ปรับการอ่าน

ย้อนคืนปี 1978 ครานี้ข้าจะทวงชีวิตคืน · ตอนที่ 82

ตอนที่ 82 — คนที่รู้ว่าเธอกลัวอะไร

สวีเหวินเต๋อมาถึงโต๊ะซ่อมในตลาดหลานโจวตอนที่เยว่ชิงกำลังห่อของให้ลูกค้า

เป็นเช้าวันที่ยี่สิบหกมกราคม หลังการทดลองสองช่วงแรก นางได้ตกลงใช้โต๊ะเพิ่มอีกช่วงตามเวลาว่างที่ตรวจไว้กับหน่วยและเงื่อนไขเดิมของเถียนอวี้หลาน นางยังไม่รับกล่องนาฬิกาสิบเรือนซึ่งคนขายอยากให้ดู เพราะเจ้าของยังไม่ได้มาคุยขอบเขตงานด้วยตนเอง

ลูกค้าที่อยู่ตรงหน้ากำลังตรวจรอยเรือนของตนเทียบกับใบรับ เยว่ชิงวางเชือกลงเมื่อเห็นเงาของคนอีกคนบนโต๊ะ แต่ยังอธิบายสิ่งที่ทำให้ลูกค้าจบก่อน

เหวินเต๋อยืนรอ

เขาสวมเสื้อบุสีเทา แว่นกรอบโลหะบาง ผมแสกข้างเรียบเหมือนเคย ไม่มีสิ่งใดในตัวเขาซึ่งบอกว่าเดินทางมาไกลหรือรีบร้อน

มือขวาของเยว่ชิงเย็นขึ้นทันที

นางรู้จักความรู้สึกนั้นดีเกินไป แต่รู้ด้วยว่าคนตรงหน้ายังไม่ได้กล่าวอะไรในวันนี้

เมื่อลูกค้าเก็บของเดินจากไป นางจึงถาม

“เจ้ามาที่นี่มีธุระอะไร”

“มาดูของในตลาด มีคนบอกว่าช่างหญิงที่รับงานบางเช้าชื่อหลิน ข้าเลยถามต่อแล้วเดินมาดู”

เขากวาดตามองถาดเครื่องมือ กระดาษวันนัด และทางเดินที่มีคนผ่าน

เยว่ชิงไม่ได้ให้ที่อยู่ห้องเช่าของตนแก่เขา โต๊ะในตลาดกลับเป็นที่สาธารณะ ชื่อของช่างอยู่บนใบรับที่เจ้าของของอ่านได้ คนย่อมถามหานางจากงานที่นางทำ ไม่ต้องรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับชีวิตนางจึงจะเดินมาถึงโต๊ะนี้

นางเก็บใบส่วนของลูกค้าเข้าที่ ไม่เปิดสมุดให้เขาดู

“ถ้าเป็นเรื่องของซ่อม ให้บอกอาการ ถ้าเป็นเรื่องอื่น ข้ามีเวลาสั้น ๆ ตรงนี้”

“แม้แต่คนเคยรู้จักก็ต้องนับเวลาหรือ”

“ใช่”

รอยยิ้มของเขาจางลงเพียงเล็กน้อย

เยว่ชิงพบเหวินเต๋อที่โต๊ะซ่อมสาธารณะ และกำหนดว่าจะคุยเฉพาะเวลาที่มีอยู่ตรงนั้น
เยว่ชิงพบเหวินเต๋อที่โต๊ะซ่อมสาธารณะ และกำหนดว่าจะคุยเฉพาะเวลาที่มีอยู่ตรงนั้น

“ข้าได้ยินว่าเจ้ายังตามเรื่องพ่ออยู่” เขาพูด “ทำงานที่นี่แล้วยังมีเวลาส่งเรื่องกลับไปอีก”

เยว่ชิงไม่ตอบว่าได้รับรายงานหน้าใด ไม่เอาเลขเอกสารมาอธิบายให้เขาต่อข้อซึ่งยังไม่รู้

“ได้ยินจากใคร”

“ชิงเหอไม่ใช่เมืองใหญ่ ข่าวเรื่องร้านหลินย่อมมีคนพูด”

เขาไม่ได้ระบุผู้เล่า นางจึงยังมีเพียงคำกล่าวของเขาว่าได้ยิน ไม่ใช่รู้แล้วว่าเจ้าหน้าที่คนใดส่งสำเนาคำขอให้เขาอ่าน

เหวินเต๋อวางมือบนขอบโต๊ะฝั่งลูกค้า

“ตอนพ่อเจ้ายังอยู่ ข้าจำได้ว่าถ้าคนพูดถึงงานของเขาไม่ดี เจ้าจะถามจนเขาบอกว่าได้ยินมาจากไหน บางครั้งคนเขาเพียงพูดผ่าน ๆ เจ้ายังยืนฟังจนเสียเวลาร้าน”

เยว่ชิงจำตนเองในเวลานั้นได้

ความทรงจำที่เขาหยิบมาไม่ใช่สิ่งจากปี 1998 เขาเคยมาที่ร้าน เป็นคนที่ครอบครัวเคยยอมให้นั่งกินข้าวร่วมโต๊ะ และเคยฟังนางพูดถึงลูกค้ากับพ่อ เขารู้ว่านางเจ็บกับคำใดก่อนวันที่นางหวนกลับมาเสียอีก

“ถ้าคนพูดโดยไม่มีฐาน ข้าก็มีสิทธิ์ถาม” นางตอบ

“มีสิทธิ์ แต่คนอื่นมีเวลาทำงานของเขา พอถูกถามบ่อย ๆ เขาอาจไม่อยากเกี่ยวด้วยอีก”

เยว่ชิงขยับถาดสกรูให้ห่างขอบโต๊ะ

เขามองมือนางแล้วพูดเบาลง

“เจ้ากลัวเรื่องนั้นอยู่ใช่หรือไม่ กลัวว่าต้องทำทุกอย่างคนเดียว”

คำถามตรงเกินกว่าที่นางเตรียมใจไว้

ชั่วขณะหนึ่ง เสียงตลาดเหมือนห่างออกไป นางเห็นภาพฝนบนสังกะสีในคืนที่ไม่มีใครพานางออกจากห้องเก็บของ ความรู้สึกถูกทิ้งไว้กับชีวิตที่ผู้อื่นตัดสินมาแล้วกลับขึ้นมาถึงคอ

นางไม่ได้เล่าภาพนั้น

เหวินเต๋อเห็นเพียงนางเงียบ เห็นมือที่จับขอบถาดแน่นขึ้น และเห็นดวงตานางเปลี่ยนไปหลังคำว่าอยู่คนเดียว

เขาไม่ต้องเห็นฝนปี 1998 จึงจะใช้ความเงียบนี้ต่อได้

“แม่เจ้าพักบ่อยขึ้น ร้านไม่ได้เปิดเท่าแต่ก่อน ข้าแวะไปยังเห็นแจ้งช่วงบ่ายที่หยุดไว้ เจ้าอยู่เมืองนี้ คนดูร้านก็ต้องรับคำถามแทน”

เยว่ชิงมองเขา

“เจ้าไปวันไหน”

“ก่อนมาหลานโจวไม่กี่วัน”

“คุยกับแม่หรือ”

“ข้าถามเวลาเปิดร้าน แม่เจ้าตอบอยู่หน้าประตู ข้าไม่ได้เข้าไปค้นอะไร เจ้าคงไม่คิดว่าคนที่รู้จักกันจะต้องหลบหน้าแม่นางด้วย”

เขารีบเติมคำว่าค้น ทั้งที่นางยังไม่ได้ถามเรื่องตู้เอกสาร

นางเก็บข้อสังเกตนั้นไว้ แต่ไม่เปลี่ยนคำที่เขาเลือกใช้ให้กลายเป็นหลักฐานว่าเขาเคยเปิดตู้จริง

เหวินเต๋อพูดต่อ

“คนที่เห็นเจ้ามานั่งรับงานที่นี่ ไม่รู้หรอกว่าเจ้าส่งเงินกลับไปเท่าไร เขาเห็นเพียงแม่อยู่ร้าน ลูกสาวอยู่ไกล บางเรื่องปล่อยให้เงียบลงก็ดีต่อแม่มากกว่า”

คำว่าแม่ทำให้นางอยากตอบทันที อยากบอกจำนวนเงิน เวลาคนช่วย และทุกสิ่งที่ทำเพื่อพิสูจน์ว่าไม่ได้ทอดทิ้งใคร

ถ้าบอกทั้งหมด เขาจะได้รายละเอียดที่ใช้ถามครั้งต่อไปเพิ่มขึ้นอีก

เยว่ชิงมองผ้ารองโต๊ะของตน ลายเนื้อผ้าถี่อยู่ใต้มือ นางคลายกำถาดแล้ววางฝาปิดให้เรียบ

“แม่มีสิทธิ์ถามข้า และข้าจะตอบแม่” นางพูด “เจ้าไม่ได้เป็นคนกำหนดว่าข้าต้องหยุดเรื่องใดจึงจะนับว่าดูแลแม่”

เขาหัวเราะเบา ๆ

“ข้าเป็นห่วง เจ้าได้ยินเหมือนข้าขู่เสียแล้ว”

“ข้าได้ยินสิ่งที่เจ้าพูด และยังไม่รู้ว่าคนอื่นที่เจ้าพูดถึงคือใคร”

“ถ้ามีคนเลิกส่งงานให้เจ้า เจ้าคงไม่รอให้เขียนเหตุผลก่อน”

หัวใจนางเต้นเร็วขึ้นอีกครั้ง

ครั้งก่อนคำของเขามักมาถึงในรูปความช่วยเหลือ แล้วให้นางรีบทำบางอย่างก่อนคนอื่นจะคิดไม่ดี นางเคยลงชื่อเพื่อไม่ให้คนที่ยืนข้างตนเสียหน้า เคยยอมให้ความเป็นห่วงกลายเป็นสิทธิ์เหนือร้าน

แต่การถอนหมั้นในเดือนเมษายนปี 1978 ได้เกิดขึ้นจริงแล้ว ไม่ได้รอให้เขาเห็นด้วย และไม่ได้กลับเป็นคำสัญญาเพราะเขาเดินทางมาตลาดนี้

“เวลาที่ข้าบอกหมดแล้ว” เยว่ชิงพูด

“ข้ายังไม่ได้บอกสิ่งที่จะช่วยเจ้าได้เลย”

“ถ้ามีข้อเสนอเกี่ยวกับงาน ส่งรายละเอียดไว้ตามช่องทางรับงาน ข้าจะอ่านเมื่อมีเวลา ข้าจะไม่ย้ายไปคุยที่อื่นหลังปิดโต๊ะวันนี้”

เหวินเต๋อมองคนที่เดินผ่าน แล้วลดมือจากขอบโต๊ะ

“เจ้าก็ยังกลัวคำคนเหมือนเดิม เพียงทำเหมือนเดี๋ยวนี้ไม่ต้องฟังใคร”

เยว่ชิงไม่ปฏิเสธว่ากลัว

นางยกนาฬิกาที่ห่อไว้ไปวางในช่องของมัน เก็บใบรับด้านช่างให้พ้นฝั่งลูกค้า และไม่ต่อบทสนทนา

ครู่หนึ่งเขาจึงจากไป

ไม่มีใครในตลาดปรบมือให้ ไม่มีคนรู้ว่าสิ่งที่คุยกันได้แตะความทรงจำยี่สิบปีของนาง และเขาก็ไม่ได้ถูกจับเพราะคำที่นางไม่ชอบ

เยว่ชิงยังมือเย็นอยู่หลังเห็นหลังเขาหายไป

เถียนอวี้หลานเดินเข้ามาถามว่าจะใช้โต๊ะถึงเที่ยงตามเดิมหรือไม่

“ข้าขอพักครู่หนึ่ง แล้วจะดูงานที่นัดไว้ก่อน” เยว่ชิงตอบ

นางดื่มน้ำและเก็บชิ้นเล็กทั้งหมดให้เรียบร้อย ยังไม่แตะงานละเอียดจนมือนิ่งขึ้น เมื่อลูกค้าที่นัดมาถึง นางบอกว่าต้องเริ่มช้ากว่าที่คาดเล็กน้อย ถ้าอีกฝ่ายไม่สะดวกรอ จะนัดใหม่ได้

ลูกค้าเลือกนั่งรอ นางจึงทำเฉพาะส่วนที่ตรวจและตกลงกันในวันนี้

ก่อนเก็บโต๊ะ เยว่ชิงถามเถียนอวี้หลานว่าเห็นชายเสื้อเทาเมื่อครู่หรือไม่

“เห็นมายืนคุยกับเจ้า แต่ข้าไม่ได้ยินทั้งหมด”

“ถ้ามีใครถาม ข้าขอให้เจ้าบอกเท่าที่เห็น ไม่ต้องช่วยเดาว่าเขามาทำอะไร”

เถียนอวี้หลานมองนางครู่หนึ่งแล้วตอบว่าได้

เยว่ชิงไม่ขอให้หญิงผู้นั้นลงชื่อรับรองบทสนทนาที่ไม่ได้ยิน ไม่ทำให้คนข้างโต๊ะกลายเป็นพยานทุกประโยคเพราะตนอยากมีคนยืนยัน

เมื่อกลับถึงห้องในเย็นวันนั้น นางจึงเขียนสิ่งที่จำได้

เขามาที่ใด กล่าวอะไร อ้างว่าเห็นเวลาเปิดร้านกับแม่ และไม่ตอบชัดว่าได้ข่าวคำขอเรื่องพ่อจากใคร

ใต้บันทึก นางเขียนแยกว่าตนกลัวอะไรหลังฟัง

มันไม่ใช่ส่วนเดียวกับสิ่งที่เขาพิสูจน์ว่ารู้

เยว่ชิงบันทึกสิ่งที่เหวินเต๋อพูดแยกจากความกลัวของตน และพักก่อนตัดสินใจทำอะไรต่อ
เยว่ชิงบันทึกสิ่งที่เหวินเต๋อพูดแยกจากความกลัวของตน และพักก่อนตัดสินใจทำอะไรต่อ

เขารู้ว่าพ่อสำคัญกับนาง รู้ว่านางห่วงแม่ รู้ว่าเคยฟังคำคนจนเสียเวลาของตน และเห็นว่าคำว่าไม่มีใครช่วยทำให้นางเงียบ

เขาไม่ได้กล่าวชื่อผู้ที่นำพ่อเข้าโรงพยาบาล ไม่บอกว่าใครเปลี่ยนชิ้นส่วนหลังการตรวจ และไม่ได้ยืนยันเนื้อหาในใบแนบที่นางยังค้นไม่พบ

นางเกือบทำให้ความแม่นเรื่องความกลัวกลายเป็นความรู้ทุกเรื่องของเขาเอง

เยว่ชิงอ่านบันทึกจบแล้ววางปากกา

ไม่จำเป็นต้องทำให้เขาโง่ลงในความคิดจึงจะป้องกันตัวเองได้ เขาเป็นคนที่เคยรู้จักนางจริง และใช้สิ่งนั้นได้ดี สิ่งที่ต้องเปลี่ยนคือการตัดสินใจหลังเขาใช้มัน

เช้าวันที่ยี่สิบเจ็ด นางส่งจดหมายถึงแม่

นางบอกว่าเหวินเต๋อมาที่ตลาดและอ้างว่าเพิ่งแวะร้าน ถามว่าแม่ได้พบจริงเมื่อใด คุยเรื่องใด มีการขอเอกสารหรือให้ฝากข้อความหรือไม่

นางไม่เขียนแทนแม่ว่าเขาข่มขู่แน่ ไม่ขอให้แม่เฝ้าประตูทั้งวันเพราะลูกกลัว และยืนยันว่าแม่ไม่ต้องเปิดตู้ให้ผู้มาเยี่ยมโดยถือว่าคนเคยหมั้นกับลูกเป็นผู้มีสิทธิ์

จดหมายฉบับนั้นไม่ได้แนบบันทึกเรื่องครอบครัวของถานเส้าหรงหรือรายละเอียดแผลของจิ้งโจวไปให้แม่ระวังทุกคนในเมือง

สิ่งที่นางถามเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดหน้าร้านจริง

เย็นวันที่ยี่สิบเก้า เยว่ชิงพบจิ้งโจวที่ร้านน้ำชาตามเวลาที่ตกลงกันหลังงาน

ก่อนเล่า นางถามว่าเขามีแรงฟังเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับเอกสารสักครู่หรือไม่

เขาวางถ้วยแล้วพยักหน้า

เยว่ชิงเล่าคำพูดที่จำได้กับสิ่งที่ตนเกือบทำ ไม่เล่าคืนฝนปี 1998 และไม่อ้างว่าเหวินเต๋อรู้อนาคตของใคร

“ข้าเกือบให้เขารู้ค่าใช้จ่ายทั้งหมดของแม่” นางพูด “เหมือนถ้าบอกได้ครบ เขาจะหยุดพูดว่าข้าทิ้งนาง”

“เขาเป็นคนที่เจ้าต้องส่งบัญชีให้หรือ”

“ไม่ใช่”

คำตอบออกมาเร็วกว่าที่นางคิด

จิ้งโจวไม่ได้บอกว่าถ้าเป็นตนจะไม่มีวันถูกคำเช่นนี้ทำให้กลัว เขาฟังจนจบแล้วถาม

“เจ้าต้องการให้ข้าช่วยส่วนไหน”

เยว่ชิงมองน้ำชา

“คืนนี้ช่วยฟังว่าข้าเปลี่ยนสิ่งที่ต้องทำเพราะคำเขาหรือยัง ไม่ต้องไปหาเขา”

“เจ้าถอนคำขอเรื่องพ่อหรือไม่”

“ไม่”

“ย้ายเงินช่วยแม่มาใช้กับตลาดหรือไม่”

“ไม่”

“ให้เขามาห้อง หรือรับปากไปคุยลำพังหรือไม่”

นางส่ายหน้า

จิ้งโจวพยักหน้าอีกครั้ง

“เจ้ากลัวแล้วทำสิ่งที่ตกลงกับตัวเองไว้ต่อได้”

ประโยคนั้นทำให้นางผ่อนลมหายใจ

เยว่ชิงเล่าการพบเหวินเต๋อให้จิ้งโจวฟังตามขอบเขตที่เลือก และขอความช่วยเหลือเฉพาะสิ่งที่ต้องการ
เยว่ชิงเล่าการพบเหวินเต๋อให้จิ้งโจวฟังตามขอบเขตที่เลือก และขอความช่วยเหลือเฉพาะสิ่งที่ต้องการ

“แต่ข้าไม่ชอบที่ยังกลัว” นางยอมรับ

“ข้าก็ไม่ชอบหลายอย่างที่ตนรู้สึก” เขาตอบ “ถึงอย่างนั้น ความไม่ชอบไม่ได้ทำให้ข้าต้องทำตามคนที่พูดถูกจุด”

เยว่ชิงยกถ้วยขึ้นดื่ม น้ำชาอุ่นพอให้รู้สึกถึงริมฝีปากกับนิ้วที่จับถ้วย ไม่ใช่เพียงความเย็นซึ่งจำมาจากคนอื่น

เขาไม่ได้ให้สัญญาว่าจะอยู่เฝ้านางทุกเช้า ไม่ตัดสินว่าตลาดต้องหยุดเพราะมีคนเคยทำร้ายใจมาปรากฏ และไม่เสนอให้เผาจดหมายที่นางเขียนไป

นางไม่ได้ต้องการสิ่งเหล่านั้น

นางต้องการคนที่ถามก่อนว่าจะให้ช่วยอะไร และคืนนี้ได้ขอสิ่งนั้นออกมาแล้ว

คำตอบของแม่มาถึงวันที่ห้ากุมภาพันธ์

แม่ยืนยันว่าเหวินเต๋อแวะหน้าร้านวันที่ยี่สิบสามจริง ถามเวลาเปิดกับที่อยู่เมืองซึ่งลูกทำงาน แม่บอกเพียงว่าลูกอยู่หลานโจว ไม่ได้ให้ที่อยู่ห้องเช่าหรือตารางใช้โต๊ะตลาด

เขาเห็นข้อความแจ้งพักหน้าร้านสองช่วงบ่ายซึ่งมีอยู่แล้ว และไม่ได้เข้าตู้เก็บเอกสารในครั้งที่แม่อยู่ด้วย

แม่ไม่ทราบว่าเขาทราบเรื่องคำขอจากใคร ไม่รู้ด้วยว่าเขาเดินหานางจากตลาดได้อย่างไร

เยว่ชิงอ่านแต่ละคำโดยไม่ขยายสิ่งที่แม่เห็นในครั้งนี้เป็นคำรับรองว่าเขาไม่เคยถามใครหรือเข้าใกล้ร้านเวลาอื่นเลย

ข้อมูลหนึ่งเรื่องมีทางที่เขาเห็นได้ตามปกติ อีกเรื่องยังไม่รู้ที่มา

ในห่อจดหมายเดียวกัน แม่ส่งซองอีกฉบับซึ่งมาถึงร้านหลินตามที่อยู่เดิมของเยว่ชิง นางไม่ได้เปิดไว้ เพราะผู้รับเป็นลูก

หน้าซองมีชื่อผู้ส่งว่าเฉียวหง พร้อมที่อยู่ติดต่อของฝ่ายจัดซื้อ

เยว่ชิงวางมันแยกจากคำตอบของแม่

ชื่อซึ่งเคยปรากฏในทางเดินเอกสารเกี่ยวกับพ่อมาถึงหน้าซองที่จ่าถึงนางแล้ว แต่ชื่อบนซองยังไม่บอกเนื้อหา ไม่บอกว่าใครเป็นคนเขียน และไม่ทำให้คำชวนข้างในกลายเป็นสิ่งที่ต้องตอบรับ

นางเปิดซองในช่วงที่จัดไว้สำหรับอ่านงานส่วนตัว

ครั้งนี้นางจะอ่านว่าคนเขียนขออะไร ให้สิ่งใด และต้องการอะไรแลกกับมัน

ไม่อ่านเพียงเพื่อหาประโยคที่จะทำให้ตนเลิกกลัวเสียที

กลับสารบัญนิยาย

นิยายและภาพประกอบสร้างขึ้นใหม่ ภาพประกอบสร้างด้วย AI