ย้อนคืนปี 1978 ครานี้ข้าจะทวงชีวิตคืน · ตอนที่ 38
ตอนที่ 38 — คนที่ยืนรอใต้หอ
เยว่ชิงปิดร้านในเย็นวันที่สิบห้าพฤษภาคมช้ากว่าที่คิดเล็กน้อย
ลูกค้าคนสุดท้ายมาถามเรื่องสายหนัง เธอมีสีเข้มให้ดู แต่เขาต้องการสีอ่อน จึงจดขนาดให้เขาไว้โดยไม่รับเงินสั่งของที่ยังไม่รู้ว่าจะหาได้เมื่อไร พอเก็บตัวอย่างกลับลงลิ้นชัก แดดบนธรณีประตูก็เหลือเพียงเส้นแคบ
เธอหยิบกล่องเครื่องมือกับสมุดงานหอ ไม่ได้หยิบแฟ้มที่วางอยู่ชั้นบน
เมื่อเดินถึงศาลาชุมชน ลุงอู๋รออยู่หน้าประตูด้านข้าง สมุดบันทึกของเขาเปิดค้างตรงหน้าซึ่งเยว่ชิงขีดช่องให้เมื่อวาน
“สองช่วงที่เธอให้จด ลุงจดแล้ว” เขาบอก “วันนี้คนขายผักไม่ว่าเวลาเดินช้าเหมือนเมื่อก่อน แต่ลุงไม่รู้ว่าเท่านี้เรียกว่าหายหรือยัง”
“เราดูที่จดก่อนค่ะ”
เธอขึ้นไปตรวจจุดยึดที่ปรับไว้โดยมีผู้ดูแลอยู่ด้วย ตัวยึดไม่เคลื่อนจากตำแหน่งที่ทำเครื่องหมายสังเกต ลูกตุ้มยังเคลื่อนไหวสม่ำเสมอ เธอฟังและดูส่วนที่เข้าถึงได้ แล้วลงมาเทียบเวลาจากแหล่งเดียวกับที่ลุงอู๋ใช้เมื่อคืนและเช้านี้
ตัวเลขไม่ทำให้ต้องรีบหมุนปรับใหม่เพื่อให้หน้าปัดตรงในวินาทีนั้น เยว่ชิงจดส่วนต่างลงข้างรายการเดิม แทนที่จะลบสิ่งที่ผู้ดูแลเขียนเพราะมันดูไม่สวย
“ช่วงนี้ดีขึ้นค่ะ แต่เพิ่งผ่านหนึ่งวัน ให้ลุงจดต่ออีกสามวันในช่วงเดิม หากช้าเพิ่มหรือเร็วเพิ่มเป็นแนวเดียวกัน เราค่อยดูอีกครั้ง ถ้าหยุดหรือมีเสียงเปลี่ยน อย่าฝืนไขให้แน่นกว่าเดิม”
ลุงอู๋พยักหน้า ก่อนยื่นสมุดมาให้เธอช่วยเขียนสิ่งที่เขาต้องสังเกตด้วยคำที่อ่านแล้วทำตามได้
ใต้ชายคา แสงเย็นยังพอให้เห็นเส้นบรรทัด เยว่ชิงอ่านสิ่งที่ตนเขียนให้ฟัง ลุงอู๋ลองพูดกลับด้วยถ้อยคำของเขาเอง มีคำหนึ่งที่เข้าใจว่าให้ตั้งเข็มใหม่ทุกครั้ง เธอจึงอธิบายเพิ่มแล้วแก้ประโยคให้ชัด

พอเขาปิดสมุด เธอก็เห็นจิ้งโจวอยู่ตรงปลายทางเดิน
เขามาตามนัด ไม่ยืนชิดโต๊ะจนผู้ดูแลต้องเร่งส่งงานให้เสร็จ ในมือมีเพียงห่อผ้าเล็กของตน ไม่มีแฟ้มโรงงานหรือกระดาษที่จะเปลี่ยนเย็นนี้ให้เป็นการสอบถามอีกครั้ง
เยว่ชิงยกมือบอกว่าเห็นเขาแล้ว จากนั้นหันกลับมาลุงอู๋
“วันที่สิบแปด บ่ายสองถึงสี่ เรื่องตรวจเบื้องต้นยังตามเดิมนะคะ”
“มีลงชื่อสองคนแล้ว ลุงจะรับเพิ่มไม่เกินอีกสองคน”
เธอรับสำเนารายการงานของตน เก็บเครื่องมือครบ ส่วนสมุดไขลานกับกุญแจยังอยู่กับผู้ดูแลเหมือนเดิม ลุงอู๋ล็อกประตูด้านข้างแล้วเดินไปจัดของในศาลา ไม่ได้อยู่ฟังว่าคนหนุ่มสาวจะคุยอะไร
จิ้งโจวเข้ามาเมื่อเธอเก็บกล่องเรียบร้อย
“ผมเพิ่งมาถึง ยังไม่ได้รอนาน” เขาพูดก่อนเธอถาม
เยว่ชิงยิ้ม “ฉันเกือบจะรีบปรับนาฬิกาอีกทีเพราะเห็นคุณ”
“แล้วทำไมไม่ปรับ”
“เพราะมันยังไม่จำเป็นค่ะ”
เขาหัวเราะเบา ๆ เสียงนั้นทำให้เธอรู้ว่าตนไม่ต้องเอาความผิดเล็กน้อยในชีวิตประจำวันไปวางตรงหน้าเขาราวกับคำสารภาพ
ทั้งสองเลือกม้านั่งใต้ชายคาซึ่งห่างจากประตูศาลา เยว่ชิงวางกล่องข้างตัว จิ้งโจววางห่อผ้าของเขาไว้บนเข่า ลมอ่อนพัดกลิ่นข้าวสุกจากบ้านท้ายตรอกมาเป็นพัก ๆ
เธอมองห่อผ้า “ข้าวเย็นหรือคะ”
“เสื้อที่เอาไปซ่อมรอยขาด ผมแวะรับก่อนมา”
“ฉันนึกว่าคุณซื้ออะไรมาฝากเสียอีก”
“วันนี้ไม่ได้ซื้อ คุณผิดหวังหรือ”
“ไม่ค่ะ ฉันเพิ่งกินขนมที่เหลือจากมื้อกลางวัน ถ้ามีอีกก็คงต้องเอากลับร้าน”
ประโยคธรรมดาช่วยให้เยว่ชิงกล้าหันไปสบตาเขาโดยไม่ต้องเริ่มจากคำขอบคุณเรื่องพ่อ เรื่องกล่องเครื่องมือ หรือเรื่องที่เขาเคยเดินมาส่ง
เธอสูดลมหายใจ ข้อนิ้วซึ่งวางบนตักค่อย ๆ คลายออก
“เมื่อวานฉันบอกว่าอยากคุยเรื่องอนาคต แต่พอมาจริงก็ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน”
จิ้งโจวไม่ตอบว่าเขารู้แล้วว่าเธอต้องการอะไร เขาขยับห่อเสื้อให้พ้นจากขอบม้านั่งแล้วรอ
“ฉันอยากให้ร้านอยู่ได้ด้วยงานของฉันเอง” เธอพูด “ตอนนี้ยังมีวันเงียบ ต้องเรียนทำชิ้นส่วนใหม่ให้ดีกว่านี้ และฉันอยากมีเวลาที่ไม่ต้องเปิดร้านด้วย ไม่ใช่รอจนทุกอย่างพังแล้วค่อยยอมพัก”
“อยากขยายร้านไหม”
“อยากให้โตได้ค่ะ แต่ไม่ใช่เดือนหน้า ฉันยังไม่รู้ว่ารับงานเพิ่มขนาดไหนแล้วจะทำได้ตามที่บอกลูกค้า ถ้าขยายเพราะกลัวคนพูดว่าไม่รุ่ง ฉันคงลงเอยด้วยการรับทุกอย่างแล้วทำไม่ทัน”
เขาฟังจนเธอพูดจบ ก่อนถามถึงงานทดลองที่เธอเคยเล่าให้ฟังโดยไม่ขอให้เธอเอามาอวดคืนนี้ เยว่ชิงตอบว่ามันเริ่มเดินได้ แต่ยังต้องทดสอบอีกหลายอย่าง เธออยากเก็บเงินซื้อวัสดุอย่างพอดี และเรียนรู้ว่าตนทำพลาดตรงไหน
การบอกความต้องการออกเสียงทำให้มันมีน้ำหนักต่างจากการเขียนลงสมุด เธอไม่ได้พูดเพื่อให้เขารับรองว่าทุกอย่างจะสำเร็จ เพียงอยากให้คนที่นั่งข้างกันรู้ว่าเธอจะเดินไปทางใด
“แล้วคุณล่ะคะ”
จิ้งโจวก้มมองรอยเย็บบนเสื้อในห่อผ้าอยู่ครู่หนึ่ง
“ผมอยากทำงานที่ใช้ฝีมือมากกว่างานที่แค่ทำให้ผ่านวัน เวลามีเครื่องเสียแล้วต้องรอคนอื่นตัดสินใจ ผมอยากรู้มากพอจะอธิบายได้ว่าเสียอะไร ไม่ใช่พูดตามคนที่เสียงดังที่สุด”
“คุณอยากเรียนเพิ่มหรือ”
“อยากครับ ยังไม่มีที่เรียนที่ตกลงแล้ว ต้องดูทั้งเวลาและเงิน บางอย่างอ่านเองได้ บางอย่างต้องมีคนให้ลองทำ ผมยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรทั้งหมด”
เยว่ชิงนึกถึงวันที่เขายืมประแจดูเบรกจักรยาน เขาไม่ได้ทำเป็นไม่รู้เพื่อให้เธอช่วย และไม่ได้ทำเป็นรู้ทุกอย่างเพื่อให้เธอชื่นชม
“ถ้าสักวันคุณต้องไปเรียนที่อื่น คุณก็ควรบอกฉันตามนั้น”
เขาหันมาหา “คุณจะคิดว่าผมจะไปเลยหรือเปล่า”
เธอเงียบไปสักพัก ความรู้สึกหนึ่งแล่นขึ้นมารวดเร็วจนอยากตอบว่าไม่คิด แต่ความเงียบของเธอมีอดีตอยู่มากกว่าที่เขารู้
เยว่ชิงเลือกคำใหม่
“ฉันอาจกลัวค่ะ ถ้ารู้ตอนสุดท้ายว่าคุณเตรียมทุกอย่างไว้แล้ว ฉันคงกลัวมากกว่า แต่ฉันไม่อยากให้คุณทิ้งสิ่งที่อยากทำเพราะกลัวฉันไม่สบายใจ”
“ถ้ามีเรื่องที่เริ่มคิดจริง ๆ ผมจะเล่าให้ฟัง ยังไม่มีคำสั่งย้ายหรือที่เรียนอยู่ในกระเป๋าผมตอนนี้”
เธอหัวเราะเมื่อเขาตบห่อเสื้อเบา ๆ เพื่อยืนยันว่าข้างในมีเพียงเสื้อเก่า ก่อนเสียงหัวเราะจะจางลงอย่างอ่อนโยน
“ฉันไม่ได้ขอให้คุณเอากระเป๋ามาเปิดให้ตรวจนะคะ”
“ผมรู้ครับ”
เด็กคนหนึ่งวิ่งผ่านทางเดินแล้วหยุดเงยดูหน้าปัดบนหอ ผู้ใหญ่ที่เดินตามเรียกให้กลับบ้าน เขาวิ่งต่อโดยไม่รู้ว่าบนม้านั่งมีคนสองคนกำลังเรียนรู้วิธีพูดถึงวันข้างหน้า
เยว่ชิงมองเงาของเด็กบนพื้น แล้วพูดสิ่งที่ยากกว่าความต้องการเรื่องร้าน
“ฉันอยากพบคุณในวันที่ไม่มีเรื่องให้ช่วยด้วยค่ะ”
จิ้งโจวนิ่งไป
เธอกลัวว่าเขาจะเข้าใจคำพูดนั้นเป็นการตัดบุญคุณ จึงขยับจะอธิบาย แต่เขาถามก่อน
“หมายถึงไปเดินเล่น กินข้าว หรือแค่นั่งคุยอย่างวันนี้หรือ”
“อย่างนั้นค่ะ ถ้าคุณอยากพบฉันด้วย”
มือของเขายังอยู่บนห่อเสื้อ ไม่เอื้อมมาจับมือเธอให้คำตอบมีลักษณะเหมือนสิ่งที่เธอรับปากไปแล้ว
“ผมอยากพบคุณ” เขาตอบ “หลายครั้งผมมีเรื่องจะถามตอนมาถึง แต่พอเดินกลับก็รู้ว่า ต่อให้ไม่มีเรื่องนั้น ผมก็ยังอยากมา”

เยว่ชิงรู้สึกอุ่นขึ้นตรงใบหน้า เธอมองสลักกล่องเครื่องมือแทนการหลบลงไปค้นหาประโยคในสมุด
ในชีวิตก่อน มีช่วงเวลายาวนานที่เธอแยกไม่ออกว่าการถูกเรียกหาเป็นความรัก หรือเพียงมีงานที่คนอื่นไม่อยากทำรออยู่ เธอเคยรีบตอบทุกครั้ง เพราะกลัวว่าเมื่อช้าไปแล้วจะไม่มีใครต้องการอีก
แต่คนข้างตัวกำลังบอกว่าอยากพบเธอหลังจากงานเสร็จ และยอมให้เธอเลือกว่าจะพบเมื่อไร
“ฉันอาจยังไม่เก่งเรื่องนี้” เธอยอมรับ “บางครั้งถ้าใครดีกับฉัน ฉันจะคิดก่อนว่าต้องตอบแทนอะไร แล้วก็พูดเรื่องงานแทน”
“ถ้าผมทำให้คุณรู้สึกว่าต้องตอบแทน บอกผมได้”
“คุณก็เหมือนกันค่ะ ถ้าฉันเอาแต่ถามเรื่องที่อยากรู้จนไม่เคยถามว่าคุณเหนื่อยไหม บอกฉัน”
จิ้งโจวพยักหน้า เขาไม่ได้อาศัยจังหวะนั้นเล่าเรื่องบาดแผลทั้งหมดเพื่อให้เธอพิสูจน์ว่าจะรับฟัง เธอเองก็ไม่ได้บอกว่าตั้งแต่นี้จะไม่กลัวอะไรอีก
สิ่งที่ทั้งสองพูดเป็นคำขอเล็ก ๆ ซึ่งพรุ่งนี้ยังต้องจำและทำ ไม่ใช่คำสาบานที่เพียงพูดแล้วชีวิตเปลี่ยนไปทั้งสิ้น
“เราลองนัดอีกครั้งได้ไหม” เขาถาม “วันที่คุณไม่ต้องตรวจเครื่องก่อน”
เยว่ชิงนึกถึงช่องงานในสมุด วันที่สิบแปดมีนัดชุมชนแล้ว เธอไม่อยากย้ายใครออกเพื่อทำให้ตนดูว่าง
“วันที่สิบเก้า หลังปิดร้านได้ไหมคะ ถ้าคุณเลิกงานตามปกติ”
“ได้ครับ เดินไปทางคลองหรือ”
“ได้ค่ะ แต่ฉันอยากหาอะไรกินก่อน ไม่อยากเอาชั่วโมงที่พักอยู่ไปใช้คิดว่าจะกลับมาต้มข้าวทันไหม”
เขายิ้ม “ต่างคนต่างจ่ายของตัวเองก่อนได้ ผมไม่ได้อยากให้เรื่องซื้อข้าวทำให้คุณลังเลจะไป”
“แล้วถ้าวันไหนฉันอยากเลี้ยงคุณเพราะอยากเลี้ยงจริง ๆ ก็จะบอกเอง”
“ผมจะตอบเองเหมือนกัน”
เธอหัวเราะอีกครั้ง คราวนี้ไม่มีสิ่งที่ต้องรีบแก้ไขอยู่ข้างหลังเสียงหัวเราะ
นาฬิกาบนหอเดินผ่านเวลานัดที่ทั้งสองคาดไว้ แสงจากในศาลาเริ่มสว่างกว่าแสงนอกชายคา เยว่ชิงรู้สึกหิวจริง ๆ จึงเสนอให้ต่างคนกลับไปกินข้าวก่อน วันนัดข้างหน้าไม่จำเป็นต้องเริ่มด้วยการทำให้เย็นนี้ยาวจนเหนื่อย
จิ้งโจวลุกขึ้นพร้อมห่อเสื้อ เยว่ชิงถือกล่องของตน ทั้งสองเดินไปถึงปากตรอกด้วยกัน เขาไปทางบ้านของเขา เธอเลี้ยวกลับร้าน
ก่อนแยก เขาหันมาพูด
“วันที่สิบเก้า ถ้าผมเลิกช้า ผมจะส่งข่าว ไม่ให้คุณปิดร้านแล้วนั่งรอโดยไม่รู้เวลา”
“ถ้าฉันมีงานที่เลื่อนไม่ได้ ฉันก็บอกค่ะ”
ไม่มีใครพูดว่าถ้าอีกฝ่ายมาไม่ได้แสดงว่าไม่ใส่ใจ นั่นทำให้เยว่ชิงอยากรักษานัดมากกว่าคำทดสอบใด ๆ ที่เธอเคยได้ยิน
คืนนั้น เธอวางกล่องเครื่องมือเข้าที่ แล้วเขียนวันที่สิบเก้าลงในหน้าซึ่งใช้จดเรื่องของตนเอง สั้นเพียงบรรทัดเดียว ไม่มีราคางาน ไม่มีรายการอะไหล่
เธอยังมีคำถามอีกมาก ทั้งเรื่องพ่อและเรื่องวันข้างหน้า แต่วันนี้คำถามหนึ่งได้คำตอบแล้ว
เธออยากพบเฉินจิ้งโจว และเขาอยากพบหลินเยว่ชิง
เยว่ชิงปิดสมุดแล้วไปต้มข้าว เวลาของมื้อเย็นเป็นของเธอ ไม่จำเป็นต้องเอาข้อความในบรรทัดนั้นไปอธิบายให้ใครเชื่อในทันที
เช้าวันที่สิบหก เธอกำลังยกแผ่นไม้บานหน้าออกจากร่อง เมื่อเห็นคนยืนอยู่ฝั่งตรงข้าม
ชิวอิงถือกระเป๋าผ้าใบเดิม มือข้างหนึ่งกำสายกระเป๋าจนข้อนิ้วซีด หล่อนไม่เดินเข้ามาร้องเรียกเหมือนครั้งก่อน และไม่มีห่อเอกสารยื่นขึ้นเพื่อเริ่มบอกว่าร้านหลินเป็นหนี้อะไร
เยว่ชิงวางบานไม้พิงให้มั่นคงก่อนเงยหน้า
เมื่อสายตาพบกัน ชิวอิงเดินข้ามถนนมาช้า ๆ
“พี่” หล่อนเรียก เสียงแห้งกว่าที่เยว่ชิงจำได้ “ขอคุยด้วยสักหน่อยได้ไหม”
เยว่ชิงยังไม่ตอบรับเรื่องที่ไม่รู้ แต่ขยับพ้นธรณีให้มองเห็นใบหน้าของอีกฝ่ายชัดขึ้น
คืนก่อนเธอเพิ่งตกลงว่าจะบอกความต้องการของตนเองตรง ๆ เช้านี้คงต้องจำสิ่งเดียวกันไว้ เมื่อคนตรงหน้ามีความต้องการบางอย่างซึ่งยังไม่ยอมพูดออกมา
นิยายและภาพประกอบสร้างขึ้นใหม่ ภาพประกอบสร้างด้วย AI
