ย้อนคืนปี 1978 ครานี้ข้าจะทวงชีวิตคืน · 28화
ตอนที่ 28 — ช่างที่ถูกไล่ออก
번역이 아직 준비되지 않아 태국어 원문을 표시합니다
เช้าวันที่สี่พฤษภาคม เยว่ชิงนำซองที่ยืมจากแม่ไปโรงพยาบาลก่อนเปิดร้าน
นางไม่ได้ยื่นกระดาษแล้วถามว่าใครทำร้ายพ่อ เพียงขอให้เจ้าหน้าที่ตรวจเลขใบรับเงินฝากค่ารักษาซึ่งลงวันที่สิบหกมกราคม ว่าโยงกับรายการรับคนไข้และการรักษาในช่วงใด
เจ้าหน้าที่รับคำขอไว้และจดช่องทางติดต่อ บอกว่าต้องค้นรายการเดิมก่อน ยังไม่อนุญาตให้นางเข้าไปเปิดบันทึกการรักษาเอง เยว่ชิงขอใบรับคำขอแล้วเก็บต้นฉบับคืนซอง ไม่ฝากของที่แม่ให้ยืมไว้โดยไม่มีรายการรับ
ที่ฝ่ายตรวจโรงงาน นางยื่นคำขออีกชุดเกี่ยวกับข้อมูลที่ใช้ทำใบแจ้งเหตุฉบับสรุป หัวหน้าตู้รับไว้โดยยังไม่ตอบว่าคำว่าเช้าวันที่สิบเจ็ดมาจากที่ใด
ระหว่างคุย นางถามถึงผู้ตรวจเครื่องในห้องซ่อมช่วงก่อนเกิดเหตุ
เจ้าหน้าที่ตรวจรายการที่เกี่ยวข้องให้ดู ชื่อหลิวเจิ้นอยู่กับงานตรวจเครื่องส่งกำลังวันที่สิบห้ามกราคม นางได้รับอนุญาตให้คัดชื่อ วัน และชื่อของงานส่วนนั้น แต่ไม่ได้ใบผลตรวจทั้งหมด
“เขายังทำงานที่นี่หรือไม่”
“ตอนนี้ไม่ได้อยู่ในรายชื่อช่างของเรา” เจ้าหน้าที่ตอบ
คำตอบไม่ได้บอกว่าเขาออกด้วยเหตุใด เยว่ชิงจึงไม่เขียนเพิ่มว่าคนผู้นี้ต้องรู้เรื่องที่โรงงานพยายามซ่อน
นางนึกถึงชื่อช่างหลิวซึ่งคนจากห้องเย็บผ้าเคยกล่าวถึงตอนคุยเรื่องจักรที่ใช้มานาน ช่างคนนั้นรับงานอยู่ใกล้คลองตลาด แต่คนชื่อหลิวอาจมีมากกว่าหนึ่งคน นางต้องไปถามก่อนว่าคือคนเดียวกันหรือไม่
กลับร้าน เยว่ชิงเก็บซองต้นฉบับบนชั้นในที่เดิม ตรวจงานรอนัดแล้วแจ้งช่วงออกไปอีกครั้ง นางนำไปเพียงสมุดส่วนตัวกับชื่อที่คัดไว้ ไม่มีใบค่ารักษาหรือจดหมายพ่ออยู่ในถุงที่จะเปิดต่อหน้าคนแปลกหน้า
ร้านซ่อมใกล้คลองไม่ได้มีป้ายใหญ่
ชายวัยกลางคนนั่งอยู่ใต้เพิง ข้างเท้ามีจักรยานเก่า บนโต๊ะเป็นกลไกจักรเย็บผ้าที่แยกจากฐาน ผ้าเปื้อนน้ำมันวางอยู่ข้างคีม เขาใช้มือหนึ่งประคองชิ้นงาน อีกมือค่อย ๆ หมุนตรวจจุดที่เยว่ชิงมองไม่ชัดจากประตู
นางหยุดรอจนเขาวางเครื่องมือ
“ข้ามาหาช่างหลิวเจิ้น ที่เคยทำงานโรงงานเจ้าค่ะ”
ชายคนนั้นมองนางตั้งแต่หน้าไปถึงสมุดในมือ “ข้าเอง เจ้าซ่อมจักรหรือมาถามเรื่องโรงงาน”
“มาถามเรื่องงานตรวจเครื่องวันที่สิบห้ามกราคม ถ้าท่านไม่สะดวกตอนนี้ ข้ารอได้”
เขาเลื่อนชิ้นส่วนกลับเข้าถาด ก่อนดึงผ้ามาเช็ดมือ
“ใครให้เจ้ามา”
เยว่ชิงแนะนำชื่อตน บอกว่าพ่อเสียหลังเหตุที่โรงงานและตนขอข้อมูลเกี่ยวกับช่วงก่อนหน้านั้น ชื่อของเขาปรากฏในรายการที่เจ้าหน้าที่ให้ดู นางไม่ได้รับคำสั่งให้มาสอบสวนเขา
หลิวเจิ้นฟังจบแล้วมองหน้าอีกครั้ง
“ลูกช่างหลินหรือ”
“เจ้าค่ะ”
“ข้าเคยเห็นเจ้านั่งรอเขาเมื่อหลายปีก่อน ตอนนั้นถือถุงผ้าใหญ่กว่าตัว”
เยว่ชิงจำวันที่เขาหมายถึงไม่ได้ นางบอกตรง ๆ เขาจึงพยักหน้าเหมือนไม่ถือว่าต้องแสดงความสนิทเพียงเพราะเอ่ยว่ารู้จักพ่อ

“หากเจ้าคิดว่าข้าจะบอกว่าพ่อเจ้าถูกฆ่า ข้าไม่มีคำนั้นให้”
ประโยคตรงทำให้เยว่ชิงหยุดนิ้วที่จับสมุด
“ข้าไม่ได้มาขอให้ท่านบอกสิ่งที่ไม่รู้”
“หลายคนพูดเช่นนั้น แล้วพอข้าตอบไม่ถูกใจ เขาก็ถามซ้ำจนอยากให้ข้าใช้คำของเขา”
หลิวเจิ้นพาดผ้ากับขอบโต๊ะ “เครื่องจักรทำให้คนตายได้ งานที่คนรีบ งานที่ไม่มีใครดูหลังเปลี่ยนชิ้นส่วนก็ทำได้ ไม่จำเป็นต้องมีคนลงมือทำร้ายให้เป็นเรื่องที่เจ้าตามหา”
เยว่ชิงรับคำพูดนั้นไว้ นางนึกถึงวันที่ตนอยากให้โจวผิงจำรถได้แน่ และความยากของการไม่ยืมความต้องการของตนไปใส่ในปากพยาน
“ข้ารู้ว่ายังต้องตรวจ ข้าจึงอยากถามว่าท่านตรวจอะไร ไม่ใช่ถามว่าท่านเชื่ออย่างข้าหรือไม่”
ชายคนนั้นเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วชี้เก้าอี้เตี้ยที่อยู่ด้านข้าง
“นั่งก่อน อย่าอยู่ตรงที่คนแบกของผ่าน”
นางนั่งลง เปิดสมุดของตนโดยยังไม่วางปากกาลงเขียน
“ข้าจดได้หรือไม่ หากตรงไหนท่านไม่อยากให้เอาไปใช้ ข้าจะไม่ถือว่าท่านยอมแล้ว”
หลิวเจิ้นมองสมุด “จดได้เรื่องงานที่ข้าทำ แต่ก่อนให้ใครอ่านเอามาให้ข้าดูว่าจดตรงหรือไม่ ข้าไม่อยากมีชื่อในคำที่คนอื่นเขียนให้”
เยว่ชิงรับขอบเขตนั้น แล้วเริ่มจากคำถามที่เตรียมไว้
หลิวเจิ้นบอกว่างานวันที่สิบห้าเป็นการตรวจเครื่องส่งกำลังในห้องซ่อมตามที่ได้รับมอบหมาย ไม่ใช่การตรวจทุกเครื่องในโรงงาน และไม่ได้ตรวจสิ่งที่อาจถูกยกเข้ามาหลังจากเขาออกจากห้อง
เขาจำได้ว่ามีชุดเก่ากับชุดที่จะส่งคืนอยู่ในพื้นที่ แต่ไม่ยืนยันหมายเลขของชิ้นส่วนจากความจำในวันนี้ รายการที่เขาลงไว้น่าจะบอกส่วนที่ตรวจได้ดีกว่าเขาเอ่ยเลขโดยไม่มีสมุด
เยว่ชิงยังไม่หยิบเลขสิบสองแถวของพ่อออกมาให้เขาเลือก ไม่บอกเลขที่ตนพบแล้วถามว่าท่านจำได้ใช่หรือไม่
“ท่านเห็นพ่อข้าอยู่ในห้องวันนั้นหรือ”
“เขาเข้ามาถามเรื่องตรวจของช่วงหนึ่ง แต่ข้าไม่ยืนยันเวลา ช่างหลินมาถามเพราะบางส่วนยังไม่ได้เทียบ ไม่ใช่เพราะเขาบอกข้าว่าจะมีใครทำร้าย”
“พ่อถามว่าอะไร”
หลิวเจิ้นถูคราบน้ำมันที่ปลายนิ้ว “เขาถามว่าจะเก็บของเก่าแยกไว้ได้ไหมก่อนส่งชุดคืน ข้าบอกให้เขาติดต่อคนที่รับรายการ ไม่ใช่ให้ข้าอนุมัติแทน”
เยว่ชิงรู้สึกถึงข้อความในใบงานของพ่อซึ่งนางเก็บไว้ที่ร้าน แต่ยังไม่ใช้มันเป็นเหตุบอกว่าคำเล่าทั้งหมดตรงกันแล้ว
“หลังจากนั้นท่านเห็นว่าเก็บแยกจริงหรือไม่”
“ข้าไม่ได้อยู่ดูจนปิดห้อง”
นางจดคำตอบนั้นต่อท้ายทันที
หลิวเจิ้นมองมือที่เขียน ก่อนหยิบเศษกระดาษเปล่าจากกองใต้โต๊ะ วาดวงกลมสองวงกับเส้นเชื่อมง่าย ๆ
“เจ้ารู้จักนาฬิกา คงรู้ว่าแค่เข็มเดินไม่ได้แปลว่าทุกชุดข้างในเป็นของเดิม”
“รู้เจ้าค่ะ”
“งานเครื่องใหญ่ก็เช่นกัน คนเห็นมันหมุนแล้วชอบคิดว่าผู้ตรวจรับรองทุกอย่าง แต่บางวันข้าตรวจเพียงส่วนที่เขาระบุให้ตรวจ ถ้ามีใครเปลี่ยนชุดหลังจากนั้น ใบของข้าไม่ได้กลายเป็นคำรับรองงานใหม่ตามไปด้วย”
เขาวางกระดาษวาดให้ดู วงกลมไม่ได้เป็นแบบเครื่องจริง ไม่ได้มีหมายเลขหรือชื่อผู้เกี่ยวข้อง นางจึงจดว่าเป็นคำอธิบายทั่วไป ไม่เรียกมันว่าผังที่พิสูจน์เหตุของพ่อ

“แล้วท่านออกจากโรงงานเพราะเรื่องนี้หรือ”
หลิวเจิ้นหุบปากอยู่พักหนึ่งก่อนตอบ “ข้าถูกไล่ออกในเดือนกุมภาพันธ์ หลังมีปัญหาเรื่องให้ลงชื่อรับงานที่ข้าไม่ได้เป็นคนตรวจ ข้าไม่ยอมลง”
“งานเดียวกับวันที่สิบห้ามกราคมหรือไม่”
“ข้าไม่ได้บอกว่าเป็นงานเดียวกัน อย่าเอาการที่ข้าถูกไล่ออกไปผูกกับพ่อเจ้าโดยไม่ถามเอกสาร”
เยว่ชิงขีดเส้นแบ่งในสมุดของตน งานตรวจวันที่สิบห้ากับข้อพิพาทในเดือนกุมภาพันธ์เป็นคนละหัวข้อ
“ท่านมีหนังสือเกี่ยวกับการออกจากงานอยู่หรือเปล่า”
“มีบางส่วน แต่วันนี้ข้าไม่เอาออกให้คนที่เพิ่งมาพบอ่านทั้งหมด”
“ข้าเข้าใจ”
เขามองนางเหมือนกำลังรอคำขออีกครั้ง พอไม่มีจึงหยิบชิ้นส่วนจักรขึ้นมาดูแล้ววางกลับ
“ข้าไม่ได้เชื่อว่าเรื่องของช่างหลินเป็นการทำร้าย ข้ายังไม่เห็นอะไรพอให้พูดอย่างนั้น และข้าไม่ได้อยู่ตรงเกิดเหตุด้วย”
“ท่านไม่ต้องเชื่อเพื่อให้ข้ารับคำที่ท่านรู้ ข้าต้องแยกสิ่งที่ท่านตรวจจากสิ่งที่คนอื่นพูดเหมือนกัน”
เยว่ชิงพูดช้า ๆ นางรู้ว่าหากโต้ให้เขายอมรับข้อสงสัยของตน อาจได้คนที่พูดใกล้ใจมากขึ้น แต่ได้พยานที่บอกความจำของตนน้อยลง
หลิวเจิ้นพยักหน้าเพียงนิดเดียว
นางอ่านสิ่งที่จดให้ฟัง เขาแก้ถ้อยคำตรงส่วนที่ว่าเห็นชุดเก่ากับชุดส่งคืน ว่าเขาเห็นของที่คนในห้องเรียกเช่นนั้น ไม่ได้ตรวจแล้วรับรองว่าของแต่ละกองมีสถานะตามชื่อจริง เยว่ชิงแก้ในสมุดแล้วอ่านใหม่จนเขาบอกว่าตรง
“ถ้าข้าจะใช้บันทึกนี้แนบคำขอให้โรงงานค้นใบตรวจ ข้าต้องกลับมาให้ท่านดูอีกก่อนใช่ไหม”
“ใช่ วันนี้ข้ายังไม่ได้ให้เจ้าส่งชื่อข้าไปทุกห้อง”
นางเขียนขอบเขตไว้ด้วย ไม่ขอลายเซ็นในกระดาษเปล่า ไม่อ้างว่าเขายินยอมเผยทั้งหมดเพราะคุยกับนางนาน
ชื่อในรายการที่เจ้าหน้าที่อนุญาตให้คัดเป็นข้อมูลที่นางใช้ขอค้นใบงานได้ แต่คำเล่าที่หลิวเจิ้นให้ในวันนี้มีขอบเขตอีกอย่างหนึ่ง นางจะไม่ใช้ส่วนหนึ่งลบข้อจำกัดของอีกส่วน
ก่อนนางกลับ มีคนมาส่งจักรอีกชุด หลิวเจิ้นขยับถาดให้ว่าง เยว่ชิงจึงลุกเก็บสมุดโดยไม่ใช้เวลาที่เขาต้องทำงานต่อเป็นเวลาถามย้ำ
“ถ้าจะกลับมาถามเพิ่มเติม ช่วงไหนไม่รบกวนท่านมาก”
เขาบอกว่ามาช่วงก่อนรับงานบ่ายแล้วถามก่อน ไม่ได้ให้วันนัดแน่นอนและไม่ได้สัญญาจะเปิดหนังสือทั้งหมดให้คราวหน้า
เยว่ชิงขอบคุณและเดินพ้นทางแบกของ
บนทางกลับ นางเห็นกล่องเครื่องมือในเงาร้านริมคลองแล้วนึกถึงช่างลู่อันฝูที่มาซ่อมตู้ให้
คนหนึ่งทำงานไม้และเจ็บเข่า อีกคนตรวจเครื่องโรงงานแล้วต้องมารับซ่อมจักร คนทั้งสองไม่ได้กลายเป็นผู้รู้ทุกเรื่องเพียงเพราะถูกเรียกว่าช่าง
เยว่ชิงเองก็เช่นกัน
นางซ่อมนาฬิกาได้ แต่ยังต้องถามโรงพยาบาลถึงวันที่รับคนไข้ ต้องขอข้อมูลต้นทางของใบแจ้งเหตุ และต้องดูใบตรวจเครื่องจริงก่อนใช้มันอธิบายสิ่งที่เกิดหลังผู้ตรวจออกไป
กลับถึงร้าน นางแยกบันทึกหลิวเจิ้นไว้ในส่วนที่ยังไม่ส่งต่อ เก็บใบรับคำขอโรงพยาบาลและโรงงานไว้คนละชุด ไม่เอาความรู้สึกว่าหลายอย่างเริ่มคล้ายกันมาทำให้คำขอทุกเรื่องกลายเป็นข้อกล่าวหาเดียว
งานนาฬิกาที่ห้องเย็บผ้ายังรอคนของห้องแจ้งว่าส่วนรองพร้อม นางจึงใช้เวลาที่เหลือทำงานเล็กในร้านและตรวจของที่รับตามปกติ ไม่มีเครื่องใหญ่จากเพิงหลิวเจิ้นตามนางกลับมา
เย็นนั้น จังหวะนาฬิกาบนผนังดังผ่านเสียงถนน เยว่ชิงปิดสมุดของตนหลังเขียนบรรทัดสุดท้าย
วันนี้นางไม่ได้คนที่รับรองว่าพ่อถูกทำร้าย
นางได้ชื่อผู้ตรวจ งานที่เขาตรวจ และเส้นแบ่งว่าคำรับรองนั้นไปได้ไกลแค่ไหน
เส้นแบ่งดังกล่าวอาจเป็นสิ่งที่ใครบางคนเคยหวังให้ครอบครัวของนางมองข้ามมาตลอด
นิยายและภาพประกอบสร้างขึ้นใหม่ ภาพประกอบสร้างด้วย AI
