่ใช้นาฬิกาของลูกค้าทดลองสปริงที่ไม่รู้เจ้าของ พรุ่งนี้ยังต้องรายงานผลตามนัด หากการเดินไม่สม่ำเสมอจะบอกตามจริง ไม่ส่งกลับเพียงเพราะต้องออกไปทำธุระโรงงาน

เธอเก็บตัวอย่างที่หม่าหรงทิ้งไว้ในซองใหม่ ระบุว่าได้รับจากผู้แนะนำตัวด้วยชื่อนั้น ยังไม่ยืนยันตัวตนและแหล่งที่มา

วันที่แปดมกราคมบนกระดาษไม่ใช่วันที่เธอเพิ่งพบความผิดปกติในสมุด มันอยู่ก่อนรายการเฟืองหกชิ้นหนึ่งวัน เธอไม่เอาลำดับใกล้กันมาตัดสินว่าเป็นงานเดียวกัน

แต่วันพรุ่งนี้ต้องหาใบงานของร้านที่ตรงวันที่และรายการมาเทียบ หากมี

เยว่ชิงมองชื่อผู้รับในกระดาษตัวอย่างอีกครั้ง เส้นหมึกเข้มชัดแปลกจากส่วนอื่นอาจเกิดเพราะกดปากกาหนัก อาจเขียนทีหลังโดยผู้รับจริง หรืออาจเป็นสิ่งที่ไม่มีใครในร้านเคยเขียน

คำตอบไม่ได้อยู่ในสายตาที่เธอใช้มองครั้งเดียว

เธอปิดซอง เก็บมันแยกจากใบงานเดิม แล้วกลับไปตั้งจังหวะตรวจนาฬิกา

บนชั้นใกล้บันได จดหมายถึงแม่ยังรอส่งในวันรุ่งขึ้น เงินค่าไปรษณีย์จำนวนเล็กอยู่ข้างมันเหมือนเดิม หกสิบหยวนที่ออกไปพร้อมผู้ชายคนนั้นไม่ได้ทำให้เธอส่งข่าวถึงแม่ไม่ได้ และไม่ได้ทำให้เครื่องในร้านหยุดเดิน

เยว่ชิงวางปากคีบด้ายสีน้ำเงินลงบนผ้ารองอย่างเบามือ

พ่อเคยทำเครื่องหมายบนของที่ใช้ประจำเพื่อให้มือจับมั่นคง

พรุ่งนี้เธอจะตรวจรอยของการทำงานบนกระดาษที่มีชื่อร้านเช่นกัน

เพราะชื่อที่เขียนไว้บอกได้ว่าคนอยากให้ใครเป็นเจ้าของเรื่อง แต่รอยที่เหลืออยู่อาจบอกว่าเรื่องนั้นผ่านมือใครมาก่อน

กลับสารบัญนิยาย

นิยายและภาพประกอบสร้างขึ้นใหม่ ภาพประกอบสร้างด้วย AI