ย้อนคืนปี 1978 ครานี้ข้าจะทวงชีวิตคืน · ตอนที่ 46
ตอนที่ 46 — งานชิ้นที่ต้องปฏิเสธ
ชายที่ยืนอยู่หน้าโต๊ะยังไม่คลายปมผ้า
“ก่อนทำให้มันเดิน มีอีกอย่างที่ข้าอยากให้ทำ”
เยว่ชิงวางปากกาลง สมุดรับงานเปิดอยู่ตรงหน้าว่างหนึ่งบรรทัด นางยังไม่ได้เขียนชื่อใครลงไป
“บอกงานก่อนเถิด แล้วค่อยดูว่าร้านรับทำได้หรือไม่”
เช้าวันที่ยี่สิบสองพฤษภาคม แสงเข้ามาเต็มขอบหน้าต่างเหมือนร้านไม่เคยหยุดสองวัน แต่ฝุ่นบาง ๆ บนชั้นและความหนักในน่องยังเตือนนางถึงเที่ยวรถกลับจากเหอผิง นางเพิ่งเก็บเอกสารขึ้นตู้เมื่อชายผู้นี้เข้ามา
เขามีใบหน้าแคบคม ผมดำตัดสั้นแซมสีเทาตรงขมับ ดูอายุราวสี่สิบกว่า เสื้อคลุมผ้าสีน้ำตาลเข้มตรงข้อศอกขึ้นเงาจากการใช้ ไม่มีแว่น ไม่มีหมวก และไม่มีสิ่งใดทำให้เยว่ชิงรู้ว่าเขามาจากหน่วยงานไหน
“ทำตัวเรือนให้สะอาด” เขาตอบ
“เช็ดคราบภายนอก หรือซ่อมส่วนไม้ที่เสีย”
เขามองสมุดก่อนมองนาง “ดูของก่อนก็ได้”
ปมผ้าคลายออก นาฬิกาตั้งโต๊ะเรือนไม้สีเข้มปรากฏบนโต๊ะ ขนาดเล็กกว่านาฬิกาที่ห้องเย็บผ้ามาก ขอบด้านบนโค้งเล็กน้อย กระจกด้านหน้ามีฝุ่นเกาะ แต่ไม่แตก ชายผู้นั้นหมุนด้านหลังมาหานางด้วยมือของตน
แผ่นทองเหลืองเล็กยึดด้วยสกรูสี่มุมอยู่บนไม้ ใต้ความหมองมีแนวรอยสลัก บางเส้นสึกจนแยกไม่ได้ว่าเป็นตัวอักษรหรือตัวเลข บางเส้นยังลึกกว่ารอยขูดที่ผิวรอบข้าง
เยว่ชิงก้มดูโดยไม่ได้แตะกลไก
“ตรงนี้” เขาชี้ “ขัดให้เรียบ แล้วค่อยดูเครื่อง”
นางเงยหน้าขึ้น “ต้องการลบรอยบนแผ่นนี้หรือ”
“ของเก่า ใคร ๆ ก็ไม่อยากเห็นชื่อคนอื่นติดอยู่”
“ท่านซื้อมาใช้งานเองหรือ”
“รับต่อมาอีกที”
“มีรายการรับของ หรือคำยินยอมจากเจ้าของเดิมให้เปลี่ยนแผ่นหรือไม่”
ชายผู้นั้นถอนใจ เขาเอานิ้วถูขอบแผ่น แต่ไม่ตอบคำถาม

นางเคยเห็นคนติดชื่อบ้านไว้หลังนาฬิกา บางบ้านใช้รอยนั้นแยกเรือนของตนเมื่อส่งซ่อม บางหน่วยใช้แผ่นเล็ก ๆ แทนรายการครุภัณฑ์ และบางแผ่นก็เป็นเพียงที่ระลึกของคนให้ ไม่มีเหตุให้เลือกคำอธิบายใดโดยดูจากทองเหลืองหมองชิ้นเดียว
สิ่งที่นางรู้ตอนนี้มีเพียงเขาต้องการให้รอยหายไป และยังไม่บอกที่มาพอให้ตรวจต่อ
“หากต้องเช็ดคราบ ข้าจะหลีกเลี่ยงรอยสลัก” นางพูด “หากต้องตรวจเครื่อง ข้าต้องจดสภาพเดิมและสิ่งที่ติดกับเรือนไว้ก่อน แต่การลบรอยนี้ ข้ายังรับไม่ได้”
“เจ้าเป็นช่าง หรือคนสอบสวน”
“เป็นช่าง จึงต้องบอกว่างานไหนทำแล้วคืนสภาพเดิมไม่ได้”
เขาหัวเราะสั้น ๆ ไม่มีความขบขันในเสียง “ขัดทองเหลืองชิ้นเดียว พูดราวกับจะรื้อทั้งบ้าน”
เยว่ชิงมองแผ่นนั้นอีกครั้ง หากขัดจนแนวลึกหาย ผิวบางส่วนก็ต้องหายไปด้วย ต่อให้วันหลังนำเครื่องกลับมา นางจะเขียนรอยเดิมขึ้นใหม่ไม่ได้
“การทำให้เดินอาจถอดแล้วประกอบกลับได้ตามส่วนที่ซ่อม การลบรอยที่มาของเรือนไม่เหมือนกัน”
“ถ้าข้าถอดแผ่นไปเองเล่า”
“ถ้าจะฝากซ่อม ข้าจดสิ่งที่เห็นตอนนำมา และถามที่มาของเรือนก่อน ท่านจะถอดที่บ้านหรือไม่เป็นเรื่องที่ข้าบังคับไม่ได้ แต่ข้าไม่รับขัดให้และไม่รับทำเหมือนไม่เคยเห็นมัน”
เขาชักมือกลับจากแผ่นทองเหลือง
นางไม่ได้ดึงนาฬิกาเข้าหาตน ไม่หยิบไขควง ไม่ขอให้เขาทิ้งของไว้เป็นหลักฐาน นาฬิกายังเป็นของที่ผู้ถือบอกว่ารับต่อมา และเรื่องนั้นก็ยังเป็นคำกล่าวของเขาเท่านั้น
“ท่านให้ชื่อสำหรับรายการรับงานได้หรือไม่”
“ยังไม่ได้ตกลงรับ จะถามชื่อทำไม”
“ถูกแล้ว เรายังไม่ได้ตกลง ข้าจึงยังไม่เปิดใบรับของ”
เขาเหลือบไปที่กระป๋องเงินซึ่งปิดฝาวางข้างชั้น ไม่ได้มีเงินกองอยู่ให้ใครนับ แต่สายตาของเขาทำให้นางรู้สึกเหมือนฝานั้นบางลง
“ข้าให้หนึ่งหยวนสำหรับแผ่นนี่ต่างหาก ค่าเครื่องคิดอีกส่วน”
หนึ่งหยวน
เยว่ชิงนึกถึงสามเหมาที่จ่ายชิวอิงสำหรับผ้าสิบสองผืน นึกถึงค่าบัตรรถสองเที่ยวและอาหารระหว่างทาง เงินหนึ่งหยวนมีน้ำหนักพอจะทำให้คนทำงานด้วยมือลังเล โดยเฉพาะในเช้าแรกหลังปิดร้าน
นางไม่แสร้งว่าไม่ได้ยินราคา
“หากเป็นเพียงเงิน งานนี้น่าสนใจ” นางตอบ “แต่ข้าไม่รู้ว่ารอยนั้นใช้ระบุอะไร และท่านยังไม่ให้ทางตรวจที่มา ข้ารับเงินแล้วขัดไม่ได้”
“กลัวของขโมยหรือ”
“ข้ายังไม่ได้พูดว่าของขโมย”
“คำถามของเจ้าก็เหมือนพูด”
“ข้าถามเพราะยังไม่รู้ ถ้ารู้แล้วคงไม่ต้องถาม”
เขาเม้มปาก ข้อมือที่กดอยู่บนผ้าตึงขึ้น เยว่ชิงเลื่อนสมุดของตนออกจากขอบเรือน กันไม่ให้มุมไม้ครูดกระดาษ ไม่ใช่เพื่อสร้างระยะให้เขาอับอาย
“ถ้าเจ้าของเดิมยินยอมให้เปลี่ยน ท่านนำรายการและคำยินยอมมาได้ เราค่อยคุยถึงการซ่อม ข้าจะตรวจเครื่องและเสนอราคาตามงาน ส่วนแผ่นเดิมควรเก็บคืนให้ ไม่ขัดทิ้งในระหว่างที่ยังมีคำถาม”
“คนซื้อของเก่าจะมีใครเก็บกระดาษทุกชิ้น”
“ถ้าไม่มี ข้าก็ต้องเลือกตามข้อมูลที่มี วันนี้ข้าเลือกไม่รับ”
คำพูดนั้นทำให้โต๊ะเล็กเงียบลงทันที
ชายผู้นั้นเปลี่ยนจากมองนางเป็นมองประตู เขาคงได้ยินฝีเท้าคนเดินผ่านเหมือนนาง แต่ไม่มีใครหยุดเข้ามาเป็นพยานให้ทั้งสอง
“ร้านอื่นทำได้”
“ท่านเลือกได้”
“แล้วอย่ามาพูดทีหลังว่าคนไม่เอางานมาให้”
นางไม่ตอบคำท้าทายนั้นด้วยคำแข็งกว่าเดิม เพียงเลื่อนมือตนให้พ้นผ้า
“ข้ายังไม่ได้รับเรือน ไม่ได้ถอดหรือเปลี่ยนส่วนใด ท่านตรวจของก่อนห่อกลับได้”
เขาหมุนนาฬิกาดูหน้ากระจกและขอบไม้ ใช้ผ้าพันมุมอย่างรวดเร็ว ปมใหม่แน่นกว่าปมแรก นางเห็นแผ่นทองเหลืองเป็นครั้งสุดท้ายก่อนเนื้อผ้าปิดทับ
“จำที่พูดไว้ก็แล้วกัน”
ชายผู้นั้นยกห่อขึ้น ไม่ทิ้งเงิน ไม่ให้ชื่อ และเดินออกจากร้านพร้อมนาฬิกา
เยว่ชิงยืนอยู่จนเสียงฝีเท้าห่างไป นางไม่ได้ตามออกไปอ่านว่าเขาขึ้นรถคันไหน ไม่ได้ให้เด็กข้างร้านสะกดรอย ใครคนหนึ่งไม่ยอมให้ที่มาของงานยังไม่ทำให้นางมีสิทธิ์เปลี่ยนคนทั้งตลาดเป็นผู้ตามข่าวแทนตน
เมื่อกลับมานั่ง นางพบว่ามือเย็นกว่าที่คิด
เงินที่ไม่ได้รับไม่ใช่เงินที่สูญหายจากกระป๋อง แต่เป็นรายได้ที่เกือบอยู่ในมือ ความต่างนั้นไม่ได้ทำให้ความเสียดายเล็กลงนัก
นางเปิดหน้าบันทึกประจำวัน ไม่ลงในรายการรับฝากซึ่งมีเลขงานและช่องคืนของ เขียนวันที่ เวลาโดยประมาณ และสิ่งที่เกิดขึ้นสั้น ๆ ตามที่ตนเห็น
ชายไม่แจ้งชื่อ นำเรือนไม้ตั้งโต๊ะมาห่อผ้า ขอให้ลบรอยบนแผ่นทองเหลืองด้านหลัง เสนอหนึ่งหยวนเฉพาะส่วนลบรอย ไม่ให้รายการที่มา ร้านปฏิเสธ ยังไม่รับของ ไม่รับเงิน ไม่เปิดกลไก ผู้ถือห่อกลับไปเอง
นางหยุดปลายปากกาเหนือคำถัดไป
ไม่มีคำว่าโจร ไม่มีคำว่าโรงงาน ไม่มีชื่อเฉียวหง
นางไม่ได้อ่านรอยสลักครบ จึงไม่คัดรอยที่เดาขึ้นจากเงาไว้ให้วันหลังตนเข้าใจผิดว่าเห็นแน่แล้วด้วย

จากเหอผิงนางเพิ่งเรียนรู้ว่าเอกสารที่แยกส่วนกันทำให้คนค้นมองเห็นเพียงทางผ่าน บนโต๊ะซ่อมก็มีทางผ่านอีกแบบหนึ่ง หากนางขัดแผ่นทิ้งแล้วเขียนเพียงว่าซ่อมนาฬิกา ใบรับงานของร้านจะเล่าครึ่งเดียวโดยมือของนางเอง
ความคิดนั้นทำให้เยว่ชิงมองสมุดรับงานเก่าซึ่งวางเรียงใต้ชั้น
พ่อเคยจดชิ้นส่วนที่คืนให้เจ้าของละเอียดจนบางคนบ่นว่าเสียเวลา ตอนเด็กนางคิดว่าเขาจดเพราะกลัวหลงลืม ตอนนี้นางเห็นว่ารายการเหล่านั้นทำให้คนวันหลังรู้ด้วยว่าอะไรไม่ได้อยู่ในมือร้านอีกต่อไป
นางดึงรายการที่ปิดงานแล้วออกมาตรวจเฉพาะช่วงล่าสุด นาฬิกาของถังคืนไปตั้งแต่เดือนเมษายน ของหญิงรับซักผ้าคืนและรับค่าซ่อมวันที่สิบสาม คนสองคนจากศาลาวันที่สิบแปดนำของตนกลับหลังตรวจเบื้องต้น ไม่มีเรือนของพวกเขาอยู่ในร้านให้ใครมานับเป็นของรับฝากใหม่
นาฬิกาห้องเย็บผ้าก็ยังอยู่กับเจ้าของ รอให้ส่วนไม้ที่ยึดผนังพร้อมแล้วแจ้งกลับมา เรื่องนั้นเป็นงานที่จะต้องติดตาม ไม่ใช่เครื่องที่นางทำเสร็จแล้วนำชื่อไปเติมในยอดรายได้
เยว่ชิงจัดใบรับกับรายการคืนให้อยู่คู่กัน ติดกระดาษคั่นเฉพาะงานที่ยังมีเรื่องต้องตาม การทำเช่นนี้ไม่ได้เพิ่มเงิน แต่ทำให้นางตอบได้โดยไม่ต้องใช้ความมั่นใจแทนของจริง
ใกล้เที่ยงมีคนแวะถามสายข้อมือสีอ่อน นางให้ดูของที่มีและบอกขนาดก่อน คนผู้นั้นยังไม่เลือกซื้อ นางก็ไม่เร่งให้รับเรือนซ่อมอื่นเพื่อกลบช่วงเช้าที่ว่าง
หลังเขาไป ร้านกลับมาได้ยินเสียงนาฬิกาทีละเรือนอีกครั้ง
เยว่ชิงกินข้าวที่ห่อมา เปิดหน้าต่างด้านข้างให้ลมผ่าน และเก็บบันทึกการปฏิเสธไว้กับสมุดประจำวัน ไม่เอาไปปะปนกับแฟ้มคำขอเรื่องพ่อ ความระแวงที่มีเหตุของมันควรอยู่ตรงเรื่องที่ก่อให้เกิด ไม่ควรไหลไปเปลี่ยนทุกสิ่งให้เป็นคดีเดียว
ช่วงบ่ายนางทำความสะอาดพื้นที่ทำงาน แยกผ้าที่ใช้แล้ว และตรวจรายการวัสดุซึ่งรับจ่ายจากจ้าวไว้ตามจำนวนจริง ยังไม่สั่งเพิ่มเพราะอยากให้ดูว่าร้านคึกคัก
เมื่อปิดร้านในเย็นนั้น รายได้ของวันไม่ได้เป็นอย่างที่นางหวัง
นางนั่งคำนวณเงินสำหรับอาหารและวัสดุอยู่พักหนึ่ง ก่อนขีดเส้นใต้จำนวนที่ต้องกันไว้ ความถูกต้องไม่อาจจ่ายค่าอาหารแทนเงิน แต่ถ้าจะรักษาร้าน นางก็ต้องคิดทั้งสองเรื่องโดยไม่หลอกตนว่าการปฏิเสธไม่มีราคา
ขณะกำลังเก็บสมุด เสียงคนเรียกจากหน้าประตูทำให้นางลุกขึ้น
ชายผู้นำเรือนมาช่วงเช้ายืนอยู่ใต้ชายคา มือว่าง คราวนี้ไม่มีห่อผ้า
“พรุ่งนี้อย่าปิดร้านหนีก็แล้วกัน” เขาพูด
เยว่ชิงหยุดอยู่ด้านในประตู “มีเรื่องใดต้องมาติดต่อ”
“ข้าจะให้คนมาดูว่าร้านที่ถามหากระดาษคนอื่นนัก มีของตัวเองครบหรือไม่”
เขาไม่บอกว่าเป็นใคร ไม่แสดงหนังสือ ไม่พูดถึงความเสียหายชิ้นใดให้ตรวจ แต่คำขู่ยืนอยู่ตรงหน้าชัดกว่ารอยบนแผ่นทองเหลืองที่นางอ่านไม่ครบ
“ถ้ามีผู้มาตรวจ ข้าจะขอดูหน้าที่และขอบเขต แล้วให้ข้อมูลของร้านตามนั้น”
“พูดเก่งเช่นนี้ไว้เถอะ”
เขาเดินจากไปก่อนนางถามชื่อซ้ำ
เยว่ชิงรอจนทางหน้าร้านว่าง จึงลงวันและคำพูดที่จำได้ต่อท้ายบันทึกเดิม นางยังไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะมีใครมาจริง หรือเป็นเพียงคำขู่จากคนที่โกรธ
แต่นางจะเปิดร้านตามเวลา
ในตู้มีเอกสารที่ยังต้องค้นคำตอบอีกมาก ส่วนบนโต๊ะมีบัญชีของสิ่งที่นางรับและคืนไปด้วยมือตนเอง คืนนี้นางจะเริ่มจากส่วนที่ตอบได้ แล้วปล่อยให้ส่วนที่ยังไม่รู้คงเป็นคำถาม
เยว่ชิงดับไฟหลังตรวจกลอนครั้งสุดท้าย
นางเสียงานหนึ่งชิ้นไปแล้ว วันพรุ่งนี้จะบอกว่าอีกฝ่ายต้องการให้นางเสียอะไรเพิ่ม
นิยายและภาพประกอบสร้างขึ้นใหม่ ภาพประกอบสร้างด้วย AI
