ย้อนคืนปี 1978 ครานี้ข้าจะทวงชีวิตคืน · ตอนที่ 77
ตอนที่ 77 — ความเงียบของหัวหน้าคลัง
วันที่สิบเจ็ดเมษายน หลินเยว่ชิงตื่นก่อนเสียงคนต้มน้ำในลานบ้านเช่า
หนึ่งปีก่อน นางลืมตาในห้องเก่าที่ชิงเหอ พร้อมความทรงจำของหญิงวัยสี่สิบสี่ซึ่งไม่มีโอกาสแก้คำกล่าวหาที่ฝังอยู่กับชีวิตอีกแล้ว
วันนี้หน้าต่างเป็นของห้องในหลานโจว โต๊ะเล็กข้างเตียงมีใบรับเงินค่าเช่า สมุดงาน และจดหมายที่ต้องรอคำตอบ แม่ยังอยู่บ้านเดิม พ่อยังไม่ได้กลับมานั่งซ่อมของในร้าน
หนึ่งปีที่ได้คืนไม่ได้คืนทุกสิ่ง
แต่เยว่ชิงลุกขึ้น ล้างหน้า กินข้าว และไปทำงานโดยไม่ต้องรอให้ความจริงทุกชิ้นตกถึงมือก่อนจึงจะยอมใช้วันของตน
นางไม่ได้บอกใครว่าเป็นวันครบรอบการหวนคืน สิ่งที่ส่งถึงแม่ในวันนั้นเป็นเพียงจดหมายสั้น ถามเรื่องอาการกับของกิน และบอกว่านางจะจัดวันกลับบ้านเมื่อเวลางานแน่นอน
คำตอบจากผู้เก็บเอกสารคลังมาถึงวันที่ยี่สิบเจ็ด
บางส่วนยังอยู่ระหว่างค้น ทะเบียนรับเข้าที่อ้างชุดวัสดุต้องเทียบแฟ้มราคาเดิม เอกสารอนุญาตใช้ของแทนยังไม่ได้แนบกลับมา ส่วนชื่อผู้รับปลายทางก็ยังต้องตรวจจากต้นฉบับและทะเบียนบุคคล
แต่หัวหน้าคลังในช่วงที่ลงรายการนั้นติดต่อได้
ถานเส้าหรงออกจากตำแหน่งเมื่อปลายปี 1978 ยังอยู่ชิงเหอ และยินดีรับคำถามผ่านจดหมาย หากต้องการคุย เขาขอพบที่ร้านน้ำชาใกล้สถานีในบ่ายวันที่สิบสองพฤษภาคม ไม่ให้ไปที่บ้าน
ผู้เก็บแนบข้อความของเขามาด้วย
มีบันทึกช่วยจำอยู่กับข้า แต่ข้าจะคุยกับผู้ถามเอง ไม่ฝากสมุดไปทางไปรษณีย์
เยว่ชิงอ่านเงื่อนไขอีกบรรทัด
ไม่พาคนมารอหน้าบ้าน และไม่ถามคนในครอบครัวแทนข้า
นางวางกระดาษลง
คนซึ่งยอมตอบหนึ่งคำอาจยังไม่พร้อมให้ทั้งเมืองรู้ว่าตนเป็นคนตอบ การรับคำเชิญไม่ใช่การรับสิทธิ์เข้าไปในชีวิตของเขาทุกห้อง
ปลายเดือนเมษายน เยว่ชิงยื่นขอลาช่วงวันที่สิบเอ็ดถึงสิบสี่พฤษภาคมและจัดส่วนงานที่ต้องส่งต่อ รายการใดจบแล้วนางลงตามจริง รายการใดต้องให้ผู้รับช่วงทำต่อก็ระบุจุดที่ค้าง ไม่แต่งให้เต็มเพียงเพราะต้องการได้ขึ้นรถไฟ
เมื่อผู้รับผิดชอบอนุมัติให้กลับเข้ารายงานวันที่สิบห้า นางจึงส่งคำตอบยืนยันนัดถึงถานเส้าหรง
นางแจ้งว่าจะไปคนเดียว นำเฉพาะสำเนารายการที่ถามและคำอธิบายผู้เก็บ ไม่ไปบ้าน ไม่ถามลูกหลาน และไม่ขอให้เขานำต้นฉบับของคลังออกมาแทนช่องทางของผู้เก็บ
นางส่งข่าวถึงแม่แยกอีกซอง พร้อมแจ้งคนช่วยตามช่วงเวลาที่ต้องทำจริงจนกว่านางจะถึง ไม่ให้การมีลูกสาวกลับมาอีกสองสามวันเป็นเหตุยกเลิกคนช่วยทั้งงวด
สิบพฤษภาคม ก่อนขึ้นรถไฟ เยว่ชิงพบจิ้งโจวหลังงานของทั้งคู่
เขามีงานของหน่วยตนในช่วงนั้น ไม่ตามไปชิงเหอ นางไม่ได้ขอให้เขายกเลิกงานเพื่อมาเป็นคนยืนข้างเก้าอี้ของผู้เก็บสมุด
“ข้าขอให้เขาชี้รายการที่เขาทำ” นางบอก “ไม่เอาคำส่วนตัวของท่านไปให้เขาอธิบายแทน”
“ถ้าเขาพูดถึงงานข้า ค่อยจดว่าเขารู้จากอะไร”
นางรับคำ
ทั้งสองคุยเรื่องเวลาเดินทางและวันที่จะส่งข่าวถึงกัน ก่อนแยกไปทำสิ่งที่ต้องทำ เยว่ชิงชำระค่าเช่างวดถัดไป เก็บใบรับไว้ในห้อง และส่งกุญแจเพียงดอกเดียวของตนลงกระเป๋า ไม่มีใครได้รับมันเพราะต้องรอเธอแทน
นางเดินทางคืนวันที่สิบ และถึงบ้านชิงเหอในเย็นวันที่สิบเอ็ด
แม่ลุกมารับที่ประตูได้เอง แต่กลับไปนั่งเมื่อคุยกันครู่หนึ่ง เยว่ชิงช่วยยกน้ำตามที่แม่ขอ ไม่เปิดตู้เก็บของพ่อเพียงเพราะเดินทางกลับถึงบ้านแล้ว
คืนนั้นนางกินข้าวกับแม่ ฟังเรื่องคนช่วยที่มาช้าครั้งหนึ่งแล้วแจ้งล่วงหน้า ฟังเรื่องลูกค้าซึ่งรับของไปแล้ว และถามว่าแม่อยากให้นางทำเรื่องใดในวันรุ่งขึ้นก่อนออกไปพบคน
“ซื้อข้าวสารที่ร้านเดิม” แม่บอก “แล้วอย่ามัวแต่ถามคนจนลืมกิน”
เยว่ชิงหัวเราะ รับคำของแม่เหมือนคำของคนที่มีชีวิตอยู่ตรงหน้า ไม่ใช่ประโยคสำหรับบันทึกไว้ข้างแฟ้ม
บ่ายวันที่สิบสองพฤษภาคม นางมาถึงร้านน้ำชาก่อนเวลานัด
ถานเส้าหรงนั่งอยู่โต๊ะริมผนัง เขาอายุห้าสิบเจ็ด ใบหน้ายาวค่อนข้างแคบ ผมดำปนขาวหวีเรียบ แว่นกรอบเข้มวางข้างถ้วยชา เสื้อผ้าฝ้ายสีน้ำตาลเทาของเขามีรอยขัดจางที่ข้อศอก
บนโต๊ะมีสมุดเล่มเล็กผูกผ้าฝ้ายไว้ แต่เขายังไม่แก้ปม
เยว่ชิงแนะนำตัว บอกชื่อที่ตรงกับจดหมาย และถามว่านั่งตรงข้ามได้หรือไม่
เขาชี้เก้าอี้ แล้วมองไปยังประตูอีกครั้ง
“มาคนเดียวจริงหรือ”
“คนเดียวค่ะ”
“ใครรู้ว่าข้ามาที่นี่”
“ผู้เก็บซึ่งส่งคำตอบและตัวข้า ตามช่องทางที่ท่านรับนัด ข้าไม่ได้แจ้งนัดนี้ให้คนอื่นมารอ”
นางไม่รับรองว่าไม่มีใครในเมืองเห็นเขาเดินเข้าร้าน มันเป็นเรื่องที่นางรู้ไม่ได้
ถานเส้าหรงนิ่งอยู่พักใหญ่
เยว่ชิงวางห่อสำเนาลงบนโต๊ะ แต่มือของเขายังอยู่ที่ปมผ้าบนสมุด

“ถ้าข้าบอก จะดูแลลูกเมียข้าได้หรือไม่”
คำถามนั้นไม่ได้ออกมาดัง เขาพูดเหมือนถามว่าถ้วยชาร้อนเกินไปหรือยัง แต่เยว่ชิงรู้สึกว่าต้องวางทุกคำให้หนักพอ
นางมองเขา ไม่รีบตอบรับเพื่อให้ปมผ้าคลาย
“ข้ารับปากว่าจะทำให้ทุกคนปลอดภัยไม่ได้”
ดวงตาของถานเส้าหรงเปลี่ยนไป เขาดึงสมุดชิดตัว
“อย่างนั้นเจ้าจะเอาคำข้าไปทำอะไร”
“ข้าต้องการหาที่มาของการจ่ายของกับการตัดบัญชี ถ้าท่านยังไม่พร้อมพูด ข้าจะไม่บังคับให้ท่านเซ็น ไม่ถ่ายสมุด และไม่เอาชื่อครอบครัวไปแนบคำขอ”
“คำพูดอย่างนั้นช่วยอะไร ข้ามีลูกอยู่ในโรงงานด้วย”
“เรื่องที่ข้าทำได้คือไม่ไปหาเขา ไม่ขอให้เขาตอบแทนท่าน และไม่ส่งคำส่วนตัวของท่านต่อให้คนอื่นโดยที่ท่านยังไม่รู้ขอบเขต ส่วนเรื่องงานของเขาหรือคนที่อาจมาหาท่าน ข้าไม่มีอำนาจสั่งให้เขาหยุด”
ถานเส้าหรงมองประตูอีกครั้ง
ครั้งนี้เยว่ชิงไม่ก้มไปหาสมุด
เขาถามว่าถ้าเจ้าหน้าที่ซึ่งรับเรื่องต้องการชื่อคนให้ข้อมูล นางจะเก็บชื่อเขาไว้ไม่ให้ใครรู้ได้หรือไม่
“ข้าก็รับปากว่าชื่อจะไม่ถูกใช้ตลอดไปไม่ได้” นางตอบ “ข้าต้องถามช่องทางรับเรื่องก่อนว่าเขาต้องการอะไร และท่านต้องตัดสินใจจากสิ่งนั้น ไม่ใช่จากคำว่าข้าจะปิดไว้เองทุกกรณี”
เขาหัวเราะครั้งหนึ่งโดยไม่มีความสนุก
“คนอื่นบอกข้าได้หมด เจ้ากลับบอกว่าไม่ได้”
“ถ้าข้าบอกว่าได้เพียงเพื่อให้ท่านเปิดสมุด วันนี้ท่านอาจเชื่อข้า แต่วันหลังท่านกับครอบครัวต้องรับผลซึ่งข้าไม่เคยควบคุมได้อยู่ดี”
เขาเงียบ
เสียงน้ำร้อนจากโต๊ะข้าง ๆ ไหลลงถ้วย เจ้าของร้านเดินผ่านแล้วกลับไปหลังเคาน์เตอร์ ไม่มีใครหันมาเป็นผู้ช่วยต่อรองแทนนาง
เยว่ชิงหยิบกระดาษเปล่าออกมา แต่ยังไม่เขียนชื่อเขาไว้บนหัวกระดาษ
“หากท่านอยากถามเรื่องการรับข้อมูลโดยจำกัดการเผยชื่อ หรือแจ้งความกังวลก่อนให้คำชี้แจง ข้าช่วยเขียนคำถามให้ท่านอ่านก่อนได้ ส่งถึงผู้รับเรื่องที่ท่านเลือก และรอคำตอบก่อนตัดสินใจพูดต่อ”
“แล้วจะรับรองว่าเขาทำตามหรือ”
“ไม่ได้ค่ะ ข้าจะขอให้เขาตอบวิธีที่เขาทำได้ ไม่เขียนแทนว่ารับรองแล้ว”
ชายชรามองแผ่นว่าง
เขายังไม่แก่ถึงกับต้องให้ใครยกสมุดแทน มือของเขากำปมผ้าแน่นเพราะกำลังคิด ไม่ใช่เพราะร่างกายอ่อนแรงจนเปิดเองไม่ได้
“ถ้าข้าไม่เล่า เจ้าจะว่าข้าปิดบังหรือไม่”
เยว่ชิงตอบช้ากว่าทุกข้อก่อนหน้า
“ข้าจะยังตามเอกสารจากที่เก็บ และถามส่วนที่เกี่ยวกับหน้าที่ท่านตามช่องทางของมัน แต่ข้าจะไม่บอกคนทั้งร้านว่าท่านมีความผิดเพราะยังไม่ยอมเล่าที่นี่”
“ไม่ยอมเล่าไม่ใช่ไม่มีอะไร”
“ข้าเข้าใจค่ะ”
นางไม่ได้ใช้ความเข้าใจนั้นเป็นใบอนุญาตขู่เขา
ถานเส้าหรงปล่อยมือจากปมผ้าเล็กน้อย แล้วถามว่าตอนนี้นางรู้ถึงหน้าใด
เยว่ชิงขออนุญาตเปิดห่อสำเนา วางใบอนุมัติ ใบใช้งาน ทะเบียนจ่ายกับส่วนตัดบัญชีให้เขาดู พร้อมคำรับรองของผู้เก็บซึ่งบอกว่าคัดจากอะไร
นางไม่วางคำกลัวของแม่ ไม่วางร่างส่วนตัวของจิ้งโจว และไม่วางจดหมายที่คนขับจำกัดการใช้ไว้
ถานเส้าหรงอ่านบรรทัดราคาเต็มเดิมนานที่สุด
“เจ้าเขียนว่าข้ารับเงินหรือยัง”
“ยังไม่มีหลักฐานให้เขียนอย่างนั้นค่ะ”
“แต่มีชื่อหัวหน้าคลังอยู่ในเรื่อง”
“จึงถามว่าช่องใดเป็นหน้าที่ท่าน และช่องใดไม่ใช่ ข้าไม่ขอให้ท่านรับรองสิ่งที่ท่านไม่ได้ทำ”
เขาถอดแว่น ใส่อีกครั้ง แล้วชี้บรรทัดซึ่งนางตีกรอบไว้
“สมุดของข้าไม่ใช่สมุดต้นฉบับคลัง” เขาพูด “ข้าจดช่วยจำเวลาต้องถามใบแนบ มีทั้งเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัว ไม่ใช่ให้เจ้าเอาไปถือแล้วบอกว่าคลังมอบต้นฉบับให้”
“ข้าจะไม่เรียกอย่างนั้น”
“เปิดได้หน้าเดียว ไม่อ่านหน้าก่อน ไม่พลิกหน้าหลัง”
เยว่ชิงเก็บมือไว้ข้างสมุดของตน ให้เขาแก้ปมเอง

หน้าเล็กที่เปิดมีเลขอ้างงาน 77–26 อยู่ข้างบรรทัดช่วยจำ
ถานเส้าหรงใช้กระดาษอีกแผ่นปิดส่วนที่ไม่เกี่ยว แล้วชี้ข้อความสั้นใต้เลขอ้าง
เทียบของแทน — ตรวจใบแนบฝ่ายจัดซื้อ
เขาบอกว่าตอนจ่ายออกมีฉบับใช้งานที่เปลี่ยนคำวัสดุส่งมาถึงคลัง เขาเห็นความต่างจากฉบับอนุมัติเดิม และจดไว้ให้ตามใบแนบซึ่งอธิบายการใช้ของแทน
“ท่านเห็นใบแนบนั้นหรือไม่”
“ข้าเคยเห็นใบที่ส่งมากับฉบับใช้งาน แต่จะบอกว่ามันเป็นใบอนุญาตที่ถูกต้องครบทุกขั้นไม่ได้ ต้องเปิดของที่เก็บดูอีกครั้ง”
“ท่านจำผู้ลงชื่อได้หรือไม่”
“ไม่ให้เดา”
คำตอบตัดความหวังที่นางเตรียมรับชื่อหม่าจื้อเฉิงออกในคราวเดียว
ถานเส้าหรงเลื่อนนิ้วไปที่ขอบหน้า
“ข้าจดชื่อแฟ้มที่ส่งคืนไว้ ส่วนเอกสารจริงส่งคืนฝ่ายจัดซื้อพร้อมชุดอ้างการจ่าย ไม่ได้เย็บอยู่ในสมุดจ่ายของคลังตลอดไป”
เขาให้นางจดเฉพาะชื่อแฟ้มกับเลขอ้างส่วนนี้ และอ่านกลับให้ฟัง ระบุว่าได้จากบันทึกช่วยจำส่วนตัวกับคำของเขาในวันที่สิบสองพฤษภาคม ปี 1979 ไม่ใช่เจ้าหน้าที่คลังรับรองเนื้อหาทั้งใบแนบให้แล้ว
เยว่ชิงทำตาม
ทางที่เคยขอจากแฟ้มจ่ายของคลังอาจต้องไปต่อยังแฟ้มฝ่ายจัดซื้อที่เคยรับใบแนบกลับ ไม่ใช่สรุปว่ากระดาษไม่มีอยู่เพราะผู้เก็บคลังไม่ได้ส่งแผ่นนั้นมาในซองก่อน
“เรื่องราคาเต็มเดิม ท่านจำเหตุผลได้หรือไม่”
มือของถานเส้าหรงกลับไปวางบนขอบสมุด
“เรื่องนั้นข้าขอหยุดวันนี้”
เยว่ชิงมองบรรทัดซึ่งเพิ่งจดเสร็จ แล้ววางดินสอ
“ได้ค่ะ”
“ไม่ใช่ให้เจ้าถือว่าข้าบอกแล้วว่าไม่มีเหตุผล”
“ข้าจะจดว่าท่านยังไม่ให้คำอธิบายส่วนนี้”
เขาพยักหน้า
ใบหน้าซึ่งแข็งมาตลอดอ่อนลงเพียงเล็กน้อย แต่มันพอให้นางรู้ว่าเขาได้ยินความต่างระหว่างคำสองแบบนั้น
ถานเส้าหรงปิดสมุดและผูกปมใหม่
เขาบอกเพิ่มเติมว่าเคยมีคนมาที่บ้านหลังเขาออกจากงาน พูดว่าหากจะรื้อเรื่องเก่าก็ให้คิดถึงคนที่ยังทำงานอยู่ เขาไม่บอกชื่อผู้มาวันนี้ และไม่ให้คำพูดนั้นกลายเป็นข้อความแนบคำขอถึงโรงงานโดยอัตโนมัติ
เยว่ชิงไม่ถามว่าคนนั้นสวมแว่นเหมือนสวีเหวินเต๋อหรือไม่
นางยังไม่รู้ว่าใครมา และไม่ต้องการให้ภาพจากชีวิตเก่าช่วยวาดใบหน้าซึ่งเขายังไม่ยอมระบุ
“ท่านอยากให้ข้าจดส่วนนี้หรือไม่” นางถาม
“อยากให้รู้ว่าข้าไม่ได้กลัวกระดาษอย่างเดียว แต่ยังไม่ให้ส่งต่อ”
นางรับคำ ไม่ใส่ประโยคนั้นลงในร่างคำขอฝ่ายจัดซื้อ
เงื่อนไขของเขาไม่ได้ทำให้ความกลัวในเมืองหายไป แต่ทำให้นางรู้ว่าต้องระวังส่วนใดเมื่อถือข้อมูลออกจากร้าน
ทั้งสองใช้ช่วงเวลาที่เหลือเขียนคำถามถึงช่องทางรับเรื่องซึ่งเขาต้องการสอบถามก่อนว่า หากมีความกังวลต่อครอบครัว จะขอคุยเรื่องวิธีให้ข้อมูลกับการใช้ชื่อก่อนส่งคำชี้แจงได้อย่างไร
เยว่ชิงไม่ใส่ชื่อลูก ที่ทำงานของลูก หรือที่อยู่บ้านลงในร่าง
นางอ่านให้เขาฟัง ถานเส้าหรงขอเอาร่างกลับไปคิดก่อน ยังไม่ส่งในวันนั้น และยังไม่ลงชื่อคำชี้แจงเรื่องราคา
เขาถือสมุดของตนลุกจากโต๊ะ
“เจ้าจะตามแฟ้มนั้นต่อหรือ”
“จะขอผ่านผู้เก็บค่ะ”
“ข้าจะตอบเรื่องอื่นหรือไม่ ค่อยว่ากัน”
“ข้าจะรอคำของท่านเอง ไม่บอกคนอื่นว่าท่านตกลงทุกอย่างแล้ว”
เยว่ชิงชำระเฉพาะชาของตน เขาชำระของเขา ไม่รับเงินจากนางเพื่อแลกบรรทัดในสมุด
นางไม่เดินตามไปส่งที่บ้าน
ตอนกลับถึงบ้าน แม่ถามว่าพบคนหรือไม่
“พบค่ะ ได้ทางค้นใบแนบอีกแห่ง แต่ยังต้องรอ”
นางเล่าได้เท่านั้น ไม่ยกเรื่องลูกของเขามาเป็นบทสนทนามื้อเย็น และไม่บอกแม่ว่าความเงียบของชายคนหนึ่งพิสูจน์ว่าเขาผิดแล้ว
คืนนั้นเยว่ชิงเขียนคำขอค้นแฟ้มฝ่ายจัดซื้อตามเลขอ้างที่ได้รับ โดยแยกที่มาของเลขไว้ชัด ขอให้ผู้เก็บตรวจจากทะเบียนรับส่งของแผนก มิใช่รับคำในสมุดช่วยจำแทนต้นฉบับใบอนุญาต

นางเก็บสำเนาที่ใช้คุยกลับในห่อของตน สมุดเล็กอยู่กับถานเส้าหรง ต้นฉบับโรงงานอยู่กับผู้เก็บ ไม่มีสิ่งใดในตู้ของแม่ถูกนำออกมาเป็นค่าตอบแทนของนัดครั้งนี้
เช้าวันที่สิบสาม นางส่งคำขอ รับใบรับ แล้วกลับไปช่วยแม่จัดของตามที่ตกลง
เยว่ชิงยังต้องเดินทางกลับคืนวันที่สิบสี่และรายงานวันที่สิบห้า นางไม่ต่อวันลาเองเพราะได้เลขอ้างใหม่ และไม่พาแม่ไปยืนรอหน้าคลังเพื่อให้คนเห็นว่าครอบครัวหลินมาทวงคำตอบ
ความเงียบของถานเส้าหรงยังมีส่วนที่นางเข้าไม่ถึง
แต่วันนี้มันไม่ใช่กำแพงที่ต้องทุบด้วยคำสัญญาว่าจะคุ้มครองทุกคนได้ นางออกมาพร้อมหนึ่งหน้าที่เขายอมให้ดู หนึ่งทางที่ควรขอค้น และขอบที่ตนตกลงว่าจะไม่ข้าม
สิ่งเหล่านั้นไม่มากพอให้ปิดเรื่องเก่า
มากพอให้เดินต่อโดยไม่ใช้ครอบครัวของคนอื่นเป็นราคาของคำตอบ
นิยายและภาพประกอบสร้างขึ้นใหม่ ภาพประกอบสร้างด้วย AI
