Pengaturan baca

ย้อนคืนปี 1978 ครานี้ข้าจะทวงชีวิตคืน · Bab 5

ตอนที่ 5 — พยานที่ไม่ยอมสบตา

Terjemahan belum siap. Menampilkan naskah Thai.

ใบงานวันที่สิบหกมกราคมวางอยู่ใต้กระดาษสะอาด เยว่ชิงไม่พับมันเพิ่ม รอยพับเก่าบางแห่งเริ่มขาวจนเกือบขาด หากพ่อเก็บสิ่งนี้ไว้สามเดือนก่อนจากไป เธอก็ไม่ควรทำลายมันเพราะความใจร้อนของตนเอง

“คุณเคยเห็นพ่อรับงานจากโรงงานโดยไม่ลงชื่อผู้ส่งหรือเปล่า” เธอถาม

จิ้งโจวมองช่องว่างบนใบงานแล้วส่ายหน้า “บางครั้งคนส่งของยังไม่รู้ชื่อเจ้าของเครื่อง เขาจะเว้นไว้ก่อน แต่ผมบอกไม่ได้ว่าใบนี้เป็นอย่างนั้นหรือไม่”

คำตอบที่ไม่แน่ใจทำให้เยว่ชิงรู้สึกมั่นคงกว่าคำสัญญาว่าจะช่วยเธอรู้ทุกเรื่อง

เธอเก็บใบงานในซอง เขียนวันที่พบและตำแหน่งที่เก็บไว้บนกระดาษอีกแผ่น ก่อนปิดกล่องแล้วนำขึ้นชั้นบน กุญแจร้านดอกใหม่อยู่ในกระเป๋าเสื้อด้านใน คราวนี้มีเพียงเธอที่รู้ว่ามันอยู่ตรงไหน

“ฉันจะไปถามยามที่ประตูโรงงาน”

“เรื่องเงินหรือเรื่องพ่อ”

เยว่ชิงนิ่งไปครู่หนึ่ง “เรื่องที่เขาจำได้ ฉันยังไม่รู้ว่ามันเกี่ยวกับอะไร”

จิ้งโจวต้องกลับไปส่งรายการตรวจเครื่องจักร เขาจึงแยกทางกับเธอตรงปากตรอก ก่อนจากกันเขาชี้ร้านซ่อมรองเท้าฝั่งตรงข้ามประตูโรงงานให้ดู หากเธอต้องรอจนเย็น ตรงนั้นยังมีคนอยู่

เขาไม่ได้บอกให้เธอเลิกไป ไม่ได้อ้างว่าผู้หญิงไม่ควรถามเรื่องเหล่านี้ เพียงบอกทางที่มีผู้คนและปล่อยให้เธอเลือก

แสงแดดบ่ายทอดเงาซี่ประตูเหล็กลงบนพื้นเหมือนเส้นบรรทัด เยว่ชิงเดินตามเงาเหล่านั้นจนถึงห้องยามเล็ก ๆ ใต้ต้นไม้ คนที่นั่งบนม้านั่งหน้าห้องมีแก้วเคลือบอยู่ในมือ หมวกผ้าสีน้ำตาลปิดผมที่เริ่มแซมเทาตรงขมับ

โจวผิงเงยหน้าทันทีที่เห็นเธอ แล้วก้มลงเร็วกว่าคนที่เพียงไม่อยากทักทาย

ในชีวิตเดิม เธอเคยเห็นเขายืนหน้าห้องประชุมตอนถูกเรียกไปลงชื่อรับผิดเงินสามพันหยวน เขาบอกเพียงว่าตนไม่รู้เรื่อง เยว่ชิงจึงจำเขาไว้ในหมวดเดียวกับคนที่ทอดทิ้งเธอ

ตอนนั้นเธอไม่เคยมองมือเขา

วันนี้นิ้วทั้งสองข้างของโจวผิงบีบแก้วแน่นจนข้อนิ้วซีด

เยว่ชิงถามยามโจวผิงหน้าประตูโรงงานโดยเว้นระยะ ให้เขาเลือกว่าจะเล่าเรื่องที่จำได้หรือไม่
เยว่ชิงถามยามโจวผิงหน้าประตูโรงงานโดยเว้นระยะ ให้เขาเลือกว่าจะเล่าเรื่องที่จำได้หรือไม่

“ฉันไม่ได้มาขอให้คุณลงชื่อค่ะ” เยว่ชิงพูดก่อนที่เขาจะปฏิเสธ “ขอถามเรื่องเวรที่ประตูเพียงอย่างเดียว”

“เวรมีอยู่ในสมุด ไปถามฝ่ายธุรการ”

“ถ้าฉันจะขอดูสมุด ต้องทำอย่างไร”

คำถามนั้นทำให้เขามองเธออีกครั้ง เหมือนเตรียมรับการกล่าวหาไว้แล้ว แต่กลับถูกถามเรื่องธรรมดา

“เขียนคำขอ ระบุวันที่ แล้วให้หัวหน้าฝ่ายลงชื่อ อย่ามายืนเปิดเอง”

“ฉันจะทำตามนั้น”

เยว่ชิงไม่ได้เปิดสมุดบันทึกในมือ เธอไม่อยากให้เขารู้สึกว่าทุกคำที่หลุดออกมาจะถูกใช้ผูกคอในทันที

“คืนวันที่สิบหกมกราคม คุณเข้าเวรที่นี่หรือเปล่า”

แก้วเคลือบกระทบหัวเข่าของโจวผิงเบา ๆ เขาหันไปมองประตูด้านในซึ่งปิดอยู่

“จำไม่ได้ ผ่านมานานแล้ว”

“ฉันเข้าใจ ถ้ายังไม่แน่ใจก็ไม่ต้องตอบ”

“แล้วมาถามทำไม”

เสียงของเขาสูงขึ้น จนหญิงขายขนมที่หาบผ่านหน้าประตูชะลอฝีเท้า เยว่ชิงถอยออกจากม้านั่งครึ่งก้าว ลดเสียงลง แต่ไม่ลดสายตา

“เพราะใบงานของพ่อฉันลงวันที่วันนั้นค่ะ ฉันอยากรู้ว่าเขารับของจากใคร ไม่อยากกล่าวหาคนเพราะจำอะไรผิด”

โจวผิงเม้มปาก แสงแดดแตะรอยร้าวบนแก้วในมือ เขาใช้นิ้วหัวแม่มือถูมันซ้ำ ๆ

“พ่อเธอซ่อมเครื่องเก่ง” เขาพูดในที่สุด “ทุกคนก็รู้”

“คุณเคยเอาของไปให้พ่อซ่อมหรือคะ”

“นาฬิกาปลุกของลูก มันดังเวลาเรียนพอดีทั้งที่ตั้งไว้เช้า”

น้ำเสียงเขาอ่อนลงเพียงชั่วครู่ แล้วกลับแข็งเหมือนเดิม “แต่มันไม่เกี่ยวกับโรงงาน”

เยว่ชิงพยักหน้า ไม่ดึงความทรงจำเล็ก ๆ นั้นมาใช้เป็นหนี้บุญคุณ พ่อซ่อมนาฬิกาให้คนมากมาย เขาไม่ได้ทำเช่นนั้นเพื่อให้ลูกสาวมีสิทธิ์บังคับทุกคนในภายหลัง

“ฉันไม่ได้ขอให้คุณตอบแทนพ่อค่ะ”

คนตรงหน้าหยุดถูรอยร้าว

“วันนั้นมีรถเข้าประตูนี้ไหม”

“ฉันบอกว่าจำไม่ได้”

“ได้ค่ะ”

เยว่ชิงหุบปาก เธอรู้ว่าตนมีคำถามอีกหลายข้อ แต่ความเงียบที่เปิดให้เขาหายใจสำคัญกว่าคำตอบที่ถูกบีบออกมา

เสียงเครื่องยนต์ดังจากถนน รถขนถ่านแล่นผ่านโดยไม่เลี้ยวเข้าประตู เมื่อคนขับลดเกียร์ เสียงโลหะสั่นกระแทกตามมาเป็นจังหวะสั้น ๆ

โจวผิงเงยหน้าตามรถ เขาพูดเบาจนแทบกลืนไปกับเสียงล้อ

“คันนั้นไม่ใช่เสียงอย่างนี้”

เยว่ชิงได้ยินชัด แต่ไม่ได้รีบคว้าคำพูดไว้ด้วยคำถามต่อเนื่อง

เขารู้ตัวว่าพูดอะไรออกมา แววตาแข็งกร้าวขึ้นทันที “ฉันหมายถึงรถขนถ่านที่มาประจำ อย่าเอาไปพูดที่อื่น”

“ฉันจะไม่เขียนว่าคุณเห็นรถคืนวันนั้น เพราะคุณยังไม่ได้บอกอย่างนั้น”

เขามองเธอนานขึ้น ความระแวงยังอยู่ แต่ไม่ใช่ความระแวงแบบเดิม

“คนมีงานทำก็อยากเก็บงานไว้” โจวผิงพูด “เธอมีร้านของพ่อ ยังมีที่ไป ฉันไม่มีร้าน”

คำพูดนั้นแทงเยว่ชิงอย่างเงียบงัน ตลอดเช้าเธอคิดถึงสิ่งที่ตนสูญเสียในชีวิตก่อน จนเกือบลืมว่าคนอื่นก็มีสิ่งที่กลัวจะเสียในชีวิตนี้

“ฉันยังไม่ได้รักษาร้านไว้ได้ทั้งหมดหรอกค่ะ” เธอตอบ “แต่ฉันจะไม่ใช้เรื่องของฉันทำให้คุณต้องเสียงานโดยไม่รู้ตัว”

“เธอรับประกันได้หรือ”

เยว่ชิงส่ายหน้า “ไม่ได้ ฉันจึงไม่ขอให้คุณเชื่อคำสัญญา ถ้าวันหนึ่งคุณอยากเล่า เราคุยกันได้ก่อนว่าจะบันทึกอะไร ใครจะอ่าน และคุณไม่จำเป็นต้องเล่าสิ่งที่ไม่แน่ใจ”

นานแล้วที่ไม่มีใครถามโจวผิงว่าเขาแน่ใจเรื่องใด คนที่มาตามคำสั่งมักมีคำตอบอยู่ในมือ เพียงต้องการให้เขาพยักหน้าหรือลงชื่อให้ตรงกับมัน

เขาวางแก้วลงข้างตัว “สมุดเวรอยู่ในตู้ด้านใน แต่กุญแจไม่ได้อยู่กับฉันทั้งวัน”

เยว่ชิงเกือบถามว่าอยู่กับใคร ทว่าเสียงเปิดประตูดังขึ้นจากห้องยาม โจวผิงลุกทันที หยิบแก้วแล้วหลบให้คนงานสองคนเดินผ่าน เขาไม่มองเธออีก

“ฉันจะยื่นคำขอดูตามขั้นตอนค่ะ” เธอพูด “ขอบคุณที่บอกวิธี”

คำขอบคุณของเธอไม่ได้ขอบคุณสำหรับการยืนยันว่ามีรถ ไม่ได้ขอบคุณสำหรับหลักฐานที่เขายังไม่ให้ เพียงขอบคุณเรื่องเดียวที่เขาตั้งใจบอก

โจวผิงพยักหน้าครั้งหนึ่งโดยยังหันหลังอยู่

เยว่ชิงเดินกลับทางที่มีร้านซ่อมรองเท้า ไม่มองประตูหลังโรงงาน ไม่พยายามเดินอ้อมไปตรวจเอง การทำให้คนเห็นว่าเธอสืบอะไรอาจง่าย แต่การทำให้คนกล้าที่จะพูดกับเธอครั้งต่อไปยากกว่ามาก


กลับถึงร้าน เธอเปิดสมุดเล็กบนโต๊ะ เขียนวันที่และช่วงเวลาที่ไปพบโจวผิงไว้ก่อน แล้วแบ่งกระดาษเป็นสองส่วนด้วยเส้นดินสอ

ส่วนแรกคือคำที่เขาพูดจริง ส่วนที่สองคือข้อสงสัยของเธอ

คำว่า คันนั้นไม่ใช่เสียงอย่างนี้ อยู่ในส่วนแรก พร้อมคำอธิบายว่าพูดขณะรถขนถ่านผ่าน ส่วนความคิดว่าเขาอาจจำรถจากคืนสิบหกมกราคมได้ อยู่ในส่วนที่สอง

เธอมองสองส่วนของกระดาษอยู่นาน

ครั้งหนึ่ง เธอเคยเชื่อว่าความทรงจำยี่สิบปีเป็นกุญแจที่เปิดประตูทุกบาน แต่เพียงวันแรกที่กลับมา เธอก็พบว่ากุญแจดอกนั้นอาจไขผิดประตูได้ง่ายเหลือเกิน

โจวผิงเคยไม่ช่วยเธอ นั่นเป็นสิ่งที่เธอจำได้

โจวผิงรู้เห็นกับคนโกงหรือไม่ นั่นยังเป็นสิ่งที่เธอไม่รู้

เยว่ชิงแยกคำพูดจริงออกจากข้อสันนิษฐานในสมุดบันทึก จิ้งโจวรับฟังที่โต๊ะซ่อมนาฬิกา
เยว่ชิงแยกคำพูดจริงออกจากข้อสันนิษฐานในสมุดบันทึก จิ้งโจวรับฟังที่โต๊ะซ่อมนาฬิกา

จิ้งโจวกลับมาขณะเธอเขียนคำขอดูสมุดเวรฉบับแรก เขารอให้เธอวางปากกาจึงถามว่าเป็นอย่างไร

“เขากลัว”

“เขาบอกหรือ”

เยว่ชิงยิ้มบาง ๆ เป็นครั้งแรกของบ่ายนั้น “เขาบอกว่าอยากเก็บงานไว้ ส่วนคำว่ากลัวเป็นคำที่ฉันคิดเอง”

จิ้งโจวมองเส้นแบ่งกลางหน้ากระดาษแล้วพยักหน้า “อย่างนั้นเขียนแยกไว้ก็ดี”

“คุณเคยทำรายการตรวจเครื่องจักรที่ถูกคนอื่นแก้หรือเปล่า”

เขาไม่ตอบทันที ปลายนิ้วเลื่อนกล่องไขควงที่วางใกล้ขอบโต๊ะเข้าด้านใน

“เคยมีคนขอให้ผมเขียนว่าเปลี่ยนแล้ว ทั้งที่ยังไม่ได้เปลี่ยน”

“แล้วคุณทำอย่างไร”

“เขียนตามที่ตรวจพบ เก็บกระดาษสำเนาไว้ แต่กระดาษอย่างเดียวไม่ได้ทำให้ทุกคนปลอดภัย”

เยว่ชิงได้ยินความหนักในประโยคสุดท้าย ทว่าจิ้งโจวไม่ได้เล่าต่อ เธอจึงไม่ใช้เวลาที่เขาเงียบเป็นช่องให้สอบสวนเขาอีกคน

“ฉันจะขออ่านสมุดเวรวันที่สิบหกก่อน” เธอพูด “ถ้าไม่ให้ดู ฉันจะขอให้เขียนเหตุผล ฉันยังไม่มีหลักฐานพอจะเรียกโจวผิงว่าเป็นพยาน”

จิ้งโจวหยิบกระดาษสะอาดให้ เธอเขียนใหม่เพราะฉบับแรกมีคำว่า รถที่เข้ามาในคืนนั้น อยู่ในบรรทัดต้น

เธอขีดคำเหล่านั้นออก

ก่อนจะรู้ว่ามีรถเข้าหรือไม่ คำขอไม่ควรทำราวกับรู้คำตอบแล้ว

ร่างฉบับใหม่ขอดูรายการเข้าออกและผู้รับผิดชอบเวรในวันที่ระบุเท่านั้น เธอจะนำไปยื่นเช้าวันรุ่งขึ้น และขอสำเนาที่มีผู้รับเอกสารลงวันที่ไว้

ด้านนอกมีเสียงเคาะประตูสองครั้ง เยว่ชิงปิดสมุดก่อนลุก ชายสูงวัยคนหนึ่งยืนอุ้มนาฬิกาไม้ด้วยผ้าสีหม่น เขามองป้ายร้าน แล้วมองแม่กุญแจใหม่ที่พาดอยู่ข้างกรอบประตู

“ที่นี่รับซ่อมอยู่หรือเปล่า”

คำถามธรรมดาทำให้เธอมองโต๊ะที่เต็มไปด้วยหลักฐาน พ่อไม่เคยเปิดร้านเพื่อไล่ตามคนโกง เขาเปิดเพื่อให้ของที่หยุดเดินกลับมาเดินอีกครั้ง

“รับค่ะ” เยว่ชิงขยับซองใบงานให้พ้นพื้นที่ทำงาน “ขอวางบนผ้าตรงนี้ ระวังกระจกหน้าปัดด้วยนะคะ”

ชายสูงวัยถอนใจอย่างโล่งอก “นึกว่าเปลี่ยนเจ้าของไปแล้ว ผมเคยเอาเรือนนี้มาให้พ่อหนูดูตอนหนาว เขาว่ายังไม่ต้องเปลี่ยนทั้งชุด”

เยว่ชิงหยุดมือเหนือผ้ารอง

เธอไม่ถามเรื่องเดือนมกราคมทันที ไม่ดึงนาฬิกาออกจากมือเขาเพราะอยากเห็นหมายเลข เธอเพียงรับมันอย่างระมัดระวัง แล้วเขียนชื่อผู้ฝากลงในใบรับซ่อมฉบับใหม่

ก่อนทวงคำตอบจากอดีต เธอต้องรักษางานตรงหน้าให้ได้เสียก่อน

แต่เมื่อเอียงตัวเรือนให้แสงส่องผ่านกระจกเก่า เธอก็เห็นว่ามีรอยบางอย่างอยู่หลังแผ่นไม้ด้านใน

มันไม่ใช่ตัวเลขเวลาบนหน้าปัด

และพ่ออาจเคยเห็นมันมาก่อนเธอ

กลับสารบัญนิยาย

นิยายและภาพประกอบสร้างขึ้นใหม่ ภาพประกอบสร้างด้วย AI