ย้อนคืนปี 1978 ครานี้ข้าจะทวงชีวิตคืน · ตอนที่ 21
ตอนที่ 21 — ป้ายร้านในเช้าวันใหม่
เช้าวันที่ยี่สิบเจ็ดเมษายน เยว่ชิงลืมตาก่อนเสียงรถเข็นเต้าหู้ผ่านหน้าร้าน
นางนอนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ฟังไม้พื้นลั่นเบา ๆ ในความเย็นก่อนรุ่งสาง เมื่อวานนางพูดสิ่งที่เคยคิดว่าไม่มีวันพูดได้ออกไปแล้ว วันนี้หลังคาก็ยังอยู่เหนือศีรษะ น้ำในกาก็ยังต้องต้ม และข้าวสารในไหยังมีเท่าเดิม
โลกไม่ได้เปลี่ยนสีเพราะนางถอนหมั้น
แต่ตอนยกผ้าห่มออก นางไม่ต้องนึกก่อนว่าการลุกไปทำงานของตนจะทำให้ใครไม่พอใจ
แผ่นไม้ที่เตรียมไว้ตั้งแต่เย็นวานพิงอยู่ข้างโต๊ะ เป็นเศษไม้สะอาดจากงานซ่อมตู้ซึ่งนางเก็บไว้หลังคิดค่าวัสดุเรียบร้อยแล้ว ด้านหนึ่งมีรอยขูดเก่า นางพลิกด้านนั้นเข้าฝา เหลือด้านเรียบสำหรับเขียนชื่อ
หลินเยว่ชิง
นางจุ่มพู่กัน ลองเขียนบนกระดาษห่อของเสียก่อน ชื่อที่เคยเขียนตอนรับจดหมายหรือลงท้ายใบงานดูแปลกไปเล็กน้อยเมื่ออยู่ตรงกลางกระดาษ
ในชีวิตก่อน นางเคยเห็นชื่อของตนอยู่บนเอกสารมากมาย ส่วนใหญ่เป็นเอกสารที่คนอื่นชี้ตำแหน่งให้ลงนาม
วันนี้นางเป็นคนเลือกตำแหน่งเอง
นางไม่ได้เขียนคำว่าช่างใหญ่ ไม่ได้อ้างว่าซ่อมได้ทุกอย่าง ใต้ชื่อมีเพียงข้อความสั้น ๆ ว่ารับตรวจและซ่อมนาฬิกา แจ้งราคาก่อนเริ่มงาน ถัดลงไปนางเว้นพื้นที่ไว้เปลี่ยนเวลารับของตามงานจริง
หมึกบนเส้นสุดท้ายซึมเข้าเนื้อไม้กว้างกว่าที่ตั้งใจ นางมองอยู่พักหนึ่งแล้ววางพู่กัน
ไม่จำเป็นต้องขูดชื่อทิ้งเพราะเส้นเดียวไม่เรียบ
ก่อนเปิดร้านนางกินข้าวต้มที่เหลือจากเมื่อคืน เติมน้ำร้อนและผักดองเล็กน้อย ระหว่างรอให้ไม้แห้งจึงตรวจถาดงานบนโต๊ะ ช่องรับเข้า ช่องรอตรวจ และช่องรอเจ้าของถูกแยกด้วยแผ่นไม้บาง ๆ ไม่ใช่เพื่อให้ดูเรียบร้อยต่อหน้าผู้ใด แต่เพื่อให้นางหยิบของได้ถูกแม้วันที่เหนื่อย
นางเอาสมุดรับซ่อมเล่มใหม่ไว้ตรงที่ลูกค้ามองเห็น ส่วนกล่องเอกสารของพ่อยังอยู่ในที่เก็บเดิม
เช้านี้นางจะเปิดร้าน ไม่ใช่เปิดกล่องทุกกล่องเพื่อเตือนตัวเองว่ามีเรื่องใดต้องกลัวบ้าง
ป้ายร้านหลินเก่าข้างบนยังคงอยู่ นางเช็ดฝุ่นตรงขอบเท่าที่เอื้อมถึง แล้วผูกป้ายชื่อเล็กของตนไว้ด้านหน้าประตูในระดับสายตา เชือกฝ้ายลอดรูสองข้าง นางดึงทดสอบทีละเส้น ก่อนปล่อยมือ
ลมเช้าพัดแผ่นไม้กระทบประตูเบา ๆ

ป้าหวงหยุดรถเข็นใต้ชายคา ยื่นหน้ามองตัวอักษรแล้วถอยไปครึ่งก้าว
“เมื่อวานยังไม่เห็น”
“หมึกเพิ่งแห้งเจ้าค่ะ”
“ข้านึกว่าจะเขียนว่าร้านช่างหลินเหมือนเดิม”
“ป้ายใหญ่ยังอยู่ ข้าเพียงอยากให้คนรู้ว่าใครรับงานอยู่ข้างใน”
ป้าหวงพยักหน้า “ดี เวลาข้าบอกลูกค้าว่าเอานาฬิกามาหาใคร จะได้ไม่ต้องชี้ว่าลูกสาวคนที่เสียไปแล้ว”
ประโยคนั้นทำให้เยว่ชิงนิ่งไป
นางไม่เคยถือว่าการเป็นลูกสาวของพ่อเป็นภาระ แต่เพิ่งรู้ว่าคนทั้งถนนสามารถเรียกนางเช่นนั้นจนไม่มีใครต้องออกเสียงชื่อนางเลย
“เยว่ชิง” ป้าหวงลองเรียก พลางเลื่อนรถเข็นไปด้านที่ไม่ขวางประตู “วันนี้ข้าขอยืมร่มเงาหน้าร้านหลินเยว่ชิงสักครู่ได้หรือไม่”
นางหลุดหัวเราะ “ตรงนั้นล้อรถท่านไม่ติดร่องแล้วหรือ”
“ติดอยู่ ข้าจึงถามก่อน เผื่อช่างจะช่วยดูให้”
“นาฬิกาข้าดูได้ ล้อรถต้องหาช่างล้อเจ้าค่ะ”
“ยอมรับเสียด้วยว่ามีของที่ซ่อมไม่ได้”
“ถ้าเอารถท่านขึ้นโต๊ะข้า โต๊ะอาจเป็นของชิ้นต่อไปที่ต้องซ่อม”
ป้าหวงหัวเราะจนลูกค้าประจำที่เดินมาเงยหน้ามอง เยว่ชิงขยับออกจากประตูให้ทางโดยไม่รู้สึกว่าทุกสายตากำลังรอคำอธิบายเรื่องเมื่อวาน
คนแรกที่เข้าร้านเป็นชายขายผัก เขาวางนาฬิกาพกที่ฝาปิดบุบไว้บนผ้า บอกว่าเข็มหยุดตอนเดินมาจากตลาด
“เปลี่ยนสปริงให้เลยได้ไหม เมื่อก่อนช่างหลินทำให้ข้า”
เยว่ชิงยังไม่เปิดฝาหลัง “ขอข้าตรวจก่อนนะเจ้าคะ อาการหยุดอาจไม่ได้เกิดจากสปริง หากเปลี่ยนโดยไม่รู้ ท่านอาจเสียเงินแล้วมันยังหยุดเหมือนเดิม”
เขาทำหน้าลังเล “ข้าต้องใช้ดูเวลารถรับผัก”
นางถามว่าเขาต้องกลับเมื่อใด จากนั้นอธิบายว่าการตรวจเบื้องต้นทำได้ระหว่างที่เขาซื้อของ แต่หากต้องทดสอบการเดินจริง นางจะไม่รับปากว่าเสร็จก่อนรถเที่ยวนี้
ชายคนนั้นมองป้ายบนประตูอีกครั้ง “เอาอย่างนั้นก็ได้ ถ้าต้องซ่อมมาก ข้าจะกลับมาถามราคา”
นางจดรอยบุบ ตำแหน่งเข็ม และชื่อผู้ฝาก แล้วอ่านให้เขาฟัง เขาเอาใบรับไปใส่กระเป๋าข้างถุงเมล็ดผัก
พอเขาออกไป เยว่ชิงจึงเปิดฝาหลังอย่างระมัดระวัง พบฝุ่นสะสมตรงขอบและร่องรอยที่ควรตรวจต่อ นางหยุดมือก่อนสรุปสาเหตุ งานชิ้นแรกใต้ป้ายใหม่ไม่ได้ง่ายขึ้นเพราะชื่อของนางอยู่หน้าประตู
แต่คำที่นางพูดกับเจ้าของเป็นคำที่นางรับผิดชอบได้
ใกล้เที่ยง คนขายผักกลับมา นางแจ้งค่าตรวจและเสนอทำความสะอาดพร้อมทดสอบก่อนตัดสินใจเรื่องชิ้นส่วน เขาถามสองครั้งว่าต้องเปลี่ยนสปริงแน่หรือไม่ นางตอบเหมือนเดิมว่าตอนนี้ยังไม่มีเหตุพอให้เปลี่ยน
สุดท้ายเขาตกลงงานขั้นนั้น รับกำหนดกลับมาฟังผลวันถัดไป นางบันทึกขอบเขตงานลงใบรับทั้งสองส่วน มิได้ใช้คำว่าเดินดีแล้วกับนาฬิกาที่ยังนอนอยู่บนโต๊ะ
เมื่อเสียงรองเท้าของเขาห่างไป เยว่ชิงถอนลมหายใจ นางคิดถึงพ่อที่เคยไม่ยอมเปลี่ยนชิ้นส่วนเพียงเพราะลูกค้าบอกให้เปลี่ยน
บางอย่างที่พ่อทิ้งไว้ไม่ได้อยู่ในกระดาษลับ
มันอยู่ในมือที่รู้จักหยุดก่อนทำเกินกว่าที่ตรวจพบ
หานซิ่วมาถึงตอนบ่ายพร้อมห่อขนมและกาน้ำชาขนาดเล็กซึ่งมีรอยบิ่นที่ปาก
เยว่ชิงเผลอมองมืออีกฝ่ายก่อนมองหน้า
“วันนี้ข้าไม่มีซองจดหมาย” หานซิ่วชูห่อขนมให้ดู “หากเจ้าจะตรวจของที่ข้านำมา ก็ติดเพียงว่าไส้ถั่วอาจเย็นแล้ว”
เยว่ชิงหน้าอุ่น “ข้าไม่ได้ตั้งใจจะ—”
“ข้ารู้ สองสามวันที่ผ่านมา เราพบกันทีไรก็มีแต่กระดาษที่ทำให้คนปวดหัว”
หานซิ่วมองป้ายใหม่ แล้วอ่านชื่อเยว่ชิงเบา ๆ ไม่ได้ถามเรื่องสวีเหวินเต๋อหน้าประตู นางเข้าไปวางของบนโต๊ะข้างหน้าต่างและปลดสายถุงผ้าออกจากไหล่
“กานี่เสียหรือ” เยว่ชิงถาม
“ไม่เสีย มันยังรินได้ ข้านำมาเพราะเจ้ามีถ้วย แต่ข้าจำได้ว่าเจ้าต้องยกกาต้มน้ำทั้งใบมาริน”
“ท่านมาเยี่ยมหรือมาตรวจการใช้เครื่องครัว”
“มาเยี่ยม ข้าหยุดครึ่งวันตามที่ขอไว้ ไม่ได้หนีออกจากห้องบัญชี”
เยว่ชิงรับกาจากนาง ล้างด้วยน้ำร้อนแล้วหยิบถ้วยสองใบออกมา หานซิ่วนั่งลงตรงมุมที่ไม่มีอุปกรณ์ซ่อม นางใช้ผ้ารองกาก่อนรินชา นิ้วโป้งขวายังมีคราบหมึกจาง ๆ แต่ไม่มีปึกเอกสารวางข้างข้อศอก

“ข้าขอบคุณท่านเรื่องสำเนาเอกสารแล้วหรือยัง”
“ขอบคุณแล้ว”
“ในวันนั้นข้าคงพูดไม่ครบ”
หานซิ่ววางถ้วย “เยว่ชิง ข้าไม่ได้มาทวงคำขอบคุณ ข้าถ่ายเอกสารตามหน้าที่ เอกสารของเจ้าไม่ควรหายไปเพราะย้ายห้อง หากวันนี้เจ้าพูดเรื่องนั้นอีกสิบรอบ ขนมก็ไม่ได้อุ่นขึ้น”
เยว่ชิงมองนาง แล้วค่อย ๆ ยกขนมขึ้นกัด
ถั่วหวานติดอยู่ตรงมุมปาก หานซิ่วชี้ให้ นางเช็ดผิดข้างจนอีกฝ่ายต้องหัวเราะ
เสียงนั้นทำให้ร้านดูต่างจากวันที่พวกนางนั่งเทียบช่องว่างในบัญชี เป็นร้านเดียวกัน โต๊ะเดิม แสงบ่ายเหมือนเดิม แต่เยว่ชิงไม่ต้องหาหลักฐานในทุกประโยคที่ได้ยิน
“เจ้ากินข้าวตรงเวลาหรือยัง” หานซิ่วถาม
“ดีขึ้น ข้าเคยตั้งใจทำงานเพียงครู่เดียวแล้วพบว่าฟ้ามืดแล้ว”
“ข้าก็เป็น แต่ของข้าไม่ใช่งานซ่อม ข้าชอบอ่านหนังสือจนลืมต้มข้าว”
เยว่ชิงชะงัก “ท่านชอบอ่านอะไร”
“เรื่องเดินทาง หนังสือบางเล่มอ่านแล้วเหม็นฝุ่นทั้งที่ข้าอยู่ในห้อง อยากเห็นเมืองที่มีแม่น้ำกว้าง ๆ สักครั้ง”
นางบอกชื่อเมืองหนึ่งซึ่งเยว่ชิงเคยผ่านในชีวิตก่อน ภาพสะพานและท่าน้ำผุดขึ้นในความทรงจำ แต่เยว่ชิงเก็บมันไว้ นางไม่มีเหตุให้บอกว่าตนรู้จักถนนที่ยังไม่เคยเดินในชีวิตนี้
“ถ้าได้ไป ท่านอยากเห็นอะไรก่อน”
“เรือ” หานซิ่วตอบทันที “ข้าอยากเห็นเรือที่ลอยผ่านหน้าไปจนต้องหมุนศีรษะตาม ที่นี่ข้าเห็นแต่รถบรรทุกกับใบส่งของ”
เยว่ชิงยิ้ม ก่อนรู้ตัวว่าเรื่องรถบรรทุกไม่จำเป็นต้องทำให้นางหยิบสมุดขึ้นมาทุกครั้ง
“แล้วเจ้าล่ะ”
คำถามเรียบง่ายนั้นกลับตอบยากกว่าคำถามเรื่องเงินสามพันหยวน
นางอยากหาความจริงให้พ่อ อยากไม่ถูกพรากร้าน อยากป้องกันความผิดพลาดที่จำได้ แต่หานซิ่วถามว่าหากออกเดินทาง นางอยากเห็นสิ่งใด ไม่ได้ถามว่านางต้องจัดการสิ่งใดให้เสร็จ
“ข้ายังไม่รู้” นางยอมรับ “แต่ข้าอยากมีวันหนึ่งที่ออกไปได้โดยไม่ต้องกลัวว่ากลับมาแล้วจะไม่มีที่ให้ไขกุญแจ”
หานซิ่วไม่ปลอบว่าทุกอย่างจะดี นางเลื่อนจานขนมมาระหว่างคนทั้งสอง
“ถ้าเช่นนั้นเริ่มจากออกไปกินบะหมี่ท้ายถนนก่อนก็ได้ ระยะทางสั้น กลับมายังเห็นป้ายเจ้าอยู่”
เยว่ชิงหัวเราะ คราวนี้ไม่ได้หัวเราะเพราะต้องตอบให้คนอื่นสบายใจ
นางบอกเรื่องถอนหมั้นเมื่อวานด้วยประโยคสั้น ๆ หานซิ่วฟังจนจบแล้วถามเพียงว่าเมื่อคืนหลับหรือไม่
“หลับ แต่ตื่นครั้งหนึ่ง”
“ก็น่าจะมีคืนต่อไปที่ตื่นน้อยลง”
ไม่มีคำถามว่าคนทั้งถนนจะพูดอย่างไร ไม่มีคำถามว่านางได้คิดถึงผู้ใหญ่ครบทุกคนแล้วหรือไม่ เยว่ชิงก้มมองชาในถ้วย ความร้อนบาง ๆ ลอยขึ้นแตะใบหน้า
นางเพิ่งรู้ว่าความห่วงใยสามารถเป็นคำถามที่ไม่บังคับให้พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนได้
“วันไหนท่านหยุดอีก มาร้านได้” นางพูด “ไม่ต้องมีเรื่องงานก็ได้”
“ข้าจะจำไว้ แต่วันไหนข้าอยากเล่าเรื่องของข้า เจ้าต้องไม่ถามก่อนว่าเอกสารอยู่ไหน”
“ข้าจะถามว่ารับชาไหม”
หานซิ่วแตะถ้วยกับถ้วยของนางเบา ๆ
หลังจากนั้นพวกนางคุยเรื่องขนมร้านที่เปลี่ยนไส้ เรื่องแขนเสื้อซึ่งหานซิ่วเย็บสั้นจนยกแขนไม่ถนัด และเรื่องคราบน้ำบนเพดานร้าน เยว่ชิงจึงได้รู้ว่าอีกฝ่ายกลัวหนอนในผักมากกว่าหัวหน้าที่ถามบัญชี และหานซิ่วได้รู้ว่าเยว่ชิงเคยลองทำขนมแป้งนึ่งจนแข็งพอจะรองขาโต๊ะ
เวลาผ่านไปโดยไม่มีใครลงชื่อรับรองบทสนทนา
ก่อนกลับ หานซิ่วห่อขนมที่เหลือให้นาง ส่วนกาน้ำชาถูกล้างและใส่ถุงกลับไปด้วย เจ้าของบอกว่าจะนำมาอีกเมื่อมีชาอร่อย จึงมิใช่ของฝากให้เยว่ชิงต้องหาที่เก็บหรือหาวิธีตอบแทน
เมื่อนางเดินพ้นประตูไป เยว่ชิงยืนมองป้ายชื่อของตนครู่หนึ่ง แล้วกลับเข้าร้านเพื่อจดผลตรวจนาฬิกาพกตามจริง
ความสบายใจไม่ได้ทำให้งานรอตรวจหายไป
แต่มันทำให้มือของนางไม่เกร็งจนเผลอทำของเล็ก ๆ หลุดจากคีม
เย็นใกล้ปิดร้าน หญิงชราผู้หนึ่งหยุดอ่านป้ายอยู่นาน ตะกร้าในแขนมีถุงข้าวเล็ก ๆ กับผักที่ห่อด้วยใบใหญ่
นางหยิบนาฬิกาเก่าห่อผ้าออกมา แต่ยังไม่วางลงบนโต๊ะ
“แม่หนู ถ้าไม่มีเงินพอในวันนี้ พรุ่งนี้ข้ามาถามก่อนได้หรือไม่”
เยว่ชิงมองรอยนิ้วบนห่อผ้าและตะกร้าที่หนักจนแขนหญิงชราสั่นเล็กน้อย
“มาถามได้เจ้าค่ะ ข้าจะดูก่อนว่ามันเป็นอะไร แล้วเราค่อยคุยว่าทำได้แค่ไหน”
หญิงชราพยักหน้า เก็บห่อกลับไปอย่างระมัดระวัง ไม่ได้ฝากของ ไม่ได้ตกลงราคา เพียงถามเวลาที่ร้านเปิดอีกครั้ง
เยว่ชิงตอบ แล้วถอยให้คนเดินผ่าน
พอถึงเวลาปิด นางแกะป้ายไม้เก็บเข้าไว้ด้านในประตูเพื่อกันฝน เชือกทั้งสองเส้นยังแน่นเหมือนเมื่อเช้า
ชื่อตรงกลางแผ่นไม้ไม่ได้ทำให้นางรู้คำตอบทุกเรื่อง
มันเพียงบอกว่าเมื่อประตูเปิดในวันพรุ่งนี้ คนที่นั่งรอฟังคำถามอยู่ข้างในคือใคร
นิยายและภาพประกอบสร้างขึ้นใหม่ ภาพประกอบสร้างด้วย AI
