Ajustes de leitura

ย้อนคืนปี 1978 ครานี้ข้าจะทวงชีวิตคืน · Capítulo 72

ตอนที่ 72 — บาดแผลที่คิ้วขวา

Tradução pendente. Exibindo o original tailandês.

เยว่ชิงส่งจดหมายถึงจิ้งโจวเช้าวันที่สิบกุมภาพันธ์

ก่อนออกจากบ้าน นางถามแม่ว่าอยากให้ฝากซื้ออะไร ชิวอิงแวะมาได้ตามช่วงเช้าที่แม่ขอให้ช่วย เยว่ชิงตกลงเวลาที่ตนจะกลับกับทั้งสองคน ไม่ได้ฝากคำว่าเดี๋ยวเดียวแล้วหายไปทั้งวัน การช่วยครั้งนี้ไม่ต้องใช้กุญแจตู้ร้าน และไม่ได้เปลี่ยนคนเก็บกุญแจ

ซองที่เขียนเมื่อคืนพ้นมือไปที่ไปรษณีย์ คำขอเรื่องทะเบียนผู้รับผิดชอบงานยังอยู่ในสมุดร่างอีกเล่ม นางไปถามช่องรับเรื่องเพื่อรู้ว่าต้องยื่นที่ใด ได้รายการสิ่งที่ต้องระบุเพิ่มกลับมา แต่ยังไม่มีคำตอบว่าชื่อหัวหน้าหม่าตรงกับคนในทะเบียนหรือไม่

วันต่อมาเต็มไปด้วยสิ่งเล็ก ๆ ที่ต้องทำจริง เปลี่ยนน้ำในกระติก อุ่นอาหาร ตรวจเวลาที่คนช่วยร้านตกลงไว้ และแยกงานที่ควรรอจนแม่พักได้พอ

เยว่ชิงไม่เอาคำว่ารอจดหมายมาใช้เป็นเหตุว่างงานทั้งหมด แต่ทุกครั้งที่มีเสียงคนเรียกหน้าลาน นางก็หันไปเร็วกว่าปกติ

วันที่สิบเจ็ดกุมภาพันธ์ ซองจากหลานโจวมาถึงช่วงเย็น

จดหมายลงวันที่สิบสี่ จิ้งโจวบอกว่าได้รับซองของนางวันที่สิบสาม อ่านหลังเลิกฝึก แล้วใช้เวลาคิดก่อนตอบ เขาไม่ได้แสร้งทำเป็นว่าคำถามเรื่องหัวหน้าหม่าเป็นเพียงข่าวคนรู้จักทั่วไป

ข้าเคยได้ยินชื่อนี้จากการทำงาน แต่ยังไม่อยากยืนยันตัวอักษรกับตำแหน่งในช่วงที่เจ้าเขียนมาโดยอาศัยความจำอย่างเดียว มีเรื่องของข้าเกี่ยวกับคนที่ถูกเรียกหัวหน้าหม่า ซึ่งข้ายินดีเล่าบางส่วน

เยว่ชิงวางชามที่ถืออยู่ลงข้างตะเกียง

เขาเขียนต่อว่า หากนางสะดวกในค่ำวันที่สิบแปด หลังเวลาฝึกของเขา จะไปใช้โทรศัพท์สาธารณะที่หลานโจวตามเส้นทางติดต่อซึ่งระบุไว้ ไม่ต้องส่งเรื่องผ่านที่พักของแม่ และไม่ต้องให้หานซิ่วละงานมาเป็นคนเฝ้าสาย

ถ้าจดหมายถึงช้าหรือเจ้าต้องดูแม่ ไม่ต้องรีบออกมา เราค่อยนัดกันใหม่

นางอ่านประโยคนั้นสองครั้ง

ก่อนหน้านี้ นางเคยมองความเงียบของคนอื่นเหมือนประตูที่ปิดเพื่อกันเธอไว้ข้างนอก พอรู้ว่าคนอีกฝั่งกำลังคิดว่าจะเปิดส่วนใดได้โดยไม่ทำให้ตนเองล้มลง ความเงียบช่วงสามวันในจดหมายกลับมีรูปร่างต่างออกไป

เยว่ชิงอ่านจดหมายที่จิ้งโจวขอเวลาและเลือกวิธีคุยเรื่องเก่า
เยว่ชิงอ่านจดหมายที่จิ้งโจวขอเวลาและเลือกวิธีคุยเรื่องเก่า

เยว่ชิงถามแม่และติดต่อหานซิ่วก่อนยืนยันนัด หานซิ่วจัดช่วงหลังงานของตนในค่ำวันถัดไปมาอยู่ช่วยได้ ทั้งสามตกลงเรื่องเวลาและค่าช่วยช่วงนี้ให้ชัดตามงานที่รับเพิ่ม เยว่ชิงแจ้งเวลาที่จะออกกับเวลาคาดว่าจะกลับ แล้วส่งข้อความสั้นทางโทรเลขไปยังจุดติดต่อที่จิ้งโจวระบุ ยืนยันว่าจะรอใช้บริการโทรศัพท์สาธารณะตามนัด

แม่มองนางเก็บใบรับค่าบริการลงในถุง

“ไม่ต้องพาเรื่องพ่อไปทุกคำในคืนนี้ก็ได้”

“ข้าจะถามเฉพาะที่เขายินดีเล่าเจ้าค่ะ เรื่องของแม่ข้าบอกเท่าที่แม่อนุญาตไว้แล้ว”

วันที่สิบแปดผ่านไปอย่างช้า ๆ แม่ยังต้องพัก แต่จิบน้ำและกินอาหารได้ตามที่ตนต้องการมากกว่าวันแรก เยว่ชิงไม่ได้ใช้การดีขึ้นเล็กน้อยนั้นรับรองว่าแม่หายแล้ว นางนั่งตกลงเรื่องคนช่วยในวันที่ตนต้องเดินทางกลับให้ครบก่อนออกไปตามนัด

วันลาสิ้นสุดวันที่ยี่สิบ นางยังต้องกลับไปรายงานตัววันที่ยี่สิบเอ็ด การได้ชื่อใหม่ไม่ยืดเวลานั้นออกเอง

เมื่อถึงที่ทำการไปรษณีย์ เยว่ชิงยื่นเส้นทางติดต่อและจ่ายค่าบริการตามที่เจ้าหน้าที่แจ้ง นางรอจนปลายทางรับและเรียกจิ้งโจวได้จริง ก่อนยกหูขึ้น

เสียงในสายมีลมแทรกอยู่เล็กน้อย

“เยว่ชิงหรือ”

“เจ้าค่ะ ข้าอยู่ชิงเหอ ท่านเลิกฝึกแล้วใช่หรือไม่”

“เลิกแล้ว ข้าได้รับข้อความยืนยันนัด จึงออกมาตามเวลาที่ขอไว้”

เขาถามถึงแม่ก่อน นางตอบเฉพาะอาการที่ตนเห็นและเรื่องการจัดคนช่วย ไม่ท่องคำแนะนำการตรวจทั้งหมดให้คนฟังในเมืองอื่นถือเป็นหน้าที่รักษาแม่ไปด้วย

จิ้งโจวเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วบอกว่าที่นั่งใกล้โทรศัพท์ของเขามีคนเดินผ่านเป็นพัก ๆ เขาจะไม่พูดชื่อคนอื่นดังเกินจำเป็น หากส่วนใดไม่เหมาะจะเล่าทางนี้ เขาจะหยุดไว้

“ได้เจ้าค่ะ”

เยว่ชิงวางดินสอลงข้างสมุด

“ท่านอยากให้ข้าจดตอนฟังหรือไม่”

“ช่วงแรกฟังก่อน ข้าจะบอกเมื่อถึงส่วนที่จดไว้ได้”

นางปิดสมุด

อีกฝั่งของสาย จิ้งโจวอยู่ห่างออกไปหนึ่งคืนรถไฟ เขามองกระจกหน้าต่างมืดของห้องบริการ เห็นคิ้วข้างขวาของตนสะท้อนจาง ๆ รอยขาดในเส้นคิ้วอยู่ที่เดิม แม้คำที่ต้องเล่าวันนี้เพิ่งจะเรียงเป็นประโยคได้

“เรื่องที่ข้าเคยบอกเจ้าตอนซ่อมจักรยาน ขอบโลหะกระแทกคิ้วระหว่างทำงาน นั่นเป็นเรื่องจริง”

“ข้าจำได้”

“สิ่งที่ยังไม่ได้บอกคือ หลังทำแผล ข้าถูกเรียกว่าเป็นคนละเลยความปลอดภัย”

เยว่ชิงจับหูโทรศัพท์แน่นขึ้น แต่ไม่พูดแทรก

จิ้งโจวเล่าเรื่องรอยแผลเก่าผ่านโทรศัพท์สาธารณะที่หลานโจว
จิ้งโจวเล่าเรื่องรอยแผลเก่าผ่านโทรศัพท์สาธารณะที่หลานโจว

“อยู่ช่วงปลายพฤศจิกายนปี 1977 ก่อนพ่อเจ้าบาดเจ็บ ข้าจำช่วงนั้นได้ แต่ถ้าจะใช้วันให้ตรงต้องไปเทียบรายการทำแผลหรือบันทึกงาน ข้าไม่ควรเลือกวันจากความคิดตอนนี้”

เขาหยุด แล้วเริ่มจากสิ่งที่มือของตนทำ

วันนั้นเขากำลังจัดฝาครอบกับตัวยึดของชุดงานที่หยุดไว้ ฝาครอบเลื่อนผิดแนวเมื่อรับน้ำหนัก เขาบอกคนคุมงานว่าจุดยึดไม่แน่น ต้องตรวจอีกครั้ง ได้คำตอบให้ทำส่วนที่ได้รับมอบหมายไปก่อน เพราะยังไม่ได้เดินเครื่อง

“ข้าไม่ได้เปิดเครื่องทั้งที่รู้ว่าฝาครอบหลวม แต่ข้าก็ทำผิดส่วนของข้า”

จิ้งโจวพูดช้าลง

“ข้าใช้มือประคองฝาแล้วขยับตัวยึดต่อ คิดว่าจับไว้ได้ ข้าไม่ได้ขอให้คนช่วยรับน้ำหนักหรือหยุดงานส่วนนั้นให้ชัด ขอบฝาเคลื่อนกระแทกคิ้ว ข้าเลือดออก คนข้าง ๆ จึงพาไปทำแผล”

การยอมรับนั้นไม่มีถ้อยคำว่าเพราะคนอื่นสั่งจึงไม่เกี่ยวกับเขาเลย เยว่ชิงนึกถึงแรงต้านที่ตนเคยรู้สึกจากขารองยึด และความคิดว่าทำต่ออีกนิดคงแก้ได้

นางไม่ใช่คนที่มีมือสะอาดจากความผิดพลาดจนจะตัดสินเขาจากคำแรกได้

“หลังจากนั้นเขาให้ข้าอธิบายต่อคนในงาน ข้าบอกว่าจุดยึดหลวมก่อนที่ข้าจะประคองฝา เขาพูดเฉพาะตอนที่ข้าจับฝาไว้เอง เหมือนสิ่งก่อนหน้านั้นไม่เกี่ยวแล้ว”

“เขาในที่นี้คือใครเจ้าคะ”

เสียงสายเงียบไปนานจนเยว่ชิงเกือบถามว่าได้ยินหรือไม่ แต่เขาตอบก่อน

“คนที่ถูกเรียกหัวหน้าหม่า คนคุมงานในครั้งนั้น ข้าจำชื่อที่คนใช้เรียกว่าหม่าจื้อเฉิงได้ เรื่องตำแหน่งเต็มในเอกสารยังต้องดูอีกที”

นางไม่ได้ยกดินสอขึ้น ทั้งที่ชื่อเดียวกับแม่อยู่ตรงหน้าในความคิด

“ท่านพบเขาเองในงานครั้งนั้น”

“พบ และได้ยินคำจากเขาเอง ข้าไม่ได้ฟังจากคนอื่นเล่าต่อ ส่วนเขากำลังคิดอะไร ข้าไม่รู้”

จิ้งโจวเล่าว่าหลังคุยในงาน อีกฝ่ายบอกไม่ให้นำเรื่องไปพูดกับคนข้างนอกก่อนที่ทางงานจะสรุป หากทุกคนพูดคนละอย่าง งานจะเสียและชื่อของเขาก็จะติดว่าเป็นคนสร้างปัญหา

“เขาบอกด้วยว่า ถ้ายังอยากได้งานต่อ ก็อย่าทำให้เรื่องนี้ออกไปก่อน ข้าจำคำช่วงนี้ได้ชัดกว่าวันที่”

เยว่ชิงมองนิ้วของตนที่วางอยู่บนสมุดปิด

“มีคนอื่นได้ยินตอนนั้นหรือไม่”

“ตอนที่บอกว่าข้าละเลย มีคนอยู่ด้วย ส่วนคำที่ให้เงียบ เขาพูดเมื่อเหลือข้ากับเขา ข้ายังไม่อยากส่งชื่อคนในงานผ่านสายวันนี้ ก่อนถามเขาว่ายินดีให้ใช้ชื่อหรือไม่”

นางรับคำ ไม่ไล่ถามว่าตอนนี้คนเหล่านั้นอยู่บ้านใด

“ท่านเห็นรายงานที่เขียนว่าท่านละเลยแล้วหรือยัง”

“ไม่เห็นฉบับเต็ม ข้ารู้ว่ามีคำนี้ในสิ่งที่เขาพูดต่อหน้าคน และมีสิ่งที่ให้ข้าเขียนอธิบาย แต่ไม่ควรบอกเจ้าว่ารายงานทุกแผ่นเขียนเช่นเดียวกัน”

เขาเคยเขียนอธิบายตามที่ถูกถาม เก็บไว้ได้เพียงข้อความส่วนของตน ไม่ได้มีสิทธิ์ถือชุดสรุปทั้งหมดกลับบ้าน เมื่อเวลาผ่านไป รอยแผลปิด แต่คำว่าเป็นคนสร้างปัญหายังทำให้เขาชั่งใจทุกครั้งที่คิดจะถามหากระดาษอีก

“ข้าเคยตอบคำถามจนกลับถึงห้องแล้วจำไม่ได้ว่าพูดอะไรไปบ้าง อย่างที่ข้าบอกเจ้าที่ริมคลอง ข้ากลัวจะเล่าเรื่องนี้แล้วกลายเป็นคำของคนอื่นอีกครั้ง”

เยว่ชิงหลับตาสั้น ๆ

ความเงียบของเขาในวันนั้นไม่ใช่การขโมยเวลาไปจากเธอ มันเป็นที่ซึ่งเขาพยายามเก็บคำของตนให้เหลืออยู่

“ข้าขอบใจที่บอก ข้าไม่คิดว่ารอยแผลทำให้ท่านต้องเล่าทุกส่วนในคืนนี้”

เขาปล่อยลมหายใจ เสียงดังแผ่วผ่านสาย

“แต่ข้าไม่อยากให้เจ้าคิดว่าพ่อเจ้าบาดเจ็บในเหตุเดียวกันเพราะคนคุมงานมีชื่อเดียวกัน เรื่องของข้าเกิดก่อน ข้าไม่ได้อยู่ข้างพ่อเจ้าในคืนวันที่สิบหกมกราคม ไม่เห็นว่าใครทำอะไรกับเขา”

“เจ้าค่ะ ข้าจะไม่เติมท่านเข้าไปในคืนนั้น”

ชื่อร่วมกันทำให้ต้องตรวจต่อ แต่ไม่ได้ทำให้สถานที่ เวลา และคนที่อยู่ในแต่ละเหตุการณ์กลายเป็นอย่างเดียวกัน

จิ้งโจวบอกส่วนที่ยอมให้นางจดได้ในคืนนี้ วันที่คุยเป็นวันที่สิบแปดกุมภาพันธ์ปีนี้ เหตุบาดเจ็บของเขาอยู่ปลายพฤศจิกายนปี 1977 ตามความจำ ขอบฝาโลหะกระแทกคิ้วขวาขณะจัดงานที่หยุดไว้ และเขาได้ยินคำกล่าวหากับคำให้เงียบจากใคร

นางเปิดสมุดหลังเขาอนุญาต เขียนช้า ๆ แล้วอ่านทวนผ่านสาย ไม่เอาคำว่าเคยถูกกล่าวหาเปลี่ยนเป็นคำว่าได้อ่านรายงานซึ่งพิสูจน์การโยนผิดแล้ว

เยว่ชิงฟังคำเล่าจากอีกเมืองก่อนเปิดสมุดตามขอบเขตที่จิ้งโจวเลือก
เยว่ชิงฟังคำเล่าจากอีกเมืองก่อนเปิดสมุดตามขอบเขตที่จิ้งโจวเลือก

“เรื่องที่ท่านทำต่อทั้งที่ควรขอคนช่วย ข้าจดตามที่ท่านบอก ส่วนปัญหาจุดยึดที่ท่านแจ้งก่อน ข้าก็จดไว้ ไม่ลบอย่างใดอย่างหนึ่ง”

“ใช่”

“ข้อความอธิบายที่ท่านเก็บไว้ ข้ายังไม่ได้เห็น และยังไม่เอ่ยว่าเป็นสำเนารับรอง”

“ใช่ ข้าจะตรวจของที่ข้าเก็บก่อนว่ามีส่วนใดอยู่จริง แล้วค่อยคุยว่าจะใช้ได้อย่างไร”

เสียงเจ้าหน้าที่บอกเวลาใช้สายที่เหลือดังจากด้านหลัง เยว่ชิงมองช่วงที่ยังว่างบนหน้ากระดาษ ชื่อคนพาไปทำแผล วันแน่ชัด ใบงาน และสิ่งที่หัวหน้าคนนี้เคยอนุมัติ ล้วนเป็นคำถามที่ยังต้องรอ

เธอไม่รีบพูดรวบทุกคำเพื่อให้ทันก่อนสายตัด

“คืนนี้พอแล้วเจ้าค่ะ ท่านต้องกลับที่พักตามเวลา”

จิ้งโจวเงียบไปอีกครั้ง แล้วถามว่าเธอเสียใจหรือไม่ที่เขารู้จักคนคุมงานชื่อเดียวกับคนซึ่งแม่เพิ่งเล่า แต่ไม่เคยพูดมาก่อน

เยว่ชิงมองหน้าในกระจกฝั่งตน ภาพสะท้อนมีดวงตาที่เหนื่อยจากการดูแลแม่กับเดินทาง แต่มันยังเป็นหน้าของคนที่ได้เลือกมาฟัง

“ข้าอยากรู้เรื่องที่เกี่ยวกับพ่อให้เร็วที่สุด และข้าคงต้องถามท่านต่อ แต่การที่ข้าอยากรู้ไม่ทำให้ข้ามีสิทธิ์บอกว่าท่านควรเล่าในวันที่ยังพูดไม่ได้ ข้าจะไม่เอาความช้าที่ข้าเจ็บมาทำเป็นคำว่าท่านหลอกข้าทุกเรื่อง”

“ข้าไม่ได้อยากให้เจ้าเว้นคำถามที่จำเป็นเพราะรักข้า”

“ข้าก็ไม่ได้อยากให้ท่านต้องเจ็บซ้ำเพื่อพิสูจน์ว่ารักข้า”

คำตอบทั้งสองไม่ได้ทำให้ทางต่อไปง่ายขึ้น แต่มันทำให้ไม่มีใครต้องยอมเสียทุกขอบเขตเพียงเพื่อให้สายคืนนี้จบด้วยคำปลอบ

ก่อนวางหู เขาถามอีกครั้งว่านางได้กินข้าวหรือยัง เยว่ชิงตอบว่ากินแล้ว และจะกลับไปดูแม่ตามเวลาที่แจ้งไว้ นางถามเช่นเดียวกัน เขาหัวเราะเบา ๆ บอกว่าซื้ออาหารไว้แล้ว ไม่ต้องให้เธอเริ่มจัดมื้อเย็นของเขาจากชิงเหอ

หูโทรศัพท์ถูกวางลงในที่สุด

เยว่ชิงจ่ายส่วนค่าบริการที่เหลือ รับใบรับ แล้วเก็บสมุดไว้ในถุง กล่องเครื่องมือของนางยังอยู่ข้างเก้าอี้ ไม่มีชิ้นส่วนของพ่อหรือเอกสารโรงงานของจิ้งโจวเดินทางผ่านสายมาอยู่ในมัน

เมื่อกลับถึงบ้าน หานซิ่วแจ้งสิ่งที่ทำไว้แล้วกับสิ่งที่ยังต้องทำ นางรับช่วง จ่ายค่าช่วยตามที่ตกลง และกล่าวขอบคุณ ไม่เล่าเรื่องส่วนตัวของจิ้งโจวให้เพื่อนฟังเพื่ออธิบายว่าตนไปไหนนาน

แม่ยังตื่นอยู่ เยว่ชิงบอกเพียงว่าคุยกันแล้ว มีคำถามที่ต้องตรวจเพิ่ม จิ้งโจวอนุญาตให้ใช้แค่บางส่วน หากจะเล่าคำบาดเจ็บทั้งหมดให้แม่ฟัง นางต้องคุยกับเจ้าของคำก่อนอีกครั้ง

“เก็บไว้ตามที่เขาขอ” แม่บอก “คืนนี้เจ้ามานั่งก่อน”

นางนั่งลง ทำให้ระยะจากประตูถึงเตียงสั้นลงในความรู้สึกของคนรอ

หลังแม่พัก เยว่ชิงอ่านหน้ากระดาษของตนอีกครั้ง รอยแผลอยู่บนคิ้วของคนในอีกเมือง คำเล่าอยู่ในสมุดที่ได้รับอนุญาตให้จด ส่วนรายงานเต็มกับวันที่แน่ชัดยังไม่ได้มาอยู่ในมือ

นางเขียนไว้ด้านล่างว่า คุยขอบเขตการตรวจและการใช้ข้อมูลต่อ ก่อนส่งคำของเขาให้ใคร

แล้วปิดสมุด

คนคนหนึ่งเปิดเรื่องเก่าให้ฟังแล้ว งานต่อจากนี้ไม่ควรเริ่มด้วยการทำให้เขาสูญเสียสิทธิ์ในเรื่องของตนอีกครั้ง

กลับสารบัญนิยาย

นิยายและภาพประกอบสร้างขึ้นใหม่ ภาพประกอบสร้างด้วย AI