ปรับการอ่าน

ย้อนคืนปี 1978 ครานี้ข้าจะทวงชีวิตคืน · ตอนที่ 20

ตอนที่ 20 — คืนสิทธิ์ให้ชื่อของฉัน

เยว่ชิงเขียนคำขอนัดหลังกลับจากโรงงานในวันที่ยี่สิบห้าเมษายน

พรุ่งนี้ สิบโมง ที่ร้านหลิน

เรื่องการหมั้นระหว่างเรา

เธอไม่เขียนว่าอยากคุยให้เข้าใจ เพราะนั่นอาจทำให้เขาถือว่าความเข้าใจต้องจบด้วยการกลับไปเป็นเหมือนเดิม เธอระบุว่าจะบอกการตัดสินใจของตน และขอให้เขานำรายการสิ่งของหรือค่าใช้จ่ายที่คิดว่าต้องจัดการระหว่างกันมาให้ตรวจแยกจากเรื่องเงินโรงงาน

ข้อความถูกส่งถึงห้องบัญชีก่อนคนเลิกงาน เหวินเต๋อตอบผ่านผู้รับข้อความว่าจะมา แต่ขอให้ไม่มีคนนอก

เยว่ชิงส่งคำตอบกลับว่าเธอจะมีคนอยู่ฟังซึ่งตกลงไว้ ไม่จัดงานให้ทั้งตรอกมาดู และไม่คุยหลังประตูปิดโดยลำพัง

จากนั้นเธอไปหาป้าหวง

นางกำลังล้างถ้วยใส่เต้าหู้ มือข้างหนึ่งมีน้ำจนไม่สะดวกรับกระดาษ เยว่ชิงจึงอ่านคำขอนัดให้ฟังแทน

“อยากให้ฉันตัดสินให้หรือ” ป้าหวงถาม

“ไม่ค่ะ ฉันตัดสินแล้ว อยากให้ป้าอยู่ฟังว่าฉันพูดอะไร ถ้าภายหลังคำพูดถูกเล่าไปอีกอย่าง ป้าบอกได้เฉพาะที่ได้ยิน”

นางวางถ้วยคว่ำบนตะแกรง “พรุ่งนี้สิบโมง ฉันจัดของเสร็จแล้วไปได้ แต่ฉันจะไม่บอกว่าเห็นเรื่องที่โรงงาน เพราะไม่ได้ไป”

เยว่ชิงขอบคุณ

คำตอบนั้นทำให้เธอสงบกว่าคำสัญญาว่าจะยืนข้างเธอทุกเรื่อง คนที่ไม่ยอมเล่าแทนสิ่งที่ไม่เห็นจะช่วยรักษาถ้อยคำของเธอได้จริง

คืนนั้นเยว่ชิงไม่ได้หยิบผ้าคลุมไหล่ขึ้นมานั่งเขียนจดหมายยาวอีกฉบับ แม่ยังรอข่าวจากซองที่ส่งไปวันที่ยี่สิบสอง เธอจะต้องบอกเรื่องใหม่ด้วยตนเองเมื่อหาเวลาไปได้ ไม่ให้จดหมายฉบับก่อนซึ่งบอกว่ายังไม่ตกลงวันแต่งกลายเป็นข่าวสุดท้ายที่แม่ได้รับตลอดไป

เธอเตรียมคำตอบสั้น ๆ สองฉบับ แล้วเข้านอน

ถึงเช้าวันที่ยี่สิบหก กระดาษยังอยู่ข้างสมุดส่วนตัว ลายมือของเธอไม่ได้เปลี่ยนเพราะความกลัวเมื่อคืน


เหวินเต๋อมาตรงเวลา

เขาเห็นป้าหวงนั่งบนเก้าอี้ข้างผนังแล้วหยุดที่ประตู เสื้อสีเทาของเขายังเรียบร้อย แว่นโลหะถูกดันขึ้นครั้งหนึ่งก่อนมองกลับมาที่เยว่ชิง

“บอกแล้วว่าไม่เอาคนนอก”

“ฉันตอบแล้วว่าจะมีคนอยู่ฟังค่ะ ป้าไม่ได้มาพูดแทนฉัน”

“เรื่องของเราควรคุยกันเอง”

“ฉันจะเป็นคนพูดเองค่ะ”

ป้าหวงวางถ้วยน้ำลงบนเก้าอี้ข้างตัว ไม่เข้ามานั่งคั่นระหว่างทั้งคู่ ร้านเปิดบานประตูหน้าไว้ แสงเช้าส่องถึงโต๊ะ ไม่มีลูกค้าเข้ามา และไม่มีคนถูกเรียกให้มาดูความอับอายของใคร

เยว่ชิงเลื่อนเก้าอี้ฝั่งผู้มาติดต่อออกให้ เหวินเต๋อไม่ได้นั่งทันที แต่ถามว่าผลตรวจเมื่อวานทำให้เธอคิดว่าตนถูกทุกเรื่องแล้วหรือ

“ผลตรวจเป็นเรื่องเงินของโรงงานค่ะ วันนี้เป็นเรื่องการหมั้น”

“ฉันไม่เห็นว่ามันแยกกันได้อย่างไร เธอเอาฉันไปพูดต่อหน้าคนอื่น แล้วเรียกมาฟังอะไรอีก”

เยว่ชิงวางกระดาษไว้หน้าตน

มือไม่อยู่ใต้โต๊ะให้เขาจับบีบก่อนประโยคจะจบเหมือนบางครั้งในความทรงจำเก่า

“ฉันขอยุติการหมั้นระหว่างเรา ตั้งแต่วันนี้ค่ะ”

เธอพูดชัด ไม่ตะโกน และไม่เติมคำว่าชั่วคราว

เหวินเต๋อมองเธอ ราวกับกำลังรอให้ประโยคที่ได้ยินเปลี่ยนเป็นคำขู่ซึ่งยังมีทางต่อรอง

“เธอเพิ่งเสียพ่อ ใจยังไม่นิ่ง จะตัดสินเรื่องนี้ตอนนี้ไม่ได้”

“ฉันยังเสียใจเรื่องพ่อ แต่ไม่ได้แปลว่าฉันตัดสินใจเรื่องของตนไม่ได้”

“แม่เธอรู้หรือ”

“แม่ยังไม่ได้ฟังจากฉันเรื่องการตัดสินใจวันนี้ ฉันจะบอกด้วยตนเองค่ะ ไม่ใช้ชื่อแม่บอกว่าท่านยินยอมแทนฉัน และไม่ให้คุณใช้ชื่อท่านแทนคำตอบของฉัน”

ป้าหวงนั่งนิ่ง เยว่ชิงรู้ว่ามีคนได้ยินคำนี้ แต่ไม่จำเป็นต้องหันไปขอให้ผู้ฟังรับรองว่าเธอพูดถูกทุกประโยค

เยว่ชิงบอกยุติการหมั้นด้วยตนเองต่อหน้าเหวินเต๋อ โดยมีป้าหวงนั่งเป็นพยานเฉพาะถ้อยคำที่ได้ยินในร้าน
เยว่ชิงบอกยุติการหมั้นด้วยตนเองต่อหน้าเหวินเต๋อ โดยมีป้าหวงนั่งเป็นพยานเฉพาะถ้อยคำที่ได้ยินในร้าน

เหวินเต๋อดึงเก้าอี้มานั่งในที่สุด

“เพราะเงินหรือ”

“เพราะฉันไม่ไว้ใจวิธีที่คุณให้ฉันลงชื่อก่อนอธิบาย เพราะคุณใส่ชื่อฉันในงานที่ไม่เคยถาม และใช้คำว่าเป็นห่วงให้คนรอจนฉันคิดได้ ทั้งที่ฉันกำลังทำงานของตัวเอง”

เขาเปิดปากจะตอบ เธอไม่เร่งเพิ่มรายการกล่าวหาให้ยาวจนทุกอย่างกลายเป็นการทะเลาะ

“ฉันไม่ได้รอให้คุณถูกตัดสินว่าเป็นคนร้ายก่อนจึงจะหยุดความสัมพันธ์ได้ค่ะ เรื่องใดโรงงานต้องตรวจ ก็ตรวจต่อ ส่วนการใช้ชีวิตร่วมกัน ฉันไม่ตกลง”

นี่เป็นประโยคที่ยากที่สุด

ตลอดหลายวัน เธอพยายามรักษาทุกคำให้มีหลักฐานรองรับ จนเกือบเอาความต้องการของตนไปฝากไว้กับผลตรวจเช่นเดียวกัน ราวกับต้องมีใครประทับตราว่าอีกคนผิดเสียก่อน เธอจึงมีสิทธิ์เดินออกจากอนาคตที่ไม่ต้องการ

แต่ความสมัครใจไม่ได้เป็นช่องในใบรับเงิน

มันควรอยู่กับคนที่ต้องใช้ชีวิตนั้น


เหวินเต๋อถามว่าเธอจะคบกับจิ้งโจวแทนใช่หรือไม่

เยว่ชิงรู้สึกถึงความโกรธขึ้นมาที่ลำคอ แล้วปล่อยให้มันผ่านโดยไม่เอ่ยชื่อคนที่ไม่ได้อยู่ในห้องมาให้เขาไล่ตาม

“วันนี้ฉันบอกว่าฉันไม่หมั้นกับคุณต่อ ไม่ได้บอกว่าจะหมั้นกับใครค่ะ”

“เธออยู่ร้านคนเดียว คิดว่าใครจะช่วยเวลามีปัญหา”

“ฉันขอความช่วยเหลือได้ และจ่ายงานที่จ้างได้ การช่วยไม่ได้ให้สิทธิ์คนอื่นลงชื่อแทนฉัน”

เขามองตู้ที่ลุงลู่ซ่อม มองโต๊ะและชั้นเก็บกระดาษ เหมือนเพิ่งพบว่าของเหล่านี้ยังอยู่โดยไม่มีชื่อของเขาเป็นเจ้าของ

“แล้วของที่ให้กันล่ะ”

เยว่ชิงเลื่อนกระดาษรายการเปล่าซึ่งมีหัวข้อกำกับชัดไปด้านข้าง ไม่เอามาให้เขาลงชื่อเป็นหนี้

“ถ้ามีรายการที่คุณต้องการคืน ระบุของ วันที่ และหลักฐานหรือคนที่รู้การส่งมอบค่ะ ฉันจะตรวจสิ่งที่มีจริงกับของฝั่งฉัน แล้วตกลงคืนเป็นรายการ ไม่รวมร้านหรือเอกสารของพ่อเป็นของหมั้นโดยไม่มีที่มา”

เขายังไม่ได้หยิบรายการที่ขอให้นำมาออกจากกระเป๋า และไม่ยื่นเอกสารส่งมอบสิ่งของในวันนี้

เยว่ชิงจึงไม่เขียนยอดคืนเงินขึ้นเองเพื่อซื้อความสงบ

“ค่าที่คุณอ้างว่าช่วยเรื่องโรงงานก็แยกจากเงินของโรงงานนะคะ จะเอาจำนวนสามพันมาเรียกใหม่เป็นค่าเสียหน้าไม่ได้”

เหวินเต๋อสบตาเธอ ความเรียบร้อยของท่าทางไม่อาจปิดความโกรธได้ทั้งหมด แต่เขาไม่ได้ลุกมาผลักโต๊ะหรือทำสิ่งที่ให้เธอใช้จบทุกคำถามด้วยการเรียกคนมาจับ

เขาเลือกคำพูด

“ถ้าเธอทำแบบนี้ ผู้ใหญ่จะไม่มีใครไว้ใจอีก”

เยว่ชิงคิดถึงแม่ คิดถึงจดหมายที่เพิ่งส่ง และรู้ว่าคำเตือนนี้อาจมีผลจริง คนบางคนอาจเลิกทัก บางคนอาจกล่าวว่าเธอทำเรื่องเล็กให้ใหญ่ บางคนอาจไม่มาซ่อมที่ร้านเพราะไม่อยากเกี่ยวกับเรื่องของเธอ

การตัดสินใจไม่ได้ทำให้ผลตามมาหายไป

“ฉันจะอธิบายกับคนที่ต้องอธิบายค่ะ แต่ไม่เปลี่ยนคำตอบวันนี้”

เธอส่งฉบับถ้อยคำของตนให้เขา วันที่ยี่สิบหกเมษายนอยู่ด้านบน ข้อความยุติการหมั้นไม่ได้รอเงื่อนไขผลสอบเงิน และไม่ได้มีช่องมอบอำนาจร้านซ่อนอยู่ในท้ายหน้า

เหวินเต๋อรับมาอ่าน

“ฉันไม่ลงชื่อว่าเห็นด้วย”

“คุณรับทราบได้โดยไม่เห็นด้วยค่ะ ฉันไม่ขอให้คุณรับรองว่าฉันรู้สึกอย่างไร”

เขาพับกระดาษเก็บด้วยมือแข็ง ป้าหวงเห็นและได้ยินทั้งหมด แต่เยว่ชิงไม่พูดว่านั่นเท่ากับเขายอมทุกข้อเกี่ยวกับสิ่งของที่ยังไม่ได้ตรวจ

เธอเก็บคู่ฉบับของตนและจดว่าเขารับข้อความไป ไม่ได้ลงชื่อเห็นชอบรายการคืนใด ๆ


ก่อนออก เหวินเต๋อหยุดข้างโต๊ะ

“ร้านนี้เธอจะทำได้สักกี่เดือน”

เยว่ชิงไม่ได้ตอบด้วยคำสัญญาว่าจะรวยกว่าคนทั้งเมือง เธอเพิ่งเสียงานหนึ่งชิ้นเพราะไปติดตามเอกสาร รายได้ยังไม่สม่ำเสมอ และมีของในตู้ที่ไม่รู้เจ้าของต้องพักไว้จนตรวจได้

“ฉันจะทำงานวันนี้ให้ดีค่ะ เดือนต่อไปก็ต้องทำต่อ”

เขาเดินออกไปโดยไม่บอกลา

ประตูไม่ได้ถูกปิดกระแทกจนกระจกแตก เสียงฝีเท้าหายไปพร้อมเสียงถนนธรรมดา เยว่ชิงนั่งนิ่งอีกครู่หนึ่ง ร่างกายเพิ่งยอมสั่นหลังไม่ต้องรักษาน้ำเสียงแล้ว

ป้าหวงลุกมาถามว่าจะดื่มน้ำหรือพักก่อน

“น้ำค่ะ”

นางรินให้ ไม่พูดว่าทุกอย่างจบแล้ว

เยว่ชิงดื่มช้า ๆ แล้วขอให้ป้าบอกสิ่งที่ได้ยินกลับมาเฉพาะประโยคสำคัญ

ป้าหวงบอกว่านางได้ยินเธอยุติการหมั้นตั้งแต่วันนี้ ไม่รับการแต่งกับคนใหม่แทน และเห็นเหวินเต๋อรับกระดาษฉบับที่อ่านแล้วกลับไป นางไม่ได้เห็นของหมั้นส่งคืน ไม่ได้เห็นเขาลงชื่อยอมรายการใด และไม่ได้รู้ผลเงินทั้งเรื่องด้วยตนเอง

เยว่ชิงจดให้ตรง ป้าหวงอ่านแล้วลงชื่อในฐานะผู้ฟังวันนี้เท่านั้น

“คนอาจมาถามฉัน” นางว่า “ฉันจะบอกว่ามีอะไรที่ฉันเห็น แต่จะไม่อธิบายชีวิตเธอแทนเธอ”

เยว่ชิงขอบคุณ ความช่วยเหลือนี้ไม่มีราคาที่ทำให้เธอต้องให้สิทธิ์เหนือร้านตอบแทน นางจะกลับไปขายเต้าหู้ ส่วนเธอจะกลับไปทำงานของตน

ก่อนกลับ ป้าหวงยกถ้วยน้ำอีกใบให้พ้นเอกสาร

“กินข้าวด้วย เรื่องที่พูดชัดแล้วก็ยังทำให้คนหิวได้”

เยว่ชิงหัวเราะออกมาสั้น ๆ มันไม่ใช่เสียงของผู้หญิงที่ไม่เคยกลัว แต่เป็นเสียงที่กลับมาได้แม้ยังมีความกลัวอยู่


บ่ายนั้น เยว่ชิงเปิดร้านตามเวลาที่จดใหม่

เธอเช็ดพื้นที่ซึ่งเมื่อเช้าใช้คุย เก็บเอกสารส่วนตัวแยกจากใบรับงาน และนำเครื่องมือขึ้นมาแทนที่ถ้วยน้ำ ไม่ปล่อยให้โต๊ะทำงานกลายเป็นอนุสรณ์ของบทสนทนาที่จบแล้ว

กล่องเฟืองสี่ชิ้นยังรอตรวจใบคืน ถุงสปริงเฉียวหยวนยังอยู่กับซองชื่อ กระดาษตัวอย่างของหม่าหรงยังต้องตามแหล่งที่มา และบันทึกประตูบริการยังไม่ถูกพบให้ดู

ผลคณะตรวจเมื่อวานไม่ทำให้คนที่อยู่เบื้องหลังเรื่องของพ่อปรากฏตัวขึ้น วันนี้ถอนหมั้นก็ไม่ได้คืนสามเดือนที่พ่อจากไป

แต่ร้านไม่ได้กลายเป็นทางผ่านให้ความเป็นคู่หมั้นเข้ามามอบสิทธิ์แก่คนอื่นอีกแล้ว

เยว่ชิงเดินไปตรวจกลอนด้านหลังและแม่กุญแจที่เปลี่ยนไว้ตั้งแต่วันได้เครื่องมือคืน กุญแจอยู่กับเธอ เธอไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนมันใหม่อีกครั้งเพียงเพื่อทำให้การตัดสินใจวันนี้ดูเหมือนมีพิธี

เธอเปิดประตูหน้าให้แสงเข้า แล้วแขวนป้ายรับซ่อมเดิมให้ตรง

เยว่ชิงเปิดประตูร้านด้วยกุญแจที่อยู่ในมือของตนหลังยุติการหมั้น โต๊ะกลับมาพร้อมรับงานและเธอเริ่มคิดถึงป้ายร้านวันใหม่
เยว่ชิงเปิดประตูร้านด้วยกุญแจที่อยู่ในมือของตนหลังยุติการหมั้น โต๊ะกลับมาพร้อมรับงานและเธอเริ่มคิดถึงป้ายร้านวันใหม่

ป้ายไม้เก่าใช้ชื่อร้านหลินกว้าง ๆ พ่อเคยเขียนชื่อนั้นเพราะร้านเป็นที่ทำงานของครอบครัว ไม่ได้เขียนเพื่อให้ลูกสาวไม่มีชื่ออยู่ในสิ่งที่รับผิดชอบ

เยว่ชิงหยิบกระดาษใหม่ขึ้นมาร่างข้อความที่จะใช้ในวันต่อไป ระบุว่ารับซ่อมโดยหลินเยว่ชิง พร้อมวิธีถามราคาและเวลาตรวจที่ลูกค้าควรรู้

วันนี้ยังไม่ได้ทำป้ายใหม่เสร็จ แต่เธอรู้แล้วว่าต้องการให้มันบอกอะไร

ลูกค้าคนหนึ่งหยุดหน้าประตู ถามว่าเปลี่ยนสายข้อมือได้หรือไม่ เธอเชิญให้เข้ามาดูชนิดที่มีและถามขนาดก่อนตกลงรับงาน ไม่รีบเอาของที่ยังไม่รู้เจ้าของมาแสดงเพื่อให้ร้านดูมีพร้อมทุกอย่าง

ในสมุดส่วนตัว วันที่ยี่สิบหกเมษายนมีบรรทัดสั้นซึ่งจะส่งข่าวให้แม่เมื่อไปพบ

หนูยุติการหมั้นแล้ว หนูจะเป็นคนเล่าเหตุผลเอง

เยว่ชิงปิดสมุดนั้นแล้วเปิดสมุดงานร้าน

ชื่อของเธอไม่ได้มีอำนาจทำให้คนอื่นซื่อสัตย์ และไม่ได้ทำให้ทุกวันข้างหน้าปลอดภัย

แต่ต่อจากนี้ คนที่ใช้ชื่อนั้นรับงาน ลงราคา เปิดประตู หรือเลือกว่าจะรักใคร จะต้องเป็นเธอที่รู้และยินยอม

เสียงนาฬิกาบนผนังเดินต่อไป

คราวนี้เยว่ชิงไม่ได้ฟังเพื่อรอให้เวลาย้อนกลับอีก

เธอฟังขณะยกเก้าอี้ให้ลูกค้า และเริ่มทำสิ่งที่วันพรุ่งนี้จะต้องรับช่วงจากวันนี้

กลับสารบัญนิยาย

นิยายและภาพประกอบสร้างขึ้นใหม่ ภาพประกอบสร้างด้วย AI