ย้อนคืนปี 1978 ครานี้ข้าจะทวงชีวิตคืน · ตอนที่ 71
ตอนที่ 71 — มือของแม่บนผ้าห่ม
เช้าวันที่เก้ากุมภาพันธ์ แม่ขอหวีที่วางอยู่บนชั้น
เยว่ชิงส่งให้ แล้วนั่งรอข้างเตียง ไม่ยื่นมือไปจัดผมแทนทันที มารดาค่อย ๆ รวบเส้นผมที่หลุดจากมวยเมื่อคืน พอแขนเริ่มล้า จึงวางหวีลงและบอกให้นางช่วยเก็บด้านหลัง
“ตรงนี้ยังหลวมอยู่”
“ข้าจะเก็บให้เจ้าค่ะ ถ้าเจ็บก็บอก”
ผมหงอกปนอยู่ในเส้นดำมากกว่าที่นางจำได้จากวันขึ้นรถไฟเมื่อเดือนก่อน เยว่ชิงไม่พูดว่าทำไมจึงปล่อยให้ตัวเองเป็นอย่างนี้ แม่ไม่ได้เลือกความเหนื่อยมาเพื่อให้นางกลับ และการมีลูกนั่งอยู่ข้างเตียงก็ไม่ได้ทำให้ร่างกายหายดีในคืนเดียว
หลังช่วยล้างหน้าและจัดของใช้ให้ใกล้มือ นางเอาอาหารเช้าเข้ามา แม่กินช้า พักระหว่างคำ ส่วนเยว่ชิงนั่งกินของตนบนเก้าอี้ตัวเล็ก
เสียงช้อนแตะขอบชามเบากว่าเสียงนาฬิกาในห้องถัดไป
“หานซิ่วบอกเจ้าเรื่องร้านหรือยัง” แม่ถาม
“บอกไว้บางส่วนเจ้าค่ะ วันนี้ข้าจะฝากถามว่าเขาพอแวะมาเวลาใด อยากให้ช่วยเฉพาะที่เขาจัดได้ ไม่ให้ละงานของเขามาเฝ้าข้าหรือแม่ทั้งวัน”
“ชิวอิงจะกลับมาเอาถังน้ำช่วงสาย”
เยว่ชิงพยักหน้า “ข้าจะคืนถัง แล้วถามเรื่องค่าใช้จ่ายที่เขาจ่ายให้แม่ก่อน เรื่องกุญแจค่อยคุยตามของที่ต้องใช้จริง”
แม่เลื่อนมือมาแตะขอบผ้าห่ม
“แม่ยังอยากเป็นคนตอบเรื่องของแม่เอง”
“เจ้าค่ะ”
คำรับนั้นไม่ได้หมายความว่านางจะไม่ช่วยคิดหรือปล่อยให้คนป่วยยกของทุกอย่างเอง แต่หมายความว่าความอ่อนแรงของแม่ไม่ใช่ใบอนุญาตให้นางพูดแทนทุกเรื่อง
เมื่อกินเสร็จ เยว่ชิงยกชามออกไป กลับเข้ามาพร้อมถ้วยน้ำและสมุดซึ่งยังปิดอยู่ แม่มองสมุด แล้วมองหน้าเธอ
“เจ้าคงมีเรื่องพ่อจะถาม”
นางวางสมุดบนตัก ไม่เปิดมัน
“มีเจ้าค่ะ แต่ถ้าแม่เหนื่อย ข้ารอได้”
“วันนี้แม่อยากพูดเองก่อน”
เยว่ชิงเงยหน้า
ในหลายเดือนที่ผ่านมา ทั้งสองเคยนั่งคลี่เสื้อ ร่างตำแหน่งกระดาษ และเทียบรอยบนชิ้นไม้ร่วมกัน แม่บอกสิ่งที่ตนเห็นเมื่อถูกถาม แต่คำถามของลูกมักหยุดอยู่ตรงสิ่งของ วัน เดือน กับที่เก็บ
วันนี้มือคู่นั้นไม่มีกรรไกรหรือห่อเอกสาร มีเพียงชายผ้าห่มที่ถูกจับไว้แน่นขึ้นนิดหนึ่ง
“ก่อนพ่อเจ้าบาดเจ็บไม่กี่วัน เขากลับมาถึงบ้านแล้วไม่ยอมถอดรองเท้า”
แม่มองไปทางประตูเหมือนยังมีเก้าอี้ตัวเก่าตั้งอยู่ในระยะสายตา
“แม่ถามว่าเกิดอะไร เขาบอกว่ากลัวจะมีคนเอาชื่อเขาไปใส่ในงานที่เขายังไม่ได้ตรวจ”
เยว่ชิงไม่ได้เอื้อมหาดินสอทันที
ถ้วยบนโต๊ะยังมีไออุ่น นางเลื่อนมันเข้ามาอีกนิดให้แม่ไม่ต้องเอื้อม แล้วรอฟังต่อ
“เขาพูดถึงคนหรือพูดถึงกระดาษเจ้าคะ”
“ทั้งสองอย่าง แต่แม่ไม่ได้เห็นกระดาษในมือเขาคืนนั้น”
มารดาหยุดพัก เสียงไอสั้น ๆ ทำให้ประโยคขาดช่วง เยว่ชิงพยุงหมอนให้อยู่ในตำแหน่งที่แม่ขอ แล้วลดมือกลับ ไม่ถามซ้ำในระหว่างที่แม่ยังหายใจไม่สะดวก

“เขาว่า งานบางอย่างพอใส่ลายเซ็นลงไป คนเอาไปใช้จะคิดว่าช่างได้ดูแล้ว ถ้าของไม่เข้ากัน คนที่อยู่หน้าเครื่องจะไม่รู้ว่าเขาไม่เคยยอมรับมัน”
เยว่ชิงนึกถึงช่องตรวจกลับด้านที่ตนเพิ่งแก้ก่อนออกจากหลานโจว งานที่ทำไปครึ่งหนึ่งอาจดูเหมือนเสร็จหากคำที่เขียนไม่ชัด ความกลัวที่แม่เล่าให้ฟังจึงไม่ได้อยู่ไกลจากมือของนางเอง
แต่ความคล้ายกันนั้นยังไม่บอกว่าพ่อเจอเครื่องใดหรือใครเอากระดาษไปทำอะไร
“แม่จำคำที่พ่อพูดได้ตรงทุกคำหรือไม่เจ้าคะ”
แม่ส่ายหน้า “จำความหมายได้ ประโยคที่แม่เล่าอาจไม่เหมือนปากเขาทุกคำ อย่าเขียนว่าพ่อพูดตรงตามนี้ทั้งหมด”
“ข้าจะเขียนว่าแม่จำความหมายได้เจ้าค่ะ”
“เขาพูดชื่อหนึ่งด้วย”
แม่ก้มมองมือบนผ้าห่ม เยว่ชิงเห็นนิ้วโป้งกดรอยพับจนขาว แล้วค่อย ๆ คลายลง
“หม่าจื้อเฉิง”
ชื่อนั้นไม่ใช่เฉียวหง และไม่ใช่สวีเหวินเต๋อ
เยว่ชิงเกือบถามรวดเดียวว่าอยู่ที่ใด มีหน้าที่อะไร ลงชื่อบนใบใด และเป็นคนส่งพ่อไปที่เครื่องหรือไม่ แต่เมื่อเห็นมารดาปล่อยลมหายใจยาว เธอถามเพียงประโยคเดียว
“แม่ได้ยินชื่อจากพ่อในครั้งนั้นเองหรือเจ้าคะ”
“ใช่ เขาเรียกหัวหน้าหม่า แม่ถามว่าใช่คนคุมงานซ่อมเครื่องที่โรงงานชิงเหอหรือไม่ เขาตอบว่าใช่ คนที่ต้องส่งงานให้ตรวจตามใบงาน ไม่ใช่คนมาสั่งร้านเราทุกวัน”
แม่ยกมือปัดชายผ้าห่มให้เรียบ ราวกับต้องจัดสิ่งที่อยู่ตรงหน้าก่อนจึงจะเล่าต่อได้
“แม่ไม่เคยพบเขา ไม่เคยเห็นเขามาคุยกับพ่อที่บ้าน เรื่องตำแหน่งเต็ม ๆ ต้องไปดูจากงานของโรงงาน แม่บอกได้เท่าที่พ่ออธิบาย”
“พ่อบอกว่าหัวหน้าหม่าทำอะไรเจ้าคะ”
“เขาว่าอีกฝ่ายอยากให้รับรองส่วนที่พ่อยังไม่ยอมรับ”
มือเยว่ชิงเย็นลง ทั้งที่เตาในห้องยังอุ่น
“แล้วพ่อรับรองหรือไม่”
“แม่ไม่รู้”
ความเงียบหลังคำตอบนั้นยาวกว่าคำเล่าทั้งหมด
หากแม่ตอบว่าไม่เคยลงชื่อ นางคงอยากจับมันเป็นคำยืนยัน หากแม่ตอบว่าลงชื่อเพราะถูกบังคับ นางคงอยากจับมันเป็นเหตุล้างผิดให้พ่อ แต่แม่อยู่ในบ้าน ไม่ได้อยู่ตรงโต๊ะที่มีการส่งใบงาน
สิ่งที่แม่ไม่รู้ไม่ควรถูกเติมด้วยสิ่งที่ลูกอยากได้
“เขาพูดหรือไม่ว่าถ้าไม่รับรองจะเป็นอย่างไร” เยว่ชิงถาม
“เขากลัวว่าจะไม่ได้งานต่อ แล้วกลัวว่าจะต้องเอางานที่ยังไม่ได้ตรวจไปใช้ด้วย แม่จำได้ว่าเขาพูดว่า ถ้าข้าเงียบ คนอื่นจะนึกว่าข้ายอม”
แม่หันหน้ากลับมามองเธอ
“ส่วนคำขู่จากหัวหน้าคนนั้น แม่ไม่ได้ยินเอง อย่าเอาสิ่งที่พ่อกลัวไปเขียนว่าแม่ได้ยินเขาขู่”
เยว่ชิงพยักหน้า ปากเม้มอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบ
“เจ้าค่ะ”
ความกลัวของพ่อทำให้นางเจ็บ แต่ไม่ได้ทำให้นางมีสิทธิ์กล่าวหาคนที่แม่ไม่เคยพบอย่างครบถ้วนเสียในเช้าวันนี้
แม่เอนศีรษะลงบนหมอน เยว่ชิงปิดสมุดที่ยังไม่ได้เปิด แล้วขยับตะเกียงให้พ้นแขน
“พักก่อนนะเจ้าคะ ข้าจะไม่ถามต่อแล้ว”
“เจ้าไม่โกรธหรือที่แม่เพิ่งพูด”
นางหันกลับมา
“ข้าเสียใจที่แม่อยู่กับเรื่องนี้นาน แต่ข้าไม่รู้ว่าแม่พร้อมเล่าเมื่อใด ถ้าข้าเอาแต่ถามหากระดาษ ก็ไม่ควรบอกว่าแม่ไม่ยอมตอบคำที่ข้าไม่เคยถาม”
มารดาหลับตาลงครู่หนึ่ง ไม่ได้ร้องไห้โฮอย่างที่เยว่ชิงกลัว มือบนผ้าห่มกลับคลายจนวางราบ
“แม่เคยคิดว่าเขาเพียงเหนื่อยจากงาน ถ้าฟังให้มากกว่านั้น…”
คำพูดหยุดอยู่แค่นั้น
เยว่ชิงเลื่อนเก้าอี้เข้าใกล้ “แม่ไม่ใช่คนที่อยู่หน้าเครื่อง ไม่ใช่คนอนุมัติใบงาน และไม่ได้เลือกให้พ่อบาดเจ็บ การได้ฟังเรื่องนี้วันนี้ไม่ได้แปลว่าแม่ควรรู้ทุกอย่างในวันนั้น”
นางไม่ได้พูดว่าถ้าตนอยู่บ้านทุกวันพ่อคงไม่ตาย ในชีวิตที่เคยผ่านมา นางรู้จักรสของคำว่าถ้าจนมันแทบกลายเป็นข้าวทุกมื้อ แต่คำเช่นนั้นไม่คืนคนตาย และไม่ช่วยให้คนที่ยังอยู่พักได้
เมื่อแม่เริ่มหลับ เยว่ชิงจึงยกสมุดออกมาที่โต๊ะข้างห้อง เขียนวันที่วันนี้ไว้บนหน้าใหม่ก่อนเขียนเรื่องที่ได้ฟัง
วันที่เล่าเป็นวันที่เก้ากุมภาพันธ์ปีนี้ ส่วนเหตุที่แม่จำได้อยู่ก่อนคืนที่พ่อบาดเจ็บไม่กี่วัน ยังระบุวันแน่ชัดไม่ได้
นางเว้นช่องวันที่เดิมไว้ ไม่ดึงวันที่สิบสี่มกราคมจากกระดาษสำเนาที่พบในเสื้อมาใส่เพียงเพราะดูใกล้กัน แม่ไม่เคยบอกว่าการพูดครั้งนี้เป็นคืนเดียวกับกระดาษแผ่นนั้น
ชื่อใหม่ถูกเขียนเป็นเสียงที่แม่จำได้ รูปตัวอักษรในทะเบียนคนทำงานยังต้องตรวจ และตำแหน่งที่เล่ามาก็มาจากคำของพ่อผ่านแม่อีกชั้นหนึ่ง
นางอ่านที่ตนเขียนจนจบ แล้วหยุดตรงประโยคซึ่งเผลอเติมว่า หัวหน้าสั่งให้พ่อรับรองงาน
เยว่ชิงขีดเส้นผ่านคำว่าสั่ง
แม่บอกว่าพ่อเล่าว่าอีกฝ่ายอยากให้รับรอง นางยังไม่ได้เห็นคำสั่ง ไม่ได้รู้ว่าต่อรองกันอย่างไร และไม่มีผู้ร่วมการสนทนามาเล่าอีกคน
หมึกใหม่เลอะปลายนิ้วเล็กน้อย เธอวางดินสอลงก่อนคำถามจะไหลไปไกลกว่าที่ได้ฟัง
ช่วงสาย ชิวอิงมาเอาถัง เยว่ชิงคืนให้และถามค่าอาหารกับค่าเดินทางไปคลินิก อีกฝ่ายบอกรายการที่จำได้ นางแยกเงินที่มีหลักฐานกับรายการที่ต้องคุยกับแม่เพิ่ม ไม่ใช้ข่าวชื่อหัวหน้าใหม่ทำให้ญาติต้องตอบเรื่องที่ไม่รู้
ถังน้ำออกจากลานไปพร้อมคนถือ นางก็กลับเข้าไปดูแม่ ไม่ได้ประกาศว่ามีชื่อคนทำร้ายพ่ออยู่ในมือแล้ว
บ่ายวันนั้น หลังแม่พักและบอกว่าพอคุยได้ เยว่ชิงนำสมุดมาอ่านให้ฟังทีละช่วง
“ข้าเขียนว่าแม่ได้ยินพ่อพูดถึงหัวหน้าหม่า ก่อนวันที่สิบหกมกราคมไม่กี่วัน แต่ไม่ทราบวันแน่ชัด ถูกหรือไม่เจ้าคะ”
แม่พยักหน้า แล้วแก้ว่าไม่ได้จำแน่จำนวนคืน ให้ใช้เพียงช่วงไม่กี่วันตามที่เล่า
นางแก้ทันทีและอ่านซ้ำ
“ตรงนี้ข้าเขียนว่าแม่ได้เห็นพ่อกลัวว่าจะถูกใช้ชื่อรับรองสิ่งที่ยังไม่ได้ตรวจ”
“แม่เห็นเขากังวล แล้วได้ยินเขาบอกว่ากลัว เขาไม่ได้ยื่นสิ่งที่ต้องตรวจให้แม่ดู”
เยว่ชิงแยกประโยคออกเป็นสองบรรทัดตามนั้น

มารดามองรอยขีดแก้ “กระดาษเจ้าเลอะแล้ว”
“ยังอ่านรู้ว่าแก้อะไรเจ้าค่ะ ถ้าคัดสะอาด ข้าจะเก็บหน้านี้ไว้ด้วย ไม่ทำให้คำที่เราต้องแก้หายไป”
แม่ยิ้มจาง ๆ แล้วถามว่าต้องลงชื่อหรือไม่
เยว่ชิงส่ายหน้า “วันนี้ข้าจดไว้ให้จำสิ่งที่แม่เล่า ไม่ได้เอาใบนี้ไปยื่นเป็นคำให้การแทนแม่ หากจะใช้ข้างนอก ข้าจะกลับมาคุยว่าให้ใครอ่านส่วนไหน และทำตามขั้นตอนที่เขารับกัน”
“แม่อยากให้เจ้าหาความจริง”
“ข้าอยากหาเหมือนกัน แต่ข้าไม่อยากได้ลายเซ็นของแม่ในวันที่แม่เหนื่อย เพียงเพื่อให้สมุดของข้าดูหนักขึ้น”
แม่วางมือทับมือเธอสั้น ๆ แล้วปล่อย
หลังเก็บสมุด เยว่ชิงไปตรวจกล่องสำเนาของตนที่นำกลับมาจากหลานโจว เธอเปิดเพียงห่อสำเนาซึ่งตนมีสิทธิ์อ่าน เทียบหัวข้อในรายการส่งงานจากห้องซ่อมสอง แล้วปิดคืน
ชื่อหม่าจื้อเฉิงยังไม่มีอยู่บนส่วนที่นางได้รับ ไม่อาจเอาเส้นทางผ่านฝ่ายจัดซื้อไปแทนลายเซ็นของเขา และเลขอ้างงานสามหนึ่งเจ็ดหกก็ยังไม่กลายเป็นหมายเลขเครื่องของเขาเพราะแม่พูดชื่อขึ้นมา
กระนั้น นางมีคำถามใหม่ที่ระบุคนกับหน้าที่พอจะขอตรวจที่มาได้ แทนคำกว้าง ๆ ว่ามีใครบางคนอยู่เหนือพ่อ
เยว่ชิงเขียนคำขอร่างอีกแผ่น ขอทราบจากผู้ดูแลทะเบียนว่าช่วงปลายปี 1977 กับต้นเดือนมกราคมปี 1978 ซึ่งเป็นปีที่พ่อเสียชีวิต ใครรับผิดชอบตรวจงานซ่อมที่ผ่านทางนั้น และมีชื่อซึ่งออกเสียงเช่นนี้อยู่ในตำแหน่งเกี่ยวข้องหรือไม่
นางยังไม่ส่งในบ่ายนี้ ก่อนยื่นต้องตรวจว่าคำขอควรเข้าที่ใดและต้องแนบสิ่งใด ไม่ใช่เอาเรื่องที่แม่เล่าใส่ซองส่งถึงคนที่กำลังถามถึงโดยตรง
ค่ำมาถึงพร้อมลมที่ลอดช่องหน้าต่าง เยว่ชิงจัดอาหาร พาแม่พักตามที่แม่ขอ และออกมานั่งที่โต๊ะอีกครั้งหลังในห้องเงียบลง
คราวนี้กระดาษข้างดินสอเป็นจดหมายถึงจิ้งโจว
นางเขียนว่าถึงบ้านเมื่อเย็นวาน แม่ยังเหนื่อยแต่ได้พัก และนางกำลังจัดคนช่วยตามเวลาที่แต่ละคนตกลงได้ จากนั้นหยุดมืออยู่ตรงบรรทัดซึ่งอยากเขียนเรื่องพ่อทั้งหมด
แม่อนุญาตให้ลูกฟัง ไม่ได้บอกว่าคนที่ลูกไว้ใจทุกคนควรได้รับคำเล่าครบชุดโดยอัตโนมัติ
เยว่ชิงกลับไปถามเมื่อแม่ยังตื่น ว่าจะบอกจิ้งโจวเฉพาะชื่อซึ่งได้ยินกับหน้าที่โดยประมาณ เพื่อถามว่าเขาเคยรู้จักในการทำงานหรือไม่ โดยไม่ส่งบันทึกความกลัวทั้งหมดไปด้วย แม่คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตกลงตามขอบเขตนั้น
นางจึงกลับมาเขียนคำถาม

เคยได้ยินชื่อหัวหน้าหม่าที่คุมงานซ่อมเครื่องของโรงงานชิงเหอหรือไม่ ชื่อที่แม่จำเสียงได้คือหม่าจื้อเฉิง ตำแหน่งกับตัวอักษรยังต้องตรวจ ถ้าเกี่ยวข้องกับเรื่องส่วนตัวของท่าน ไม่ต้องเขียนทุกอย่างลงในจดหมายเพราะข้าถามครั้งเดียว บอกได้ก่อนว่าท่านยินดีคุยส่วนใดและจะคุยทางใด
นางอ่านประโยคสุดท้ายอีกครั้ง
แผลบนคิ้วขวาของจิ้งโจวอยู่ในความทรงจำ แต่แผลไม่ใช่คำตอบที่เธอมีสิทธิ์บังคับเอาจากเขา วันนี้นางเพิ่งฟังคนหนึ่งเล่าความกลัวซึ่งเก็บไว้ข้ามปี จึงรู้ว่าการถามอาจต้องเหลือที่ให้ผู้ตอบหายใจด้วย
เยว่ชิงพับจดหมาย ใส่ซองจ่าถึงจุดติดต่อที่ทั้งสองตกลงไว้ แล้ววางรอส่งเช้าวันถัดไป ยังไม่มีคำตอบจากหลานโจวเดินทางมาถึงคืนนี้
นางดับตะเกียงบนโต๊ะ เหลือดวงที่แม่ขอไว้ข้างเตียง
มือบนผ้าห่มไม่ได้กำชายผ้าแน่นเหมือนเมื่อเช้าแล้ว เยว่ชิงนั่งลงข้างมัน ชื่อใหม่ในสมุดทำให้ทางข้างหน้ายาวขึ้น แต่คืนนี้นางไม่ต้องเดินไปจนสุดเพื่อจะนั่งอยู่ตรงนี้ได้
แม่ลืมตาถามเบา ๆ ว่าจัดของเสร็จหรือยัง
“เสร็จแล้วเจ้าค่ะ”
“พรุ่งนี้ค่อยทำต่อ”
เยว่ชิงรับคำ วางมือใกล้มือแม่ และปล่อยให้วันนั้นจบลงโดยไม่เอาความกลัวของพ่อมาทำให้ความสงบช่วงสั้น ๆ ของแม่หายไปอีก
นิยายและภาพประกอบสร้างขึ้นใหม่ ภาพประกอบสร้างด้วย AI
