ย้อนคืนปี 1978 ครานี้ข้าจะทวงชีวิตคืน · Глава 6
ตอนที่ 6 — กระจกหน้าปัดบานเก่า
Перевод ещё не готов. Показан тайский оригинал.
กระจกบานนั้นทำให้เงาของเยว่ชิงยืดยาวตรงขอบ แล้วกลับเป็นรูปเดิมเมื่อเธอเอียงนาฬิกาเข้าหาแสง
มันเก่าจนผิวไม่เรียบสนิท มุมล่างมีรอยขาวเล็ก ๆ แต่ไม่มีรอยแตกผ่านกลางบาน คนที่มองเพียงแวบเดียวอาจคิดว่าควรเปลี่ยนเสียให้ใหม่ทั้งหมด
เยว่ชิงวางตัวเรือนลงบนผ้ารองแล้วถามชื่อเจ้าของ
“ถังเซิง” ชายสูงวัยตอบ “บ้านอยู่ถัดจากสะพานหินไปสองตรอก ถ้าซ่อมไม่ได้ก็บอกตรง ๆ ฉันไม่อยากเสียเงินเปลี่ยนทุกอย่างแล้วเหลือแต่ชื่อเรือนเดิม”
“ฉันจะตรวจอาการก่อนค่ะ ถ้าต้องเปลี่ยนของ จะให้คุณดูและตกลงราคาก่อน”
เขาถอดหมวกผ้าออกจากกระเป๋า วางทับไว้ด้วยมือทั้งสองข้าง “ร้านอื่นบอกว่าชุดข้างในหมดอายุแล้ว”
คำว่าหมดอายุทำให้เยว่ชิงมองผิวไม้ที่ถูกเช็ดจนเรียบตรงขอบประตู หลังหน้าปัดมีฝุ่นบาง ๆ แต่ช่องไขกุญแจยังไม่บิ่น บางครั้งของไม่ได้เสียเพราะเก่า มันเสียเพราะคนเลิกดูแลก่อนจะรู้ว่าอะไรเสียจริง
“หยุดเดินตั้งแต่เมื่อไรคะ”
“สามคืนก่อน เดินสักพักก็หยุด ฉันขยับตัวเรือนแล้วมันเดินต่อ พอเช้าก็ไม่ตรงอีก”
เธอบันทึกคำตอบโดยไม่รีบเติมสาเหตุลงไป ถามว่าเคยตกหรือถูกย้ายไหม ถังเซิงบอกว่าเขาย้ายจากชั้นเก่าไปไว้ข้างหน้าต่าง ช่างก่ออิฐเข้ามาซ่อมกำแพงจึงต้องเลื่อนของในบ้าน
จิ้งโจวหยิบถาดเครื่องมือที่วางเบียดขอบโต๊ะออกให้ เขาถามว่าเธอต้องการให้ช่วยจับตัวเรือนหรือไม่
“ขอบคุณค่ะ ตอนนี้ฉันวางบนผ้าได้ คุณช่วยดูใบรับให้ฉันทีว่าระบุรอยตรงกระจกครบหรือยัง”
เธอไม่ได้ขอให้เขาช่วยวินิจฉัย และเขาไม่ได้เดินเข้ามาเลือกเครื่องมือแทนเธอ
ถังเซิงมองคนทั้งสองสลับกัน “พ่อหนูเคยให้ใครแตะโต๊ะนี้เสียที่ไหน”
“พ่อให้ฉันแตะค่ะ” เยว่ชิงตอบ พลางยกแว่นขยายขึ้น “แต่ตอนเล็ก ๆ ต้องเช็ดมือก่อนทุกครั้ง”
ชายสูงวัยหัวเราะเบา ๆ ความกังวลบนหน้าคลายลงนิดหนึ่ง

เยว่ชิงไล่ดูขอบกรอบกระจกก่อนแตะกลไก รอยขาวที่มุมล่างเป็นรอยเดิม ไม่มีเศษแก้วหลวมอยู่ด้านใน เธอจึงบอกเจ้าของว่าไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนกระจกเพียงเพื่อทำให้ดูใหม่
“ภรรยาฉันเช็ดมันทุกเช้า” ถังเซิงพูด “ตรงที่หนูเรียกรอยนั่น เธอจำได้ว่ามีตั้งแต่ซื้อมา”
เขาพูดถึงภรรยาในน้ำเสียงเดียวกับคนที่ยังรอให้ใครสักคนเดินออกจากครัว แล้วหยุดลงก่อนเล่าต่อ
เยว่ชิงไม่ถามว่าเธออยู่ที่ไหน
เธอเพียงเขียนในใบรับว่าเก็บกระจกเดิม และอ่านออกเสียงให้เขาฟัง
“ถ้าต้องนำออกเพื่อทำงาน จะใส่คืนบานเดิมค่ะ”
ถังเซิงพยักหน้า “อย่างนั้นก็ดี”
เมื่อตรวจตัวเรือนโดยรอบ เยว่ชิงพบว่าขาล่างด้านหนึ่งโยกเล็กน้อย เธอยังไม่คิดว่าพบคำตอบทั้งหมด เพียงจัดให้มันตั้งมั่นคงแล้วเฝ้าดูการเดิน เทียบกับนาฬิกาอีกเรือนบนผนัง ระหว่างรอ เธอเปิดประตูไม้ด้านหลังอย่างระมัดระวัง
มีแผ่นทองเหลืองหม่นติดอยู่ด้านใน ใต้คราบฝุ่นเป็นรอยตอกที่เธอเห็นไม่ชัดในตอนรับของ
รอยนั้นดูคล้ายตัวเลขสี่หลัก
ความอยากรู้แล่นขึ้นมา แต่เธอเลื่อนถาดเครื่องมือเข้าที่ก่อน บนโต๊ะนี้มีของลูกค้าอยู่ ไม่ใช่ของที่เธอมีสิทธิ์ใช้ตามใจเพราะคิดว่าอาจเกี่ยวกับพ่อ
“ข้างในมีป้ายหมายเลขค่ะ ฉันขอจดไว้คู่กับใบรับซ่อม จะได้ตรวจคืนเป็นเรือนเดิม”
“จดได้”
เธอปัดฝุ่นเฉพาะรอบป้ายด้วยแปรงอ่อน ไม่ขูดผิวโลหะให้เงาเพื่ออ่านเร็วขึ้น ตัวเลขแรกมีส่วนโค้งที่สึกไป ส่วนสองตัวท้ายชัดกว่า
เยว่ชิงจดอย่างที่เห็น ทิ้งช่องว่างตรงหลักที่ยังไม่แน่ใจ
ถังเซิงถามว่าต้องจ่ายเท่าไร เธอบอกค่าแรงตรวจและปรับตั้งก่อน หากต้องใช้อะไหล่จะติดต่อให้ตกลงอีกครั้ง เขาจึงวางเงินมัดจำจำนวนน้อยไว้ข้างใบรับ ไม่ใช่สามพันหยวนที่ถูกคนอื่นยื่นมาให้เธอแบก แต่เป็นเงินที่คนคนหนึ่งวางลงเพราะเชื่อว่ามือของเธอทำงานได้
เยว่ชิงนับต่อหน้าเขา เขียนยอดให้ตรง รับสำเนาไว้แผ่นหนึ่ง และส่งอีกแผ่นให้เขาพับเก็บ
“พรุ่งนี้มารับได้ไหม”
“พรุ่งนี้บ่ายฉันบอกผลให้ได้ค่ะ แต่ขอให้มันเดินข้ามคืนก่อน ฉันยังไม่รับปากว่าซ่อมเสร็จ”
ถังเซิงมองเธออยู่ครู่หนึ่ง “พ่อหนูก็พูดอย่างนี้ ไม่ยอมให้ฉันรีบกลับมาเอา”
เมื่อชายสูงวัยเดินออกไป เยว่ชิงยังยืนอยู่หลังโต๊ะ ใบรับซ่อมในมือมีชื่อเธออยู่ใต้ช่องผู้รับของ
ชีวิตก่อนเธอเคยลงชื่อในกระดาษมากมาย แต่แทบไม่มีแผ่นใดบอกว่ามือของเธอสร้างอะไรขึ้นมา
จิ้งโจวไม่ได้พูดว่าพ่อคงภูมิใจ เขาหยิบสำเนาใบรับที่ตรวจแล้ววางคืนให้เธอ และบอกเพียงว่า “รอยกระจกเขียนครบแล้ว”
คำสั้น ๆ นั้นทำให้เธอกลับมามองงานตรงหน้า
“ขอบคุณค่ะ”
เสียงกระดิ่งหน้าร้านเงียบลงหลังแสงสุดท้ายพ้นหน้าต่าง เยว่ชิงยังไม่ปิดร้านสนิท เธอจัดเก็บเงินมัดจำแยกจากเงินใช้จ่าย แล้วนำสำเนาใบรับวางในกล่องงานใหม่
นาฬิกาของถังเซิงเดินอยู่บนโต๊ะที่ตั้งมั่นคงกว่าเดิม แต่เวลายังคลาดไปเล็กน้อย เธอต้องสังเกตต่อ สิ่งที่ปรับในบ่ายนี้อาจแก้อาการบางส่วน ยังไม่ใช่เหตุให้คิดว่างานเสร็จแล้ว
เยว่ชิงมองป้ายทองเหลืองอีกครั้ง คราวนี้จุดตะเกียงและเลื่อนแสงให้ตกเฉียงผ่านรอยตอก
ตัวที่คิดว่าอาจเป็นเลขแปด กลับแสดงช่องเปิดทางขวาชัดขึ้น
สาม หนึ่ง เจ็ด หก
เธออ่านซ้ำ แล้วจดเลข 3176 ลงบนกระดาษอีกแผ่น
“คุณช่วยดูว่าฉันอ่านผิดไหม”
จิ้งโจวเข้าใกล้โดยไม่บังแสง เขาก้มดูอยู่พักหนึ่ง “ผมก็อ่านอย่างนั้น หลักแรกสึกกว่าเพื่อน”
เยว่ชิงขอให้เขาเขียนสิ่งที่อ่านได้แยกจากกระดาษของเธอ ไม่ใช่เซ็นรับรองว่าเขาตอบเหมือนกัน เขาหยิบดินสอและทำตามโดยไม่ถามว่าทำไมต้องยุ่งยาก
ผลตรงกันทั้งสี่หลัก
เธอวางกระดาษบางเหนือป้ายแล้วถูดินสอเบา ๆ เก็บรูปรอยตอกไว้ ไม่กดจนผิวเดิมเปลี่ยน หลังเสร็จจึงปิดประตูหลังเรือนนาฬิกาและเขียนเวลาที่บันทึกหมายเลข
เลขเจ็ดมีขีดสั้นในแนวนอน
พ่อก็เขียนเลขเจ็ดอย่างนั้น แต่คนอื่นอาจเขียนเหมือนกันได้ เธอจึงไม่ปล่อยให้ความเหมือนเล็กน้อยกลายเป็นคำตอบใหญ่เกินตัวมัน

จดหมายของพ่อถูกนำลงมาจากชั้นบนอีกครั้ง เยว่ชิงกางมันบนพื้นที่สะอาด แถวตัวเลขสิบสองแถวยังอยู่ครบ ภาพวงกลมกลางหน้าเหมือนหน้าปัดที่ไม่มีใครบอกวิธีอ่าน
เธอเคยพยายามอ่านมันเป็นเวลา เพราะชีวิตของเธอพลิกกลับมาได้ด้วยนาฬิกา แต่เมื่อมองโดยมีเลขจากเรือนของถังเซิงวางอยู่ข้างกัน กลุ่มตัวเลขใกล้ปลายแถวหนึ่งกลับสะดุดตา
3176
เยว่ชิงยกมือขึ้นจากกระดาษทันที หัวใจเต้นแรงจนอยากลากเส้นวงรอบมัน แต่รอยปากกาใหม่จะบดบังสิ่งที่พ่อเขียน เธอจึงคัดตำแหน่งนั้นลงบนกระดาษสะอาดแทน
“เหมือนกันจริง” จิ้งโจวพูด
“แต่ยังไม่รู้ว่าเป็นหมายเลขเดียวกันหรือเปล่า”
เธอพูดช้าราวกับกำลังยึดตนเองไว้กับเก้าอี้ เลขสี่ตัวอาจตรงกันได้ในหลายสิ่ง หมายเลขเครื่องกับหมายเลขอะไหล่อาจใช้คนละทะเบียน และพ่ออาจเพียงจดเลขของนาฬิกาที่เคยซ่อม
สิ่งที่รู้แน่ในคืนนี้มีเพียงว่าเลขที่อ่านจากป้ายปรากฏอยู่ในจดหมาย
ยังไม่รู้ว่าทำไม
“คุณรู้จักป้ายอย่างนี้ไหม” เธอถาม
จิ้งโจวมองตำแหน่งที่เธอวาดไว้ “เคยเห็นป้ายติดของจากห้องเก็บเครื่อง แต่รูปป้ายอย่างเดียวไม่พอจะบอกว่ามาจากที่เดียวกัน”
“พรุ่งนี้ฉันจะถามถังเซิงว่าซื้อมาจากไหน”
“เขาอาจไม่มีใบซื้อแล้ว”
“ฉันจะถามเท่าที่เขาจำได้ก่อน ถ้ามีเอกสารก็ค่อยขอดู ไม่ต้องให้ความทรงจำของเขาทำหน้าที่แทนเอกสาร”
เธอย้อนกลับไปดูใบงานวันที่สิบหกมกราคม ข้อความเรื่องอย่าเปลี่ยนชุดเฟืองจนกว่าจะตรวจหมายเลขยังอยู่ตรงนั้น แต่ไม่มีเลข 3176 อยู่บนใบงานส่วนที่เธอเห็น
เยว่ชิงบันทึกว่าตรวจแล้วไม่พบ ไม่เขียนว่าเลขถูกลบ ไม่กล่าวว่าพ่อกำลังพูดถึงนาฬิกาเรือนนี้เพียงเพราะมันมาถึงในวันที่เธอต้องการคำตอบ
จิ้งโจวรออยู่เงียบ ๆ ขณะเธอจัดกระดาษสามแผ่นเรียงกัน
ใบรับของลูกค้า แผ่นบันทึกหมายเลข และสำเนาตำแหน่งเลขในจดหมาย
แต่ละแผ่นมีที่มาแตกต่างกัน เธอจะไม่เอามันรวมเป็นเรื่องเดียวก่อนหาทางเชื่อมให้ได้
เสียงนาฬิกาของถังเซิงเดินแทรกความเงียบ จังหวะเบาและไม่สม่ำเสมอเท่าเรือนบนผนัง ทว่ามันกำลังเดินจริง เยว่ชิงเลื่อนเก้าอี้ไปดูเวลาอีกครั้งแล้วลงบันทึกผล
“ดึกแล้ว คุณกลับเถอะค่ะ”
“คุณจะอยู่ดูทั้งคืนหรือ”
“ไม่ค่ะ ฉันตั้งมันไว้ตรงนี้แล้วจะดูตอนเช้า พรุ่งนี้ยังต้องไปยื่นคำขอที่โรงงาน”
จิ้งโจวพยักหน้า ก่อนเดินออก เขาหยุดที่ประตู “ถ้ามีใครถามเรื่องจดหมาย คุณยังไม่จำเป็นต้องบอกว่าเทียบพบอะไร”
เยว่ชิงมองกระดาษในมือ “ฉันจะไม่ทำให้เลขสี่ตัวกลายเป็นข่าวทั้งตรอก”
เขาไม่ได้ขอเก็บจดหมายแทนเธอ ไม่ได้ยื่นมือมาหยิบสำเนาติดตัว เมื่อประตูปิดลง ทุกแผ่นยังอยู่ในร้านของเธอ
เยว่ชิงใส่จดหมายกลับซอง เก็บต้นฉบับไว้ด้านบน ส่วนบันทึกงานลูกค้าอยู่ในกล่องงานซ่อม กระดาษสรุปสิ่งที่พบอยู่ในสมุดเล็กที่เธอจะพกไปด้วย
ก่อนดับตะเกียง เธอมองกระจกหน้าปัดเก่าอีกครั้ง เงาใบหน้าของเธอยังบิดเบี้ยวตรงมุมเดิม แต่ครั้งนี้เธอไม่ได้คิดว่ามันควรถูกทิ้งเพื่อให้เห็นตัวเองชัดขึ้น
กระจกบานหนึ่งเก็บร่องรอยของเจ้าของไว้ได้
ตัวเลขสี่หลักก็อาจเก็บเส้นทางของสิ่งของไว้เช่นกัน
เช้าวันรุ่งขึ้น เธอจะไปโรงงานพร้อมคำขอที่ไม่มีคำกล่าวหา และคำถามอีกข้อที่ยังไม่มีคำตอบ
หากเงินสามพันหยวนเคยเดินเข้าออกบัญชีมากกว่าหนึ่งครั้ง สิ่งที่ทุกคนเรียกว่าเงินหายอาจเริ่มต้นจากการอ่านรายการผิดหน้า
เยว่ชิงปิดสมุดโดยยังไม่เขียนชื่อคนผิดลงไป
นิยายและภาพประกอบสร้างขึ้นใหม่ ภาพประกอบสร้างด้วย AI
