ย้อนคืนปี 1978 ครานี้ข้าจะทวงชีวิตคืน · ตอนที่ 31
ตอนที่ 31 — สปริงที่ทำขึ้นใหม่
สปริงชิ้นแรกแตกตรงปลายที่เยว่ชิงเพิ่งทำเสร็จ
เช้าวันที่เจ็ดพฤษภาคมยังไม่ผ่านไปถึงครึ่งชั่วโมงหลังเปิดร้าน เธอกลับต้องหยุดมือ มองรอยแตกเล็ก ๆ ผ่านแว่นขยาย และเอาชิ้นงานออกจากเครื่องมือจับด้วยความระมัดระวัง
แถบเหล็กที่ซื้อเมื่อวานไม่ได้เปลี่ยนเป็นอะไหล่ที่ใช้ได้เพียงเพราะเธอตั้งใจทำ
เยว่ชิงวางชิ้นเสียลงในช่องแรกของถาด เขียนวันที่และตำแหน่งรอยแตกในสมุดงานฝึก แล้วเก็บเศษที่หลุดใส่ห่อเล็ก ไม่ปล่อยให้มันปนกับสกรูซึ่งต้องใช้ในงานอื่น
เธอเคยเปลี่ยนสปริงสำเร็จ เคยช่วยพ่อปรับปลายของชิ้นที่ขนาดใกล้กัน แต่การเตรียมชิ้นใหม่จากวัสดุเป็นอีกงานหนึ่ง สิ่งที่จำได้จากการดูพ่อไม่ได้อยู่ในมือเธอครบทั้งหมด
เมื่อยกชิ้นเสียขึ้นเทียบกับตัวอย่าง เธอเห็นว่าตนทำรอยตรงปลายลึกเกินไป ขอบที่เหลือบางจนรับแรงไม่ได้
“ดูให้เห็นก่อนค่อยทำอีก” เธอบอกตัวเอง
คำพูดนั้นฟังคล้ายพ่อ แต่คนที่ต้องทำตามในวันนี้มีเพียงเธอ
เยว่ชิงตรวจวัสดุส่วนที่เหลือ เลือกชิ้นถัดไปและทำงานช้าลง ไม่พยายามดัดปลายที่แตกกลับมาใช้เพื่อประหยัด ไม่เอาสปริงในถุงผ้าซึ่งยังไม่รู้ที่มามาแทนของใหม่ เมื่อของแต่ละชิ้นมีเรื่องของมัน เธอจะไม่ทำให้เรื่องเหล่านั้นหายไปเพราะอยากให้นาฬิกาเดินสักเรือน
ชิ้นที่สองไม่แตก
เธอม้วนมันด้วยเครื่องมือจับสปริงเก่าของพ่อ ตรวจการยึด แล้วลองใส่ในกระบอกของเครื่องฝึก ความหวังขึ้นมาเร็วตอนปลายเข้าที่ได้ แต่เมื่อทดสอบแรงเพียงเล็กน้อย เสียงเสียดสีก็ตามมา
เยว่ชิงหยุดก่อนหมุนเพิ่ม ค่อย ๆ คลายแรงด้วยเครื่องมือ จากนั้นเปิดตรวจอีกครั้ง
รอยเงาที่ขอบบอกว่ามันแตะส่วนที่ไม่ควรแตะ
เธอแก้ตำแหน่งแล้วลองใหม่ เสียงเบาลง แต่ยังไม่หาย พอหมุนอีกเล็กน้อย การคืนแรงก็สะดุด เธอถอนมือออกจากด้ามหมุนแทนที่จะฝืนให้ผ่านจุดนั้น
ชิ้นที่สองถูกวางลงในช่องถัดจากชิ้นแรก

เยว่ชิงนั่งนิ่งอยู่หน้าโต๊ะ เสียงร้านข้างบ้านเปิดปิดลิ้นชักดังผ่านผนังเข้ามา เธอมองวัสดุที่เหลือซึ่งไม่มากนัก แล้วนึกถึงเงินที่จ่ายไป
ถ้าเริ่มชิ้นที่สามด้วยมือที่สั่นเพราะเสียดาย เธออาจทำให้มันเสียด้วยเหตุเดียวกับชิ้นแรก
เธอจึงลุกไปล้างมือ กินน้ำ และเปิดประตูหน้าร้านให้ลมผ่าน
ลูกค้าคนหนึ่งเดินเข้ามาถามสายหนังสีเข้ม ขนาดตรงกับของที่เธอมี เยว่ชิงวางงานฝึกไว้ในถาดเฉพาะ เอาของให้ดูและบอกราคาก่อนทำ เมื่อลูกค้าตกลง เธอเปลี่ยนสาย ตรวจหมุดกับตัวล็อก แล้วให้เจ้าของลองใส่เอง
เงินจากงานนั้นไม่มาก แต่เป็นรายรับจริง เธอรับเงิน ทอนให้ครบ และจดลงสมุดบัญชี
กลับมาที่โต๊ะทดลอง เธอเห็นถ้วยน้ำที่ดื่มไปครึ่งหนึ่งกับสปริงสองชิ้นอยู่ที่เดิม ชีวิตในร้านไม่ได้หยุดเพื่อรอให้เธอทำชิ้นที่สามสำเร็จ เธอต้องทำงานที่ทำได้ และให้เวลางานที่ยังทำไม่ได้ไปพร้อมกัน
คราวนี้เยว่ชิงไม่เริ่มจากการตัดวัสดุทันที
เธอรื้อดูเครื่องฝึกทั้งชุด ตรวจช่องยึดและขอบกระบอกให้แน่ใจว่าไม่ได้เอาความชำรุดของเครื่องเก่าไปนับเป็นความผิดของสปริงใหม่ เปรียบเทียบชิ้นที่สองกับรอยสัมผัสที่เกิดขึ้น จดขนาดซ้ำ แล้วจัดเครื่องมือจับให้ได้แนว
เธอใช้เวลานานกับขั้นตอนที่ตอนแรกอยากข้าม
พอใกล้เที่ยง หานซิ่วเดินเข้ามาพร้อมห่อผ้าเล็ก ใต้แขนไม่มีแฟ้มโรงงาน มีเพียงชามกับตะเกียบที่ห่อไว้ด้วยกัน
“ร้านข้าวแกงตักเกินให้ฉัน ถ้าฉันกินหมดคงนั่งทำงานไม่ไหว” หล่อนบอก
เยว่ชิงเหลือบมองห่อผ้า “ตักเกินใส่สองชามด้วยหรือ”
หานซิ่วหัวเราะ “ฉันตั้งใจซื้อให้เธอชามหนึ่ง จะพูดตรง ๆ ก็ได้”
“พูดตรง ๆ ง่ายกว่า ฉันมีน้ำร้อน”
เยว่ชิงคลุมถาดเครื่องมือก่อนจัดที่กินข้าว ไม่ให้เศษโลหะหรือคราบน้ำมันเข้าใกล้อาหาร หานซิ่วไม่ได้หยิบชิ้นงานมาดูเอง หล่อนเพียงชะโงกมองถาดที่แยกช่องไว้
“สองอันนั้นคืออะไร”
“งานที่ทำแล้วใช้ไม่ได้”
“เก็บไว้ทำไม”
“ถ้าทิ้งหมด ฉันอาจจำแค่ว่ามันเสีย แต่ลืมว่าเสียตรงไหน”
หานซิ่วนั่งลง “เหมือนกระดาษที่ฉันคำนวณผิด ฉันเก็บไว้จนรู้ว่าข้ามบรรทัดไหน แล้วค่อยทิ้ง”
เยว่ชิงยิ้ม ก่อนเล่าเรื่องผู้ขายอะไหล่ที่ไม่ยอมส่งสองขนาดให้ร้าน เรื่องนั้นเป็นการติดต่อค้าขายของตนเอง เธอเล่าได้โดยไม่แตะคำของหลิวเจิ้นหรือเอกสารของแม่
หานซิ่วขมวดคิ้วเมื่อได้ยินเงื่อนไขของผู้ซื้อรายใหญ่
“เขาเป็นใคร”
“ยังไม่รู้ เจียงไม่บอก และฉันไม่ได้เห็นใบสั่งซื้อ”
“เธอคิดว่าใคร”
เยว่ชิงเขี่ยเมล็ดข้าวที่ติดตะเกียบลงในชาม “มีคนที่ฉันนึกถึง แต่ถ้าฉันพูดชื่อ ตอนเธอกลับไปชื่อนั้นจะดังยิ่งกว่าส่วนที่ฉันบอกว่ายังไม่รู้”
เพื่อนพยักหน้าช้า ๆ แล้วไม่ได้ถามให้เธอเลือกชื่อออกมา
“ฉันช่วยอะไรได้ไหม”
“ช่วยกินข้าวให้เสร็จก่อนกลับงาน ไม่ต้องไปถามเรื่องนี้ที่โรงงานให้ฉัน”
“แล้วเรื่องสปริงนี่”
“เธอช่วยฟังได้ ตอนฉันได้เครื่องที่เดินแล้ว”
หานซิ่วยกตะเกียบ “อย่างนั้นฉันอยากฟัง แต่ถ้ายังไม่เดินก็เรียกฉันมากินข้าวได้เหมือนเดิม”
หลังเก็บชาม เยว่ชิงกลับมาที่โต๊ะด้วยมือที่นิ่งขึ้น หานซิ่วมีเวลาอีกไม่นานก่อนต้องกลับไป จึงนั่งอ่านหนังสือเล่มบางที่นำมาด้วย ไม่จ้องช่างทุกการขยับและไม่ถามทุกนาทีว่าเสร็จหรือยัง
สปริงชิ้นที่สามมีปลายเรียบร้อยกว่าเดิม
เยว่ชิงตรวจผ่านแว่นขยาย วัดซ้ำ และลองเข้ากับจุดยึดก่อนประกอบ เธอใช้เครื่องมือม้วนตามแนวที่จัดไว้ ไม่ปล่อยให้ความรีบทำให้มือข้ามขั้น เมื่อใส่ในกระบอกแล้ว เธอทดสอบทีละช่วง หยุดตรวจเมื่อควรหยุด
ครั้งนี้ไม่มีเสียงครูดเหมือนชิ้นที่สอง
แต่เธอยังไม่เรียกหานซิ่ว
เยว่ชิงประกอบเข้ากับชุดกลไกฝึก ยึดมันบนแท่นทดสอบให้มั่นคง ตรวจทางเดินของเฟือง แล้วตั้งส่วนควบคุมจังหวะซึ่งเครื่องฝึกนี้ยังมีอยู่ เธอไขลานเพียงเท่าที่เหมาะกับการลองครั้งแรกและเฝ้ามอง
เสียงติ๊กครั้งแรกเบามาก
ครั้งที่สองตามมา
เธอเงยหน้าจากเครื่อง หานซิ่วลดหนังสือลงเอง
“ได้ยินแล้วหรือยัง” เยว่ชิงถาม
หล่อนฟังอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพยักหน้า “คราวนี้มันไม่ต้องให้ฉันช่วยพูดแทน”
เยว่ชิงหัวเราะจนต้องเอามือปิดปาก รอยยิ้มทำให้ความตึงที่ค้างมาตั้งแต่เช้าคลายลงอย่างช้า ๆ

หานซิ่วก้มดูจากระยะที่ไม่รบกวนแท่นทดสอบ
“อย่างนี้ก็รับซ่อมได้แล้วใช่ไหม”
“ยังต้องลองต่อ เครื่องนี้ใช้ทดสอบ ยังไม่ใช่ของลูกค้า”
“แต่เธอทำให้มันเริ่มได้แล้ว”
“ใช่”
เยว่ชิงตอบรับคำชมคราวนี้โดยไม่รีบลดค่ามัน เธอทำให้เครื่องที่อยู่ตรงหน้าเริ่มทำงานได้จริง ขณะเดียวกันก็ยังมีสิ่งที่ต้องตรวจ ทั้งสองอย่างอยู่ด้วยกันได้
ก่อนกลับ หานซิ่วเก็บชามลงห่อผ้า บอกว่าอย่าก้มฟังจนลืมลูกค้าที่ประตู เยว่ชิงเดินไปส่งแล้วกลับมาจดเวลาเริ่มทดสอบไว้
ช่วงบ่าย เธอเปรียบเทียบจังหวะกับนาฬิกาที่เดินปกติในร้าน กลับมาดูการทำงานตามช่วงเวลาที่กำหนด ไม่เพิ่มแรงเพื่อบังคับให้เครื่องเดินเร็วขึ้น และไม่เปลี่ยนหลายจุดพร้อมกันจนไม่รู้ว่าอะไรทำให้ผลต่าง
เมื่อมีคนเข้ามาถามราคา เธอวางสมุดทดลองแล้วไปตอบ เมื่อถึงเวลากิน เธอก็ไปกิน ไม่ย้ายเตียงลงมานอนเฝ้าเครื่องเหมือนมันจะหยุดทันทีที่ไม่มีสายตามอง
ก่อนปิดร้าน กลไกยังเดินอยู่ เยว่ชิงจดสภาพที่ตรวจพบ เก็บสปริงสองชิ้นที่ใช้ไม่ได้ไว้ในถาดฝึก และวางแท่นทดสอบในที่มั่นคงห่างจากขอบโต๊ะ
คืนนั้นเธอตื่นเพียงครั้งเดียวเพราะเสียงรถบนถนน
เธอลืมตา นึกถึงเครื่องข้างล่าง แล้วค่อย ๆ ห่มผ้ากลับ ไม่จำเป็นต้องลงไปตรวจกลางดึกเพื่อให้ตนรู้สึกว่าได้พยายามมากพอ
เช้าวันที่แปดพฤษภาคม เสียงติ๊กยังรออยู่เมื่อเธอเปิดประตูห้องทำงาน
เยว่ชิงยืนฟังก่อนแตะเครื่อง มันเดินผ่านคืนแรกได้ เธอตรวจเวลาและสภาพที่เห็น จดความคลาดเคลื่อนที่ต้องปรับ และขีดเส้นใต้คำว่าเครื่องฝึกในสมุด
ชิ้นที่ทำขึ้นใหม่ผ่านขั้นแรกแล้ว ยังต้องทดสอบการเดินต่อและการไขลานรอบถัดไป เธอจะไม่ขายคำรับรองซึ่งตนยังไม่มี
แต่ทางใหม่ก็ไม่ใช่สิ่งที่มีอยู่เพียงในความคิดอีกต่อไป
เยว่ชิงรวบรวมขนาดวัสดุที่ใช้ได้กับชิ้นนี้ รายการที่ต้องถามเพิ่ม และจำนวนที่ร้านพอซื้อได้โดยไม่หมดเงินสำรอง พับใส่กระเป๋าเตรียมไปคุยกับผู้ขายวัสดุหลังจัดเวลาให้เรียบร้อย
คราวนี้เธอไม่ได้จะซื้อของเพราะกลัวมือว่าง เธอจะถามว่าใครรับผิดชอบเมื่อส่งขนาดผิด ต้องจ่ายเมื่อใด และมีเงื่อนไขอะไรผูกกับร้านของเธอบ้าง
เสียงจากแท่นทดสอบเดินต่ออยู่ข้างสมุดที่ปิดแล้ว เยว่ชิงเปิดหน้าต่างรับลมเช้า ก่อนเดินไปเปิดประตูให้วันทำงานเริ่มขึ้น
นิยายและภาพประกอบสร้างขึ้นใหม่ ภาพประกอบสร้างด้วย AI
