ย้อนคืนปี 1978 ครานี้ข้าจะทวงชีวิตคืน · ตอนที่ 43
ตอนที่ 43 — ทางที่ต้องเดินเอง
ในเช้าวันที่สิบเก้าพฤษภาคม เยว่ชิงไปถามรถโดยสารที่จะออกไปอำเภอเหอผิง
นางให้คนขายบัตรชี้ปลายทางในตาราง ไม่อาศัยเพียงชื่อที่ฟังผ่านหูแล้วขึ้นรถไปอำเภออื่น รถช่วงเช้าวันที่ยี่สิบพาไปถึงก่อนหมดช่วงรับเรื่องเช้าได้ตามเวลาปกติ แต่คนขายบัตรไม่ได้รับรองว่าถนนจะไม่มีรถติดหรือรถเสีย
เยว่ชิงซื้อบัตรสำหรับขาไป เก็บเงินขากลับแยกไว้ และถามเที่ยวที่อาจกลับทันเย็น เผื่อเวลาด้วยว่าถ้าคุยเอกสารไม่เสร็จ นางอาจต้องค้างหนึ่งคืนแล้วกลับวันถัดไป
เมื่อกลับร้าน นางติดป้ายหยุดวันที่ยี่สิบถึงยี่สิบเอ็ด และจะเปิดเช้าวันที่ยี่สิบสอง หากกลับเร็วกว่าที่เผื่อไว้ก็ยังใช้เวลาที่เหลือจัดเอกสาร ไม่เขียนว่าทุกอย่างเสร็จในวันเดียวทั้งที่ยังไม่ได้พบคนปลายทาง
นางไม่มีงานลูกค้ากำหนดคืนในช่วงนั้นซึ่งต้องเลื่อนโดยไม่บอก การตรวจเบื้องต้นที่ศาลาเมื่อวานเสร็จตามนัดแล้ว นาฬิกาของหญิงสองคนนำกลับไปเอง ไม่ได้กลายเป็นงานซ่อมรออยู่ในร้าน
ส่วนงานห้องเย็บผ้าซึ่งยังรอการแก้ที่ยึด เยว่ชิงฝากข่าวผ่านคนของห้องที่แวะมาในช่วงสาย ว่าร้านหยุดสองวัน หากส่วนรองพร้อมให้แจ้งไว้แล้วนางจะติดต่อกลับหลังเปิด ไม่อ้างว่าได้ตรวจหลังติดตั้งเรียบร้อยแล้ว
กล่องที่ยืมจากแม่กับกระดาษเล็กของชิวอิงเก็บในตู้ตามเดิม นางไม่ขนสิ่งที่ไม่มีเหตุใช้ในคำขอครั้งนี้ไปให้หมดเพราะกลัวตกหล่น
บ่ายผ่านไปกับงานร้านและการเตรียมของ เยว่ชิงตรวจหนังสือที่ฝ่ายเอกสารออกให้เมื่อวาน คำคัดชื่อชุด วันที่ส่ง และปลายทางอยู่ครบ นางทำรายการสิ่งที่อยู่ในถุงไว้หนึ่งหน้า เพื่อไม่ต้องค้นทุกซองตรงโต๊ะรับเรื่อง
พอถึงเวลาปิดร้าน เฉินจิ้งโจวมาตามนัดที่ตกลงไว้ใต้หอเมื่อวันที่สิบห้า
เขาเลิกงานตามช่วงปกติ ไม่ต้องส่งข่าวเปลี่ยนเวลา เยว่ชิงเก็บของแล้วออกมาพร้อมสมุดส่วนตัวเล่มเล็ก ไม่มีแฟ้มที่จะทำให้นางเผลอเปิดกลางมื้อข้าว
ทั้งสองเลือกกินบะหมี่ที่ร้านเล็กริมคลองก่อนเดินตามที่คุยกัน โต๊ะไม้มีรอยชามเก่าวงหนึ่ง จิ้งโจวขยับชามของตนพ้นวงนั้นแล้วถามว่าวันตรวจชุมชนเป็นอย่างไร
นางเล่าว่ามาสองคนตามที่ลงชื่อ ได้ทราบอาการเบื้องต้นแล้วนำของกลับ ไม่มีงานฝากเพิ่ม เขาถามถึงผ้าซึ่งนางใช้รองของ นางบอกว่าญาติผู้พี่เย็บริมให้และนางจ่ายเป็นงานชุดหนึ่งแล้ว
เยว่ชิงไม่ได้เล่าเรื่องกระดาษที่ชิวอิงนำมาฝากต่อจากเรื่องผ้า คนเดียวกันทำงานและให้คำบอกในวันเดียวกันได้ โดยไม่ต้องให้ผู้ฟังได้รับสิทธิ์รู้ทุกเรื่องตามไปด้วย
“พรุ่งนี้ฉันจะไปเหอผิงค่ะ” นางบอกหลังเริ่มกิน “ไปตามชุดเอกสารที่ฝ่ายโรงงานส่งออกไปแล้ว ฉันซื้อบัตรช่วงเช้าไว้”
จิ้งโจววางตะเกียบเมื่อได้ยิน แต่ไม่ได้ถามว่าเหตุใดนางตัดสินใจโดยไม่ถามเขาก่อน
“ไปกี่วัน”
“เผื่อสองวัน เปิดร้านวันที่ยี่สิบสอง ถ้าต้องตามต่อจะจัดนัดใหม่ ไม่อยู่รอไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีแผนกลับ”
เขาพยักหน้าแล้วถามว่าไปถึงที่ใดในอำเภอ นางบอกชื่อศูนย์เก็บเอกสารงานเครื่องจักรกับหนังสือสอบถามที่ได้มา เขาไม่จำเป็นต้องเห็นคำหลิวหรือรายการภายในเพื่อเข้าใจเส้นทางครั้งนี้

“อยากให้ผมไปด้วยไหม”
เยว่ชิงมองเขา ไม่รีบปฏิเสธเพราะอยากพิสูจน์ว่าตนทำทุกอย่างได้คนเดียว
“คุณต้องทำงานตามปกติใช่ไหมคะ”
“ใช่ ถ้าจะไปต้องขอลา”
“ครั้งนี้ฉันไปเองได้ค่ะ ผู้ยื่นคำขอกับคนที่จะถามรายละเอียดคือฉัน ฉันอยากฟังคำตอบจากโต๊ะนั้นด้วยตัวเอง หากมีอะไรไม่เข้าใจจะได้ถามต่อในตอนนั้น”
จิ้งโจวหยิบตะเกียบขึ้นอีกครั้ง “ได้ครับ”
คำตอบสั้นทำให้นางเผลอมองหน้าเขาซ้ำ เขาไม่ได้มีสีหน้าถูกผลักออกจากชีวิต ไม่เสนอว่าจะไปแทนให้เร็วกว่าเพราะรู้จักงานโรงงาน และไม่เอาการต้องขอลามาทำให้ข้อเสนอมีน้ำหนักที่นางต้องรับ
“ฉันไม่ได้คิดว่าเวลาคุณไปด้วยทำให้ฉันถามเองไม่ได้” นางพูด “แต่คราวนี้ฉันอยากไปอย่างนี้”
“ผมเข้าใจ ถ้าคุณอยากให้ช่วยตรงไหนที่ไม่ใช่ไปแทน ก็บอกได้”
เยว่ชิงคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนขอให้เขาช่วยอ่านชื่อปลายทางกับเส้นทางจากรายการที่นางจดโดยไม่มีข้อมูลในแฟ้ม เพื่อดูว่านางไม่ได้คัดถนนตกไปหนึ่งช่วง
จิ้งโจวอ่านแล้วพบว่าทางจากสถานีไปศูนย์ในข้อความของนางมีจุดเลี้ยวซึ่งไม่ได้บอกว่าจะเลี้ยวทางใด เขาไม่เติมคำตอบจากการเดา นางวงไว้ถามคนขายบัตรอีกครั้งก่อนขึ้นรถ
“นี่แหละค่ะ สิ่งที่ช่วยแล้วฉันยังต้องไปถามเอง”
เขายิ้ม “ไม่ยากกว่าการถามว่าคุณอยากกินบะหมี่อะไรเสียอีก”
เยว่ชิงหัวเราะ ก่อนชี้ผักในชาม “เรื่องนี้ฉันตอบได้แน่นอนแล้ว”
เขาขอผักเพิ่มในชามของตน ไม่ย้ายของที่นางเลือกให้โดยคิดว่ารู้ว่านางชอบอะไร ทั้งสองกินจนเสร็จ ต่างคนจ่ายชามของตนตามที่ตกลงไว้ แล้วเดินเลียบคลองช่วงสั้น ๆ
เยว่ชิงบอกว่าจะเขียนข่าวหากต้องเปลี่ยนวันกลับ แต่การส่งข่าวอาจไม่ถึงในวันเดียว นางจึงไม่ให้เขาตั้งเวลารอคำที่ส่งมาไม่ได้แน่ หากกลับตามแผนก็พบกันหลังร้านเปิดได้ ไม่ต้องนั่งเฝ้าหน้าร้านที่ปิดเพื่อพิสูจน์ว่าห่วง
“ผมทำงานของผม คุณเดินทางของคุณ” เขาพูด “กลับมาแล้วค่อยคุยว่าที่นั่นเป็นอย่างไร เท่าที่คุณอยากเล่า”
เยว่ชิงรู้สึกว่าวันพรุ่งนี้มีที่ว่างมากขึ้น ทั้งที่เส้นทางและคำถามไม่ได้ลดลงเลย
ก่อนแยก นางบอกว่าจะเข้านอนเร็ว จิ้งโจวจึงไม่เดินพาอ้อมไปทางไกล ทั้งสองหยุดตรงปากตรอกซึ่งแยกกลับบ้านได้
“เดินทางดี ๆ” เขาบอก
“ขอบคุณค่ะ”
ไม่มีคำสัญญาว่าจะกลับมาพร้อมสมุดตัวจริง นางยังไม่รู้ว่าตนมีสิทธิ์อ่านได้ทันทีหรือไม่ และไม่ได้อยากทำให้ความห่วงของเขาต้องรับภาระของคำตอบนั้น
รุ่งเช้าวันที่ยี่สิบ เยว่ชิงตื่นก่อนเสียงถนนดัง เตรียมห่อข้าวแห้งกับน้ำดื่ม ตรวจเงิน บัตร และหนังสืออีกครั้ง ก่อนล็อกประตูร้าน
กุญแจร้านอยู่กับนาง เอกสารที่ไม่เกี่ยวกับเที่ยวนี้อยู่ในตู้ปิด กล่องเครื่องมือไม่ได้ติดขึ้นรถเพียงเพราะมันเคยอยู่ข้างนางในทุกวันที่ต้องทำงาน
ที่สถานี นางถามจุดเลี้ยวซึ่งวงไว้เมื่อคืนจนได้คำอธิบายชัด แล้วขึ้นรถตามปลายทางบนบัตร ไม่ใช่ตามกลุ่มคนที่ดูเหมือนรู้ทางมากกว่า
เยว่ชิงเลือกที่นั่งข้างหน้าต่าง ถุงเอกสารวางบนตัก ห่อข้าวอยู่ข้างตัว นางขยับพ้นทางให้คนขึ้นรถก่อนนั่งให้มั่นคง
เครื่องยนต์ส่งเสียงต่ำ ก่อนรถเคลื่อนออกจากสถานี บ้านริมถนนค่อย ๆ ถอยไปด้านหลังจนเหลือทางดินกับทุ่งสีเขียว

นางเคยเดินทางหลายครั้งในชีวิตก่อน แต่บ่อยครั้งปลายทางถูกกำหนดโดยคนที่ส่งให้ไปทำเรื่องแทน คำถามต้องพูดตามกระดาษที่ผู้อื่นให้ หากคนปลายทางตอบไม่เหมือนที่คาด นางจะลังเลว่ามีสิทธิ์ถามต่อหรือควรกลับไปขอคำใหม่
วันนี้กระดาษในถุงเป็นคำขอที่นางอ่านและเลือกเอง
สิ่งที่หลิวอนุญาตใช้มีขอบเขต สิ่งที่ฝ่ายเอกสารให้เป็นหนังสือสอบถาม ไม่ใช่คำสั่งให้คนปลายทางยอมทุกอย่าง แต่นางรู้ว่าอยากขออะไรและยังไม่รู้เรื่องใด
รถกระเทือนผ่านหลุม เยว่ชิงยกถุงให้พ้นขอบแข็งของม้านั่ง ไม่เปิดเอกสารกลางฝุ่นเพื่ออ่านซ้ำจนมันยับ นางมองทางนอกหน้าต่างและกินข้าวส่วนหนึ่งเมื่อรถจอดพักตามทาง
ผู้โดยสารหญิงที่นั่งถัดไปถามว่านางไปเยี่ยมญาติหรือทำธุระ เยว่ชิงตอบว่าทำธุระเอกสาร ไม่เล่าเรื่องพ่อทั้งหมดให้คนที่เพิ่งพบเพียงเพราะเขาถามอย่างเป็นมิตร
หล่อนบอกทางกลับจากสถานีเมื่อเยว่ชิงถาม แต่ยอมรับว่าไม่รู้เวลารับเรื่องของศูนย์ นางขอบคุณตามส่วนที่ได้ข้อมูล ไม่เปลี่ยนคนร่วมรถให้กลายเป็นผู้ยืนยันว่าที่นั่นเปิดอ่านสมุดแน่
ก่อนรถเข้าเหอผิง แดดขึ้นสูงกว่าตอนออกเดินทาง เยว่ชิงมองเวลาและนับช่วงที่ยังพอไปถึงโต๊ะรับเรื่องเช้าได้ หากมีคนรอมาก นางก็ต้องยื่นคำขอก่อนพัก แล้วถามว่าจะกลับมาได้ตอนไหน
นางไม่จำเป็นต้องเดินเร็วที่สุดในทุกช่วงจนเหนื่อยตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มคุย
เมื่อรถจอดสถานี เยว่ชิงลงพร้อมถุงกับห่อข้าว ตรวจของครบก่อนเดินพ้นประตูรถ นางถามจุดถนนจากเจ้าหน้าที่สถานีอีกครั้งให้ตรงกับคำที่จด แล้วเดินไปทางศูนย์
อาคารเตี้ยอยู่ถัดจากลานขนเอกสาร ด้านหน้ามีห้องรับเรื่องซึ่งเปิดประตูอยู่ เก้าอี้ยาวรองคนรอสามสี่คน ไม่มีใครหันมาบอกว่านางมาช้าเกินไปแล้ว และไม่มีใครวิ่งมาส่งสมุดให้เพราะเห็นหนังสือในมือ
เยว่ชิงเข้าแถวจนถึงโต๊ะ
นางยื่นหนังสือจากฝ่ายโรงงานกับคำคัดชื่อชุดที่ขอตาม บอกวันที่ส่งสิบพฤษภาคมและขอให้ตรวจว่าปลายทางรับชุดนั้นไว้หรือยัง
เจ้าหน้าที่อ่านหน้าแรก แล้วถามว่านางต้องการอ่านทะเบียนหรือพบผู้เกี่ยวข้องกับงานที่อยู่ในนั้น
เยว่ชิงตอบว่าเริ่มจากยืนยันชุดและยื่นคำขออ่านรายการที่เกี่ยวกับงานของพ่อ หากต้องพบผู้ตรวจเก่าก็ขอทราบขั้นตอนต่อไปตามจริง
คนหลังโต๊ะหยิบทะเบียนอีกชุดมาค้น ก่อนเงยหน้าขึ้น
“รอสักครู่ ต้องถามห้องตรวจว่าใครถือเรื่องนี้อยู่ตอนนี้”
เยว่ชิงรับใบรับคำขอที่เพิ่งยื่น แล้วนั่งลงบนเก้าอี้ยาว
หน้าต่างตรงข้ามมองเห็นทางเดินไปห้องตรวจ ประตูห้องนั้นเปิดอยู่ แต่เก้าอี้หลังโต๊ะที่เห็นผ่านช่องประตูยังว่าง
นางวางมือบนถุงเอกสาร รอคนที่มีหน้าที่ตอบคำถามครั้งนี้
ที่นั่งข้างตัวไม่มีจิ้งโจว และนางไม่ได้รู้สึกว่าคำถามของตนหายไปเพราะไม่มีเขานั่งอยู่ตรงนั้น
นิยายและภาพประกอบสร้างขึ้นใหม่ ภาพประกอบสร้างด้วย AI
