ย้อนคืนปี 1978 ครานี้ข้าจะทวงชีวิตคืน · 29화
ตอนที่ 29 — ล้อจักรยานกลางความเงียบ
번역이 아직 준비되지 않아 태국어 원문을 표시합니다
เช้าวันที่ห้าพฤษภาคม เสียงครูดเบา ๆ หยุดอยู่หน้าร้านหลินก่อนเสียงกระดิ่งประตู
เยว่ชิงเงยหน้าจากถาดสกรู เฉินจิ้งโจวไม่ได้หิ้วกล่องนาฬิกามาส่ง เขากำลังเข็นจักรยานสีดำเข้าหาขอบฟุตบาท ทุกครั้งที่ล้อหน้าหมุนครบหนึ่งรอบ เสียงนั้นจะกลับมาเหมือนคนกระแอมที่พยายามไม่รบกวนผู้อื่น
“ล้อพูดมากกว่าคนเข็นอีก” เธอเอ่ย
เขาก้มมองมัน แล้วเงยหน้าพร้อมรอยยิ้มบาง “เมื่อคืนยังไม่พูด เช้านี้เพิ่งเริ่ม”
เธอออกมายืนใต้ชายคา จิ้งโจวยกขาตั้ง จับแฮนด์ให้นิ่ง และลองหมุนล้อด้วยมือ สายตาของเขาหยุดที่ยางเบรกด้านหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้ขอบล้อเกินไป
“ขอยืมประแจเล็กหน่อยได้ไหม ผมมีแต่ตัวใหญ่ในกระเป๋า”
“คุณจะซ่อมเองหรือให้ฉันซ่อม”
“เองครับ ถ้าคุณไม่คิดค่าเช่าหน้าร้านแพงเกินไป”
“หน้าร้านไม่คิด แต่ประแจต้องคืนครบ”
เธอเลือกตัวที่เขาขอจากกล่องเครื่องมือ เอาถาดตื้นมารองชิ้นเล็กที่จะถอด แล้ววางผ้าขี้ริ้วไว้ข้างจักรยาน ไม่เอาไขควงซ่อมนาฬิกาที่ปลายบางมากไปให้ขันของหนัก ถึงเขาจะเป็นช่างเหมือนกัน เครื่องมือแต่ละอย่างก็มีงานของมัน
จิ้งโจวนั่งยอง ๆ คลายนอตพอให้ขยับตำแหน่งได้ เขาไม่ดัดล้อด้วยแรงเพื่อให้เสียงหายชั่วคราว แต่ดูจุดที่เสียดสีก่อนค่อยจัดยางเบรกใหม่
“ต้องเปลี่ยนล้อไหม” เธอถาม
“ยังไม่เห็นเหตุให้เปลี่ยน ลองส่วนนี้ก่อน ถ้ายังครูดค่อยดูต่อ”
เยว่ชิงมองมือที่เปื้อนฝุ่นของเขา ในร้านของเธอ คำว่าเปลี่ยนเป็นคำที่คนพูดง่ายกว่าคำว่าตรวจ บางครั้งมันหมายถึงเงินที่ลูกค้าต้องจ่าย บางครั้งหมายถึงชิ้นเดิมซึ่งจะไม่เหลือให้ตรวจอีก
แต่เช้านี้มันหมายถึงล้อจักรยานเพียงล้อเดียว เธอปล่อยให้มันเป็นแค่นั้น

เมื่อเขาหันศีรษะรับประแจ แสงเช้าตกบนคิ้วขวา รอยแผลเล็กที่เธอเคยเห็นหลายครั้งชัดขึ้นกว่าตอนอยู่ในร้าน
เยว่ชิงยื่นเครื่องมือให้แล้วชักมือกลับ ไม่ถามทันที จิ้งโจวขันนอต ลองหมุนล้ออีกครั้ง เสียงครูดเบาลงแต่ยังมีอยู่ เขาเลื่อนตำแหน่งอีกนิดจนล้อหมุนเงียบ
“รอยนั้นทำให้คุณมองไม่เห็นไปพักหนึ่งหรือเปล่า”
คำถามออกจากปากเมื่อเขาเงยหน้า เธอรีบเสริม “ฉันหมายถึงแผลที่คิ้ว ถ้าไม่อยากพูดก็ไม่ต้องตอบ”
นิ้วของเขาหยุดบนประแจเพียงครู่เดียว
“ตอนบวมมองไม่ถนัดอยู่หลายวัน ตาไม่ได้เสียครับ”
เธอพยักหน้า รอให้เขาตรวจเบรกต่อโดยไม่ถามว่าเกิดที่ไหน
จิ้งโจวกำคันเบรก หมุนล้อ ปล่อย แล้วทำซ้ำอีกครั้ง ก่อนเก็บประแจลงถาด เขาเช็ดมันด้วยผ้าและคืนให้ถึงมือเธอ
“ขอบโลหะกระแทกตอนทำงาน” เขาพูดหลังจากนั้น “ตอนแรกเลือดออกมากกว่าที่คิด คนที่พาไปทำแผลบอกว่าอยู่ใกล้ตาเกินไป”
เขาไม่ได้บอกวัน ไม่บอกชื่อเครื่อง และไม่ได้บอกชื่อคนที่อยู่ด้วย เยว่ชิงเก็บคำตอบเท่าที่ได้ยิน ไม่ยกไปวางข้างวันที่เกี่ยวกับพ่อ
“ตอนนี้เจ็บเวลาอากาศเย็นไหม”
“ไม่เจ็บแล้ว บางทีตึงนิดหน่อย”
“อย่างนั้นก็ดี”
เขามองเธอคล้ายกำลังรอคำถามถัดไป แต่เธอก้มเก็บผ้าแล้วถามว่าเขาต้องไปทำงานกี่โมงแทน
“ก่อนบ่ายยังมีเวลา ผมแวะมาดูว่ากล่องที่ผูกเชือกใหม่ยังใช้ได้ดีไหม”
“ใช้ได้ เชือกไม่ได้คลาย คุณอยากดูจริง ๆ หรือแค่หาข้ออ้างเอาจักรยานมาจอด”
“ทั้งสองอย่างได้ไหม”
คราวนี้เธอหัวเราะ เป็นเสียงสั้นที่ไม่ได้ใช้กลบความกลัว จิ้งโจวหัวเราะตามแล้วลุกขึ้น ปัดฝุ่นตรงเข่ากางเกง
เยว่ชิงกลับเข้าร้าน จดรายการเครื่องมือที่เพิ่งใช้ให้ครบตามนิสัยใหม่ของตน ข้างสมุดงานมีใบรับคำขอจากเมื่อวาน เธอเก็บมันลงแฟ้ม ไม่เปิดบันทึกการพูดคุยกับหลิวเจิ้นให้ผู้มาเยือนเห็น
สิ่งที่คนหนึ่งยอมเล่าให้เธอฟัง ไม่ได้กลายเป็นของที่เธอจะแจกต่อเพราะอยากให้คนอื่นเข้าใจตนง่ายขึ้น
จิ้งโจวรออยู่หน้าประตู ระหว่างนั้นลูกค้าคนหนึ่งแวะถามเรื่องเปลี่ยนสายหนัง เธอวัดขนาด อธิบายของที่มี และให้เขาเลือกโดยไม่เร่ง เมื่อลูกค้ากลับไป เธอถึงเพิ่งเห็นว่าแสงแดดเลื่อนผ่านธรณีประตูแล้ว
“ฉันต้องไปซื้อด้ายกับผ้าเช็ดเครื่องที่แผงใกล้คลอง” เธอบอก “จะปิดสักครึ่งชั่วโมง คุณยังต้องลองเบรกไหม”
“ต้องลองตอนเข็นกับตอนขึ้นขี่ด้วย ผมไปทางนั้นได้”
เธอเขียนเวลาเปิดกลับบนกระดาษหน้าร้าน ใส่กระดาษไว้ด้านในกระจก ล็อกประตูและตรวจแม่กุญแจเอง กล่องไม้เล็กใส่ประแจที่ต้องเปรียบเทียบขนาดกับร้านขายของอยู่ในมือ เธอไม่ได้เอาซองเอกสารของแม่หรือสมุดส่วนตัวติดไป
ระหว่างทาง จิ้งโจวเข็นจักรยานอยู่ข้างเธอ ล้อกลิ้งผ่านรอยต่อหินอย่างเงียบสนิท มีเสียงโซ่ขยับเบา ๆ เมื่อเขาเผลอหมุนบันได แต่ไม่มีเสียงครูดเหมือนตอนเช้า
หลังซื้อของ เยว่ชิงหยุดตรงม้านั่งหินริมคลองเพื่อจัดด้ายไม่ให้กลิ้งในถุง จิ้งโจวพิงจักรยานกับกำแพง ตรวจว่ามันมั่นคงแล้วจึงนั่งลง เว้นที่ไว้พอให้กล่องเครื่องมืออยู่ระหว่างปลายม้านั่งกับเธอ
คนขายขนมข้ามสะพานไป เสียงเรียกลูกค้าค่อย ๆ ห่างออก ใต้เงาต้นหลิว น้ำในคลองรับแสงเป็นเส้นยาวที่แตกทุกครั้งเมื่อเรือเล็กผ่าน
“เมื่อกี้คุณไม่ได้ถามต่อ” จิ้งโจวเอ่ย
“เรื่องแผลหรือ”
เขาพยักหน้า
เยว่ชิงพับกระดาษห่อด้ายให้เรียบร้อย “ฉันถามเพราะเห็นว่ามันอยู่ใกล้ตา แล้วคุณตอบแล้ว”
“แต่ยังไม่หมด”
“ถ้าฉันถามจนหมด คุณอาจต้องอยู่ที่นี่ทั้งวัน”
เขายิ้ม แต่รอยยิ้มหายไปช้า ๆ เมื่อหันมองผิวน้ำ
“มีส่วนที่ผมยังเล่าไม่ไหว”
เธอไม่รีบตอบ เขายกมือแตะเหนือคิ้วโดยไม่ได้ถูรอยแผล แล้ววางมือลงบนเข่า
“เวลาเล่า คนมักถามว่าทำไมผมถึงอยู่ตรงนั้น ทำไมไม่ทำอย่างอื่นก่อน ผมเคยตอบจนกลับบ้านแล้วจำไม่ได้ว่าตัวเองพูดอะไรไปบ้าง”
เยว่ชิงมองใบหน้าด้านข้างของเขา เส้นคิ้วที่ขาดไปเล็กน้อยไม่อาจบอกทุกสิ่งที่เขาพยายามพูด และความเงียบก็ไม่ใช่คำตอบที่เธอจะเลือกเติมเอง
“คุณอยากให้ฉันฟัง หรืออยากให้ฉันช่วยคิดว่าจะเริ่มตรงไหน”
จิ้งโจวหันมามอง “วันนี้ฟังอย่างเดียวได้ไหม”
“ได้”

เขานั่งนิ่งอยู่พักหนึ่งก่อนพูด
“แผลหายเร็วกว่าที่ผมคิด แต่มีบางคำที่ได้ยินวันนั้น พอนึกถึงก็เหมือนได้ยินใหม่ ผมไม่อยากเล่าให้คุณฟังทั้งที่ยังแยกไม่ได้ว่าอะไรเกิดขึ้นจริง อะไรเป็นสิ่งที่ผมเอามาคิดต่อภายหลัง”
เยว่ชิงค่อย ๆ วางถุงของลงข้างกล่อง
“อย่างนั้นยังไม่ต้องเล่าส่วนนั้น”
“ผมไม่ได้อยากให้คุณเดาเอาเอง”
“ฉันจะไม่เอารอยแผลไปใช้แทนคำตอบ”
ลมพัดปลายเปียให้แตะแก้ม เธอปัดมันกลับหลังไหล่แล้วมองเขาตรง ๆ
“เรื่องที่ฉันต้องตรวจ ฉันจะตรวจจากสิ่งที่มีที่มา ถ้ามีเรื่องที่ต้องถามคุณ ฉันจะบอกว่าถามเรื่องอะไร แต่วันนี้ฉันถามว่าตาคุณยังเจ็บไหม ไม่ได้ถามให้คุณมานั่งพิสูจน์ตัวเอง”
เขาหลุบตา มือที่กำเข่าอยู่ค่อย ๆ คลายออก
ในชีวิตก่อน เยว่ชิงเคยปล่อยให้คำพูดของคนอื่นเดินมาถึงคำตัดสินก่อนที่คนถูกพูดถึงจะมีโอกาสอ้าปาก เธอไม่อาจคืนปีที่ผ่านไปให้ใครได้ แม้วันนี้จะนั่งในปีที่ยังมาไม่ถึงสำหรับคนเหล่านั้นก็ตาม
แต่เธอเลือกได้ว่าจะไม่ทำซ้ำในเช้านี้
“ขอเวลาผมหน่อย” เขาบอก
“คุณไม่ต้องกำหนดวันส่งเรื่องนี้เหมือนนาฬิกาที่ฝากซ่อม”
คำพูดนั้นทำให้เขาหัวเราะเบา ๆ อีกครั้ง แล้วเงียบไปโดยไม่ดูเหมือนกำลังกลั้นคำตอบเอาไว้ให้พ้นการสอบถาม
เยว่ชิงไม่ได้รับคำมั่นว่าจะได้รู้ทุกอย่างในครั้งหน้า เขาเองก็ไม่ได้ขอให้เธอเชื่อทุกอย่างเพราะยอมเผยความเจ็บปวดบางส่วน ทั้งสองนั่งอยู่ข้างน้ำอีกครู่หนึ่ง จนเสียงรองเท้าของคนบนสะพานและเสียงล้อรถเข็นกลับเข้ามาในความเงียบ
“แม่คุณเป็นอย่างไรบ้าง” จิ้งโจวถามเมื่อเธอหยิบถุงเตรียมกลับ
“ได้กินข้าวด้วยกัน นอนค้างหนึ่งคืน แม่ยังเป็นห่วงว่าฉันจะลืมกินตอนทำงาน”
“แล้วลืมหรือเปล่า”
เธอมองเขา “วันนี้ยังไม่ถึงเวลา”
“ผมถามถึงวันอื่น”
“บางวัน”
“อย่างนั้นแม่คุณไม่ได้ห่วงเกินเหตุ”
เยว่ชิงส่ายหน้าด้วยรอยยิ้ม การพูดถึงแม่ทำให้เธอนึกถึงชามน้ำอุ่นและผ้าคลุมที่คืนให้แล้ว เธอเล่าเพียงมื้อข้าว ไม่เล่าเอกสารซึ่งยังอยู่ระหว่างคำขอตรวจ และไม่ใช้ความเงียบของเขาแลกกับความลับของตนราวกับต้องให้เท่ากัน
ขากลับ จิ้งโจวขึ้นจักรยานลองเบรกในช่วงถนนว่าง เขาขี่ช้า ๆ หยุดก่อนถึงเธอหลายก้าว แล้วลงเข็นต่อ
“ผ่านไหม” เธอถาม
“ผ่านสำหรับขี่กลับ ไม่ใช่ใบรับรองใช้ไปได้ตลอดชีวิต”
“ถ้ามันเริ่มพูดอีกก็หยุดฟังมัน”
“ครับ ช่างหลิน”
เธอเปิดร้านทันเวลาที่เขียนไว้ จิ้งโจวช่วยยกกล่องเล็กขึ้นจากธรณีประตูตามที่เธอขอ แล้วคืนให้บนโต๊ะ เขาไม่ได้เดินตามไปถึงแฟ้มเอกสาร ไม่ถามว่าเมื่อวานเธอพบใคร และไม่ได้ถือว่าการนั่งคุยริมคลองทำให้ตนมีสิทธิ์เพิ่มขึ้นในร้าน
ก่อนออกไปทำงาน เขาหันกลับมา
“คราวหน้าผมอาจเล่าได้มากกว่านี้”
เยว่ชิงตอบเพียง “คราวหน้าค่อยดูว่าคุณอยากเล่าอะไร”
ล้อจักรยานเคลื่อนผ่านหน้าต่าง เสียงกระดิ่งสั้นครั้งหนึ่งลอยกลับมา เธอมองจนเขาเลี้ยวพ้นมุมถนนแล้วจึงกลับไปหาถาดงาน
ช่วงบ่าย เธอเปิดลิ้นชักอะไหล่เพื่อตรวจของที่จะใช้ในวันต่อไป กล่องสกรูยังมีพอ น้ำมันเหลือครึ่งขวด แต่ชิ้นส่วนขนาดที่ต้องสั่งจากแผงขายเฉพาะเหลือเพียงไม่กี่ชิ้น
เยว่ชิงเขียนรายการซื้อโดยแยกของจำเป็นออกจากของที่รอได้ คิดถึงรายได้ที่จ่ายค่าแรงทำซองไปแล้ว และจำนวนเงินที่ต้องเก็บเผื่อของซ่อม เธอไม่อาจให้ความสงบครึ่งชั่วโมงทำให้ลืมว่าร้านต้องเปิดได้ในเช้าถัดไป
บนหน้าต่าง แสงเย็นวางเงาล้อรถของคนผ่านทางลงบนพื้น มันเคลื่อนไปแล้วหาย ไม่มีเสียงครูดตามมา
เธอวางรายการซื้อไว้เหนือสมุดงาน ปิดกล่องเครื่องมือ และเดินไปต้มน้ำก่อนที่ท้องว่างจะเตือนเป็นครั้งที่สอง
พรุ่งนี้มีทั้งเรื่องที่ต้องรอคำตอบ และเรื่องที่เธอจะลงมือทำได้โดยไม่ต้องรอใคร
นิยายและภาพประกอบสร้างขึ้นใหม่ ภาพประกอบสร้างด้วย AI
