ปรับการอ่าน

ย้อนคืนปี 1978 ครานี้ข้าจะทวงชีวิตคืน · ตอนที่ 1

ตอนที่ 1 — เสียงนาฬิกาที่เดินย้อนกลับ

คืนสุดท้ายของชีวิตเดิม เยว่ชิงปฏิเสธคำลวงและเผาเอกสารต่อหน้าเหวินเต๋อกับชิวอิง
คืนสุดท้ายของชีวิตเดิม เยว่ชิงปฏิเสธคำลวงและเผาเอกสารต่อหน้าเหวินเต๋อกับชิวอิง

เข็มวินาทีหยุดตรงเลขสิบสองในคืนที่หลินเยว่ชิงรู้ว่าตนเองกำลังจะตาย

ฝนปี 1998 ตีแผ่นสังกะสีเหนือห้องเก็บของเป็นจังหวะถี่ กระจกหน้าต่างแตกร้าวจนลมพัดเข้ามาได้ แต่ไม่มีใครคิดจะย้ายหญิงวัยสี่สิบสี่ปีไปยังห้องที่อุ่นกว่านี้แล้ว ร้านซ่อมนาฬิกาที่พ่อทิ้งไว้ให้กลายเป็นโกดังของบริษัทสวีเหวินเต๋อ ส่วนเจ้าของร้านตัวจริงนอนอยู่บนเตียงพับหลังตู้เหล็ก

เธอพยายามดึงผ้าห่มขึ้นคลุมไหล่ นิ้วกลับไม่มีแรง

เสียงรองเท้าสองคู่หยุดอยู่หน้าประตู

“เอกสารส่วนที่เหลืออยู่ไหน” เหวินเต๋อถาม

ยี่สิบปีก่อน น้ำเสียงเดียวกันนี้เคยขอให้เธอเชื่อใจ เขาวางดอกไม้ลงบนโต๊ะซ่อมของพ่อ บอกว่าเมื่อแต่งงานกันแล้วจะช่วยดูแลกิจการ เธอเชื่อเขาจนแม้แต่วันที่เงินหายจากโรงงาน เธอยังยอมลงชื่อรับผิดเพื่อรักษาหน้าของคู่หมั้น

“นายค้นร้านนี้ไปหมดแล้ว” เธอตอบ

หลินชิวอิงก้าวตามเขาเข้ามา เสื้อคลุมขนสัตว์ของญาติผู้พี่ดูแปลกตาในห้องที่มีแต่กลิ่นสนิม หล่อนถือกล่องไม้เล็ก ๆ มาด้วย กล่องที่เยว่ชิงจำได้ทันทีว่าอยู่ใต้เตียงของพ่อในวันเกิดอุบัติเหตุ

เหวินเต๋อเปิดกล่อง ข้างในว่างเปล่า

“สมุดปกน้ำเงินอยู่กับเธอใช่ไหม”

เยว่ชิงมองกล่อง แล้วมองหน้าคนทั้งสอง ความกลัวที่เคยกดอยู่ในอกพลันเปลี่ยนเป็นความหนาวชนิดหนึ่ง

“พ่อฉันตายก่อนเงินโรงงานหายตั้งสามเดือน พวกนายต้องการอะไรจากสมุดของเขา”

ชิวอิงขยับปาก แต่เหวินเต๋อยกมือห้าม

มันเป็นท่าทางเล็กน้อย ทว่าทำให้เยว่ชิงเห็นภาพที่เคยมองข้ามมาตลอด คนสองคนนี้ไม่เคยเพิ่งร่วมมือกัน พวกเขาร่วมมือกันก่อนที่เธอจะเซ็นเอกสารฉบับแรกเสียอีก

“ลายมือพ่อเธออ่านยาก” เขาพูด “เธออ่านได้คนเดียว”

เขาวางแผ่นกระดาษบนผ้าห่ม กระดาษเหลืองตามอายุ มีแถวตัวเลขสิบสองแถวและภาพวงกลมคล้ายหน้าปัดนาฬิกา เยว่ชิงจำรอยขีดใต้เลขเจ็ดได้ เป็นรอยที่พ่อทำทุกครั้งเมื่อเขียนข้อความที่ไม่อยากให้คนอื่นเข้าใจ

พ่อไม่ได้ทิ้งเพียงร้านไว้ให้เธอ

พ่อทิ้งบางอย่างที่ทำให้คนสองคนนี้รอได้ถึงยี่สิบปี

เธอหลับตา ฟังเสียงฝน เสียงที่หายไปจากห้องนี้กลับไม่ใช่เสียงฝีเท้า แต่เป็นเสียงนาฬิกาบนข้อมือเธอ นาฬิกาทองเหลืองที่พ่อซ่อมให้ก่อนเสียชีวิต หน้าปัดร้าวตั้งแต่วันที่เธอถูกคนในโรงงานผลักตกบันได และเธอไม่มีเงินซื้อกระจกใหม่อีกเลย

“ถ้าฉันอ่านให้” เธอถาม “นายจะคืนร้านหรือเปล่า”

“ได้” เหวินเต๋อตอบเร็วเกินไป

ชิวอิงหันมองเขาในเสี้ยววินาทีเดียว

เยว่ชิงหัวเราะ เสียงแหบพร่าจนคล้ายไอ เธอใช้มือที่ยังขยับได้ปิดกระดาษ แล้วบอกเขาด้วยน้ำเสียงชัดที่สุดในคืนนั้น

“แม้แต่คำโกหก นายก็ยังไม่คิดจะเปลี่ยน”

เธอกระชากแผ่นกระดาษเข้าหาตะเกียงข้างเตียง เหวินเต๋อคว้าข้อมือเธอทัน แต่ชายกระดาษสัมผัสเปลวไฟไปแล้ว สีดำลามขึ้นมุมกระดาษ ควันม้วนตัวผ่านใบหน้าที่บิดเบี้ยวด้วยความโกรธของเขา

คำสุดท้ายที่เยว่ชิงได้ยินคือเสียงชิวอิงร้องว่าอย่าทำให้นาฬิกาเสีย

เธอไม่เข้าใจ

แล้วเข็มที่หยุดอยู่ตรงเลขสิบสองก็เดินหนึ่งครั้ง

ถอยหลัง


เยว่ชิงตื่นขึ้นในปี 1978 และพบว่านาฬิกาของพ่อกลับมาสมบูรณ์
เยว่ชิงตื่นขึ้นในปี 1978 และพบว่านาฬิกาของพ่อกลับมาสมบูรณ์

“เยว่ชิง! ยังไม่ตื่นอีกหรือ วันนี้ต้องไปโรงงานนะ!”

กลิ่นข้าวฟ่างร้อนลอยผ่านประตูเข้ามา แทนกลิ่นกระดาษไหม้

เธอลืมตา เหนือศีรษะเป็นมุ้งฝ้ายที่มีรอยปะรูปสี่เหลี่ยม แสงเช้าส่องผ่านหน้าต่างไม้ ไม่มีตู้เหล็ก ไม่มีผนังเปียก ไม่มีความปวดในข้อกระดูกที่ทรมานเธอมานานหลายปี

มือที่วางบนผ้าห่มเรียวเล็กและปราศจากจุดด่าง

เยว่ชิงลุกเร็วเกินไปจนศีรษะกระแทกขอบเตียงชั้นบน ความเจ็บทำให้เธอรู้ว่าไม่ได้ฝัน เธอเปิดนาฬิกาข้อมือ กระจกยังใส ไม่มีรอยร้าว เข็มวินาทีเดินไปข้างหน้าอย่างเงียบเชียบ

ที่ผนังมีปฏิทินเดือนเมษายน ปี 1978

วันที่สิบเจ็ดถูกวงด้วยดินสอแดง

วันเดียวกับที่เธอถูกเรียกไปห้องบัญชีเพื่อรับรองเงินสามพันหยวนที่หายไปจากตู้เซฟ

เยว่ชิงยืนมองตัวเลขนั้นนานจนเสียงเรียกข้างนอกดังขึ้นอีกครั้ง

“ถ้ายังอืดอาด พี่เหวินเต๋อเขาจะรอเอานะ!”

เสียงชิวอิง

คราวก่อนเธอรีบล้างหน้า คิดแต่จะไม่ให้คู่หมั้นรอ เธอไม่เคยสงสัยว่าเหตุใดญาติผู้พี่จึงรู้ว่าเขารออยู่ทั้งที่โรงงานอยู่คนละฝั่งเมือง

คราวนี้เธอไม่รีบ

เธอหยิบเสื้อผ้าฝ้ายสีเขียวหม่นจากตะขอ เก็บผมเป็นเปียต่ำ แล้วเปิดกล่องเข็มด้ายที่พ่อเคยใช้ซ่อนกุญแจสำรอง ท้องกล่องยังมีผ้าสีน้ำเงินพับไว้ กุญแจทองเหลืองอยู่ข้างใต้จริง ๆ

ลมหายใจของเธอสั่นเพียงครั้งเดียว

พ่อยังตายไปแล้วสามเดือน เธอกลับมาไม่ทันช่วยเขา

แต่ร้านยังเป็นชื่อของเธอ เธอยังไม่ลงนามรับหนี้ และกระดาษที่ถูกเผาในคืนนั้นอาจยังมีสำเนาเหลืออยู่

เธอเปิดประตู ชิวอิงยืนถือชามข้าวอยู่ตรงทางเดิน เสื้อไหมพรมสีเลือดหมูยังใหม่ หล่อนยิ้มเหมือนไม่เคยขังใครไว้หลังตู้เหล็ก

“กินก่อนสิ ฉันใส่น้ำตาลให้ด้วย”

เยว่ชิงรับชามมาดมช้า ๆ แล้ววางลงบนโต๊ะ

“พี่กินเถอะ ฉันจะไปซื้อขนมที่หัวมุม”

รอยยิ้มชิวอิงแข็งไปเล็กน้อย

“บ้านเราไม่ได้ร่ำรวยจนกินของข้างนอกทุกวันนะ”

“ก็จริง” เยว่ชิงสอดกุญแจเข้ากระเป๋า “เพราะฉะนั้นเรื่องบัญชีร้าน ฉันจะตรวจเองตั้งแต่วันนี้”

ชิวอิงวางชามแรงจนช้อนกระทบขอบ เธอไม่ทันตอบ เพราะเยว่ชิงเดินผ่านไปแล้ว

เช้านั้น ถนนเมืองชิงเหอเปียกฝนเมื่อคืน รถจักรยานแล่นผ่านร้านขายถ่านหิน เสียงกระดิ่งดังอยู่หลังเธอ ทุกอย่างดูเล็กลงกว่าความทรงจำ หรือบางทีหญิงคนที่เคยเดินอยู่บนถนนสายนี้อาจเติบโตจนไม่พอดีกับกรงเดิมอีกต่อไป

เธอเลี้ยวเข้าร้านซ่อมนาฬิกาแทนการไปโรงงาน


เยว่ชิงพบจดหมายของพ่อในร้านนาฬิกา จิ้งโจวยืนอยู่ข้างโต๊ะและเหวินเต๋อปรากฏที่ประตู
เยว่ชิงพบจดหมายของพ่อในร้านนาฬิกา จิ้งโจวยืนอยู่ข้างโต๊ะและเหวินเต๋อปรากฏที่ประตู

ประตูร้านเปิดอยู่

ชายคนหนึ่งนั่งคุกเข่าหน้าโต๊ะทำงานของพ่อ มือข้างหนึ่งถือไขควง อีกข้างยกแผ่นไม้ใต้ลิ้นชัก เยว่ชิงหยุดตรงธรณีประตู แสงจากหน้าต่างตกบนใบหน้าของเขา เผยรอยแผลเล็กที่ตัดผ่านคิ้วขวา

เฉินจิ้งโจว

คราวก่อนเขามาที่ร้านหลังจากเธอถูกจับ คนในโรงงานบอกว่าเขาขโมยเครื่องมือของพ่อไป เธอเกลียดเขาตามที่คนอื่นสั่งให้เกลียด ต่อมาเมื่อพ้นโทษ เธอได้ยินว่าเขาหายตัวไปจากเมืองแล้ว

“วางลง” เธอพูด

เขาเงยหน้า ค่อย ๆ วางไขควงและแผ่นไม้ตามคำสั่ง

“ประตูไม่ได้ล็อก”

“ประตูเปิดไม่ใช่คำอนุญาต”

ชายหนุ่มพยักหน้า ไม่โต้เถียง เขาลุกขึ้น เธอจึงเห็นซองกระดาษที่วางอยู่ใต้แผ่นไม้ ซองนั้นมีชื่อเธอเขียนด้วยลายมือของพ่อ

“คุณรู้ว่ามันอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร”

“พ่อคุณเป็นคนบอก”

“เมื่อไร”

“วันก่อนเกิดอุบัติเหตุ”

เยว่ชิงเอื้อมหยิบซอง เขาก้าวถอยหลังให้เธอโดยไม่พยายามแย่ง ภายในมีแผ่นกระดาษพับอยู่หนึ่งแผ่น เป็นภาพหน้าปัดและแถวตัวเลขที่เธอเพิ่งเผาไปในอีกยี่สิบปีข้างหน้า

แต่ด้านหลังมีประโยคที่เธอไม่เคยเห็น

หากเหวินเต๋อขอให้เจ้าลงชื่อ จงถามเขาก่อนว่าเงินสามพันหยวนเข้าตู้เซฟเวลาใด

เยว่ชิงอ่านข้อความซ้ำ

พ่อรู้เรื่องเงินหายก่อนตายสามเดือน ทั้งที่การโจรกรรมควรจะเกิดขึ้นเมื่อวาน

“คุณอ่านแล้วหรือ” เธอถามจิ้งโจว

“ยัง” เขาตอบ “ผมได้รับคำสั่งให้ส่งซองปิดผนึกให้คุณในวันที่สิบเจ็ด”

“แล้วทำไมคุณมาถึงก่อนฉัน”

เขามองผ่านไหล่เธอไปยังถนน

“เพราะมีคนกำลังมาเอามัน”

เสียงรถจักรยานหยุดตรงหน้าร้าน ตามด้วยเสียงที่เยว่ชิงจำได้แม้หลับตา

“เยว่ชิง เธออยู่ที่นี่เอง ฉันมีเอกสารจะให้ช่วยเซ็น”

เหวินเต๋อยืนในกรอบประตู สวมแว่นกรอบโลหะ ถือแฟ้มสีเทาเหมือนเช้าวันนั้นทุกอย่าง

เยว่ชิงพับจดหมายกลับเข้าซอง เก็บมันลงในกระเป๋าเสื้อ แล้วเลื่อนเก้าอี้ฝั่งลูกค้าออกมาด้วยตัวเอง

“เข้ามาสิ” เธอพูด “วันนี้ฉันมีคำถามให้นายตอบเหมือนกัน”

ข้อมือซ้ายของเธอดังติ๊กเบา ๆ

ครั้งนี้นาฬิกาเดินไปข้างหน้า

และเธอก็เช่นกัน

กลับสารบัญนิยาย

นิยายและภาพประกอบสร้างขึ้นใหม่ ภาพประกอบสร้างด้วย AI