ย้อนคืนปี 1978 ครานี้ข้าจะทวงชีวิตคืน · Capítulo 9
ตอนที่ 9 — โต๊ะที่พ่อไม่เคยให้ใครแตะ
Tradução pendente. Exibindo o original tailandês.
รอยบุ๋มตรงมุมโต๊ะยังอยู่ที่เดิม
เยว่ชิงใช้นิ้วแตะมันตอนแสงข้างนอกเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงิน ครั้งหนึ่งตอนเด็กเธอทำตุ้มน้ำหนักหลุดมือ พ่อไม่ได้ดุที่ไม้เป็นรอย เขาถามว่าตุ้มกระแทกเท้าหรือไม่ ก่อนสอนให้เธอวางถาดรองทุกครั้ง
เธอจำคำสอนนั้นได้ แต่ในชีวิตเดิมกลับจำโต๊ะได้เพียงตอนถูกย้ายออกจากร้าน
คนขนของคว่ำมันลงบนรถ เศษกระดาษปลิวออกมาจากข้างลิ้นชัก เธอยืนอยู่บนถนนโดยไม่มีสิทธิ์ขอให้หยุด แล้วเหวินเต๋อก็บอกว่าไม้เก่าแบบนี้ขายไม่ได้ราคา จะเก็บไว้ให้รกทำไม
วันนี้โต๊ะยังอยู่ใต้มือเธอ
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสองครั้ง เยว่ชิงสะดุ้งจนเกือบปิดลิ้นชักที่เพิ่งเลื่อนออก เธอมองผ่านกระจกก่อนเปิด จิ้งโจวยืนอยู่ข้างนอกพร้อมห่ออาหารเล็ก ๆ
“ผมเดินผ่าน เห็นยังมีไฟ”
เธอเปิดประตูให้ “มีเรื่องจะถามคุณพอดีค่ะ”
เขาวางห่ออาหารไว้บนชั้นที่พ้นเครื่องมือ บอกว่าร้านตรงปากตรอกเพิ่งนึ่งเสร็จ เธอจึงยกน้ำร้อนให้เขาหนึ่งแก้ว ไม่กล่าวขอบคุณยาวจนอาหารธรรมดากลายเป็นบุญคุณอีกชนิด
จิ้งโจวนั่งบนเก้าอี้ฝั่งลูกค้าเหมือนครั้งก่อน ส่วนเยว่ชิงนั่งด้านที่พ่อเคยทำงาน
คนอื่นมักคิดว่าตำแหน่งนั้นแปลว่าเธอได้รับทุกอย่างมาง่าย ๆ พวกเขาไม่รู้ว่าเพียงเอามือวางลง เธอก็ต้องยอมรับอีกครั้งว่ามือของพ่อจะไม่มาวางข้างกันแล้ว

“วันที่คุณเปิดแผ่นไม้เอาซองออกมา” เธอเริ่ม “พ่อบอกคุณไว้มากกว่าส่งให้ฉันวันที่สิบเจ็ดไหม”
จิ้งโจววางแก้วลงก่อนตอบ “บอกตำแหน่งซอง และให้ส่งถึงมือคุณเอง”
“ทำไมต้องเป็นคุณ”
เขานิ่งไปพักหนึ่ง “ผมเคยนำของมาตรวจที่ร้าน พ่อคุณรู้ว่าผมกลับมาตามนัด เขาถามว่าจะมาในวันนั้นได้ไหม ผมรับปาก”
“ท่านบอกเหตุผลของวันหรือเปล่า”
“ไม่ได้บอกผม”
คำตอบนั้นทำให้เยว่ชิงทั้งโล่งใจและผิดหวัง เธออยากได้ประตูที่เปิดถึงคำตอบ แต่ไม่อยากได้กุญแจที่ใครทำขึ้นเพื่อให้เธอหยุดถาม
“คุณเคยอ่านข้างในก่อนฉันไหม”
“ไม่เคย ซองปิดอยู่จนคุณเปิด”
“แล้วเอกสารอื่นบนโต๊ะนี้”
“ผมไม่ได้รับคำสั่งให้เอาอะไรอื่นไปครับ”
จิ้งโจวไม่ได้ยกคำสั่งของคนตายมาอ้างว่าตนมีสิทธิ์รู้ทุกอย่างในร้าน เขาเพียงบอกขอบเขตงานที่รับไว้
เยว่ชิงมองรอยแผลบนคิ้วขวา ในชีวิตก่อน เธอเคยเชื่อคำพูดว่าผู้ชายคนนี้ขโมยของพ่อ จนชื่อของเขากลายเป็นคำที่ไม่อยากได้ยิน วันนี้เขานั่งตรงหน้าโดยไม่ขอให้เธอเชื่อเพียงเพราะเคยทำอะไรให้
“เมื่อวานฉันคิดว่าคุณอาจรู้ว่ามีอะไรใต้โต๊ะทั้งหมด”
“ผมรู้แค่ตำแหน่งที่พ่อคุณชี้ให้ดู ถ้าคุณจะตรวจส่วนอื่น ผมไม่รู้ล่วงหน้าว่าจะพบอะไร”
“ถ้าเจอสิ่งที่คุณเคยเห็น อย่าบอกว่าไม่รู้เพื่อปกป้องฉันนะคะ”
“ถ้าบอกไม่ได้ ผมจะบอกว่าบอกไม่ได้” เขาตอบ “แต่ผมไม่อยากให้คุณเข้าใจคำว่าไม่รู้ผิด”
เยว่ชิงสบตาเขาครั้งหนึ่ง นั่นยังไม่ใช่คำสัญญาว่าจะเปิดทุกความลับ แต่เป็นคำสัญญาเกี่ยวกับคำที่จะใช้ระหว่างกัน เธอรับมันไว้เท่าที่มันมี ไม่เติมส่วนที่ตนอยากได้
เธอเปิดสมุดงานให้ดูเฉพาะหน้าที่จดสิ่งของจากโต๊ะ ไม่เปิดจดหมายของพ่อหรือรายการเงินโรงงานให้ผู้มาเยือนเห็นโดยไม่จำเป็น
“ฉันอยากตรวจลิ้นชักทีละอัน คุณช่วยยกของที่หนักได้ แต่กระดาษให้ฉันเป็นคนหยิบ”
“ได้ครับ”
เขาถอดเสื้อนอกที่เกะกะปลายแขนออกพาดพนักเก้าอี้ แล้วพับแขนเสื้อทำงานขึ้นเล็กน้อย เยว่ชิงขยับถาดอะไหล่ไปวางบนชั้นสำรอง เคลียร์งานลูกค้าให้พ้นพื้นที่ค้น
นาฬิกาของถังเซิงอยู่บนที่ตั้งเดิม เธอจะไม่ย้ายมันเพื่อความสะดวกแล้วทำให้ผลที่เฝ้าดูข้ามคืนเปลี่ยนไป
ลิ้นชักแรกมีดินสอสั้นสามแท่ง เศษผ้า และถุงกระดาษที่เขียนว่าเก็บหัวเล็ก พ่อเก็บสิ่งที่คนอื่นมักทิ้งไว้ในที่ที่เขาหยิบถึงเสมอ
เยว่ชิงยกดินสอแท่งหนึ่งขึ้น บริเวณใกล้ปลายมีรอยมีดบากเอียง เธอจำได้ว่าพ่อชอบบ่นว่าเหลาให้กลมแล้วลื่นมือ แต่เวลาสอนเธอ เขากลับเหลาแท่งใหม่ให้เรียบเพราะกลัวเสี้ยนตำ
จิ้งโจวเห็นเธอเงียบจึงไม่ถามว่าพบอะไรสำคัญ
ความเงียบทำให้เธอมีเวลาเสียใจโดยไม่ต้องเปลี่ยนมันเป็นเบาะแสทันที
“ฉันเกือบลืมว่าโต๊ะนี้มีของธรรมดาอยู่ด้วย” เธอพูดเบา ๆ
“ส่วนใหญ่ก็เป็นของธรรมดาครับ”
เยว่ชิงวางดินสอกลับในถาด มันอาจไม่มีประโยชน์ต่อเรื่องเงินสามพันหยวน แต่มีประโยชน์ต่อการจำว่าพ่อไม่ได้มีชีวิตเพียงเพื่อทิ้งปริศนาให้เธอ
ลิ้นชักที่สองติดตรงรางไม้ จิ้งโจวลองประคองตามที่เธอขอ ไม่ออกแรงกระชาก เขาชี้ว่าขอบหนึ่งเอียง แล้วรอให้เธอดูตำแหน่งก่อนช่วยยกออก
ช่องซองจดหมายที่เปิดในวันแรกอยู่ด้านหน้า แผ่นไม้ถูกใส่คืนไว้เรียบร้อย เยว่ชิงเปิดดูเพียงเพื่อบันทึกว่าตรงนั้นว่างแล้ว ไม่คาดหวังว่าจะมีซองใหม่โผล่มาเพราะเธอต้องการคำตอบเพิ่ม
ด้านหลังรางลิ้นชักยังมืดอยู่
เธอเคยช่วยพ่อเก็บโต๊ะหลายครั้ง แต่ตอนนั้นสูงไม่พอจะเห็นด้านใต้ และหลังโตขึ้นก็มีงานอื่นที่คิดว่าสำคัญกว่า
“ช่วยถือไฟให้หน่อยค่ะ”
จิ้งโจวยกตะเกียงจากขอบชั้น วางตำแหน่งให้แสงส่องเข้าไปโดยไม่เข้าใกล้กระดาษ เยว่ชิงคุกเข่าบนผ้าที่พับรองไว้ มองตามคานไม้ด้านหลัง
มีตัวหนีบโลหะเล็กติดอยู่ตรงนั้น
ไม่ใช่ห้องลับหรือช่องที่ทำอย่างประณีต มันเป็นตัวหนีบธรรมดาที่พ่อใช้คั่นใบงานเมื่อทำโต๊ะส่วนบนเต็ม เยว่ชิงจำได้ว่าเคยเห็นเขาก้มเอื้อมใต้โต๊ะ แต่คิดเพียงว่าเก็บเศษผ้า
ระหว่างขาตัวหนีบมีกระดาษพับค้างอยู่หนึ่งแผ่น
เธอจับขอบที่ยังไม่เปื่อย คลายแรงหนีบแล้วค่อย ๆ เลื่อนออก ฝุ่นตกบนผ้ารองบาง ๆ

“ตรงนี้คุณรู้ไหม” เธอถามโดยยังไม่กางกระดาษ
“ไม่รู้ครับ”
จิ้งโจวตอบหลังมองตำแหน่งที่เธอชี้ ไม่ทำเหมือนคำตอบของตนสำคัญกว่าสิ่งที่เธอเพิ่งเห็น
เยว่ชิงจดตำแหน่งไว้ก่อนย้ายกระดาษขึ้นโต๊ะ เธอวาดตัวหนีบและรางลิ้นชักคร่าว ๆ แล้ววางแผ่นที่พบลงบนพื้นสะอาด
วันที่ด้านบนคือสิบสามมกราคม
ลายมือข้างใต้เอียงเหมือนใบงานที่เธอเคยเห็น พ่อขีดคำหนึ่งทิ้งแล้วเขียนใหม่เหนือบรรทัด รอยแก้นั้นทำให้เธอรู้สึกใกล้เขากว่าตัวอักษรเรียบร้อยบนซองจดหมาย
รายการเขียนถึงชุดเฟืองที่รับมาตรวจ มีจำนวนและช่องรอผู้ส่งยืนยัน แต่ไม่มีชื่อผู้ส่งครบถ้วน
ตรงมุมกระดาษมีข้อความสั้นว่า เก็บชุดเก่าแยกจากชุดที่ส่งคืน
เยว่ชิงอ่านอีกครั้ง
ก่อนหน้านี้ใบงานวันที่สิบหกบอกว่าอย่าเปลี่ยนชุดเฟืองจนกว่าจะตรวจหมายเลข แผ่นที่เพิ่งพบไม่ได้ตอบว่าพ่อสั่งใคร แต่ทำให้เธอรู้ว่าเรื่องชิ้นส่วนที่รับกับชิ้นส่วนที่คืนเริ่มถูกบันทึกไว้ก่อนวันนั้นแล้ว
“คุณเคยนำของแบบนี้มาให้พ่อไหม”
“เคยนำชิ้นส่วนมาตรวจ แต่ผมบอกไม่ได้ว่ารายการนี้เป็นของผม ไม่มีหมายเลขที่ผมยืนยันได้ในส่วนที่อ่านชัด”
เขาชี้จากระยะห่าง ไม่ใช้นิ้วทับตัวอักษร บรรทัดที่ลงจำนวนมีหมึกเลอะจนส่วนท้ายอ่านไม่ครบ
เยว่ชิงไม่ได้เทียบหมายเลข 3176 แล้วประกาศว่าพบทางเชื่อม เพราะในใบนี้ไม่มีเลขชุดนั้นที่อ่านได้ชัดเช่นกัน
สิ่งที่น่าใจหายกว่าเลขที่หายไปคือช่องของสองฝั่ง
ของที่รับมา กับของที่ส่งคืน
พ่อแยกมันไว้ในหน้าเดียวกัน เพื่อไม่ให้คำว่าเป็นชุดเดียวกันกลบสิ่งที่ตรวจจริง
เยว่ชิงนึกถึงสมุดบัญชีที่หานซิ่วเปิดเมื่อเช้า ใบเบิกกับใบรับคืนก็ถูกกล่าวราวกับชื่อรายการเดียวทำให้ทุกขั้นถูกต้องไปเอง
แต่นั่นเป็นเพียงรูปแบบความคิดที่คล้ายกัน ยังไม่ใช่หลักฐานว่าคนคนเดียวทำเรื่องทั้งสอง
เธอเขียนความสงสัยไว้ด้านหลังสมุด ไม่เขียนลงบนใบของพ่อ
“ถ้าพ่อเก็บชุดเก่าไว้ ของอาจยังอยู่ในร้าน”
จิ้งโจวมองชั้นถุงอะไหล่ “อาจอยู่ หรืออาจคืนไปแล้วก็ได้ ต้องดูรายการที่ทำต่อจากหน้านี้”
“ฉันจะไม่นับถุงที่ไม่มีป้ายเป็นของใบนี้ทันที”
เยว่ชิงเก็บกระดาษเข้าซองสะอาด พร้อมบันทึกว่าเป็นแผ่นที่พบใต้โต๊ะในคืนนี้ เธออยากเรียกมันว่าลายมือพ่อโดยไม่ต้องสงสัย แต่รู้ว่าความคุ้นตาของลูกสาวยังต้องมีเอกสารอื่นให้เทียบ หากวันหนึ่งจะใช้ต่อหน้าคนที่ไม่เคยรู้จักเขา
จิ้งโจวช่วยใส่ลิ้นชักกลับเมื่อเธอบอกว่าตรวจส่วนนี้เสร็จแล้ว เขาไม่ได้เสนอจะเก็บกระดาษไปดูที่บ้าน และไม่ได้ขอให้เธอค้นต่อทั้งคืน
“พรุ่งนี้คุณมีงานลูกค้าใช่ไหม”
“บ่ายค่ะ และต้องดูนาฬิกาตอนเช้าอีกครั้ง”
“งั้นเก็บโต๊ะไว้ก่อนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องค้นให้หมดวันนี้”
เยว่ชิงมองรอยบุ๋มตรงมุมโต๊ะ การหยุดไม่ใช่สิ่งที่เธอทำได้ง่ายเมื่อกลัวว่าคำตอบจะถูกแย่งไปอีก แต่การรื้อจนเหนื่อยและจำไม่ได้ว่าหยิบอะไรจากตรงไหนก็ไม่ได้ช่วยรักษามัน
“พอเท่านี้ก่อนค่ะ”
เธอพูดเอง ไม่ใช่เพราะใครสั่งให้หยุด
หลังจิ้งโจวกลับ เยว่ชิงตรวจจำนวนเอกสารที่นำออกและสิ่งที่ใส่คืน ห่ออาหารบนชั้นยังเหลือชิ้นหนึ่ง เธอแบ่งไว้เป็นมื้อเช้า ไม่คิดว่าต้องอดเพราะกำลังทำเรื่องสำคัญ
ใต้แสงตะเกียง โต๊ะของพ่อกลับมีที่ว่างให้วางถาดงานลูกค้าได้ตามเดิม
เยว่ชิงลูบรอยไม้ครั้งสุดท้าย พ่อเคยห้ามคนอื่นแตะโต๊ะเพราะของชิ้นเล็กอาจสลับที่ เธอเพิ่งรู้ว่าการรักษาตำแหน่งเหล่านั้นสำคัญอย่างไรในวันที่เจ้าของมือเดิมไม่อยู่บอกแล้ว
คืนก่อนเธอพบเลขหนึ่งชุดในเรือนนาฬิกา คืนนี้พบวิธีที่พ่อพยายามรักษาความแตกต่างระหว่างของที่รับกับของที่คืน
ส่วนใครต้องการทำให้ความแตกต่างนั้นหายไป ยังเป็นคำถามของวันต่อไป
เธอดับตะเกียงโดยไม่ลืมว่างานที่รออยู่ในตอนเช้าเป็นของคนที่ยังมีชีวิต
นิยายและภาพประกอบสร้างขึ้นใหม่ ภาพประกอบสร้างด้วย AI
