ย้อนคืนปี 1978 ครานี้ข้าจะทวงชีวิตคืน · 第124章
ตอนที่ 124 — วันที่เข็มเดินไปข้างหน้า [ตอนจบ]
翻訳は準備中です。タイ語原文を表示しています
ฝนปีสิบเก้าร้อยเก้าสิบแปดตกตั้งแต่ก่อนฟ้าสาง
หลินเยว่ชิงลืมตาขึ้นเพราะเสียงหยดน้ำกระทบชายคา ห้องยังอุ่น ผ้าห่มคลุมอยู่ถึงไหล่ และหน้าต่างปิดได้สนิท
นางมีอายุสี่สิบสี่ปีแล้ว
ข้างเตียงไม่มีตู้เหล็กกั้นทางเดิน ไม่มีเตียงพับตั้งอยู่หลังของที่คนอื่นยึดไป และไม่มีใครยืนถามหาเอกสารที่ต้องเซ็นเพื่อแลกกับโอกาสออกจากห้อง
บนข้อมือซ้าย นาฬิกาทองเหลืองเดินอยู่ใต้กระจกใสที่ได้รับการดูแลตามเวลา รอยบนกรอบมากกว่าสิบเจ็ดปีก่อน สายผ่านการเปลี่ยนเมื่อจำเป็น แต่เรือนที่พ่อเคยซ่อมให้ยังอยู่กับนาง
เยว่ชิงฟังอยู่ครู่หนึ่ง
เข็มเดินไปข้างหน้า
จิ้งโจวขยับตัวข้างนาง เขามีผมหงอกแทรกตรงขมับ รอยเล็กที่คิ้วขวายังอยู่ แต่ใบหน้ามีรอยจากปีที่ผ่านมาจนไม่มีใครอาจเข้าใจว่าเขายังเป็นชายหนุ่มวัยยี่สิบเก้า
“ฝนแรงหรือ” เขาถาม
“ตกเรื่อย ๆ ยังไม่แรง”
“วันนี้เจ้าจะเข้าห้องเรียนเช้าหรือไม่”
“จ้าวหนิงรับช่วงเช้า ข้าจะเข้าไปหลังตรวจงานที่ร้าน”
จิ้งโจวลืมตาเต็มที่เมื่อได้ยินเสียงนางหยุดท้ายประโยค
“หรือเจ้าอยากพักอีกวัน”
เยว่ชิงมองหน้าต่าง
แม่จากไปเมื่อสองสัปดาห์ก่อน
คำว่าอีกวันไม่ได้ทำให้ความว่างตรงนั้นเล็กลง แต่การมีคนถามโดยไม่ตัดสินคำตอบทำให้นางหายใจได้ง่ายขึ้น
“ข้าอยากไปดูห้องเรียน แต่จะไม่อยู่จนค่ำ”
“อย่างนั้นค่อยกินข้าวแล้วไป”
เขาลุกไปตั้งน้ำ เยว่ชิงยังนั่งอยู่บนเตียง ปลายนิ้วแตะขอบกรอบนาฬิกาโดยไม่จับเข็ม
ครั้งหนึ่งนางเคยได้รับเช้าที่เป็นไปไม่ได้กลับคืนมา
เช้านี้ไม่ได้เป็นไปไม่ได้ มันเป็นเช้าหลังความสูญเสีย ซึ่งคนที่ยังอยู่ต้องค่อย ๆ ลุกขึ้นใช้
ปลายเดือนมีนาคม แม่ยังขอให้นางเลื่อนเก้าอี้ออกไปนั่งข้างลาน
ตอนนั้นดอกไม้ผลิบาง ๆ เหนือกำแพง อากาศอุ่นขึ้นช่วงสาย แม่อายุเจ็ดสิบสี่ ผมที่มวยไว้มีสีขาวมากกว่าสีดำ มือจับถ้วยน้ำช้าลง และนางเหนื่อยง่ายกว่าปีก่อน
ทั้งสองจัดเรื่องการดูแลและการติดต่อไว้ตามที่แม่ต้องการ เยว่ชิงเดินทางมาหาเมื่อทราบว่าแม่อ่อนแรงลง มีผู้ดูแลและการตรวจรักษาตามอาการ ไม่ปล่อยให้แม่ต้องรอจนถึงช่วงวันหยุดที่ลูกสะดวกเพียงอย่างเดียว
กระนั้น แม่ก็ยังมีคำที่อยากพูดเอง
วันที่ยี่สิบเก้ามีนาคม เยว่ชิงถือกระบุงผักเข้าลาน แม่เห็นหัวไชเท้าที่วางอยู่ด้านบนแล้วขมวดคิ้ว
“ซื้อเยอะเกินไปหรือเปล่า”
“แม่บอกว่าอยากกิน ข้าเลยเลือกหัวที่ดีมา”
“อยากกิน ไม่ได้แปลว่าข้าจะกินหมดตลาด”
เยว่ชิงหัวเราะ นางหยุดข้างเก้าอี้แล้วให้แม่เลือกว่าจะเอาหัวใดทำอาหารก่อน ส่วนที่เหลือเก็บตามที่ใช้ได้
แม่ชี้หัวเล็กสุด
“อันนั้นก่อน วันนี้ข้าอยากกินน้อย”
ลูกสาวรับคำ โดยไม่บอกว่าหากรักลูกต้องกินมากกว่านั้น
นางวางกระบุงไว้ในที่ซึ่งไม่ขวางทาง ก่อนช่วยจัดผ้าคลุมเข่าตามที่แม่ขอ แม่ยกถ้วยขึ้นจิบเอง แม้มือจะไม่มั่นคงเหมือนเดิม เยว่ชิงก็ไม่รีบแย่งทุกอย่างออกจากมือ
“แม่อยากเข้าไปพักแล้วหรือยัง”
“อีกหน่อย วันนี้ลมดี”
เยว่ชิงอยู่ข้างเก้าอี้ ฟังแม่เล่าเรื่องต้นไม้ซึ่งโตช้าในปีหนึ่ง รากติดดินแข็งจนต้องย้ายที่ปลูก นางเคยได้ยินเรื่องนี้แล้ว แต่ครั้งนั้นไม่ได้มีเวลานั่งฟังจนแม่เล่าจบ
วันนี้นางไม่ถามว่าเรื่องนี้เกี่ยวกับสมุดของพ่อหรือไม่
มันเป็นเรื่องต้นไม้ที่แม่ปลูก

ช่วงบ่าย แม่กลับเข้าห้องก่อนเวลาพักเล็กน้อย นาฬิกาตั้งโต๊ะยังอยู่ตรงชั้นที่มองจากเก้าอี้ได้ เยว่ชิงดูผ้าห่มและน้ำ แล้วนั่งในที่ซึ่งแม่เห็นหากลืมตาขึ้น
แม่ถามเรื่องร้าน
“ยังเปิดหน้าต่างตอนเช้าหรือ”
“เปิดถ้าอากาศให้เปิดได้ วันนี้ที่หลานโจวอาจต้องปิดเพราะฝน”
“แล้วเด็กที่ถามก่อนเซ็นเป็นอย่างไร”
“นางไม่ใช่เด็กแล้วแม่ ปีนี้สามสิบหก เป็นคนสอนช่วงเช้า และทักข้าได้เก่งกว่าแต่ก่อน”
แม่ยิ้ม “อย่างนั้นดี เจ้าจะได้ไม่คิดว่าคำของตัวเองถูกทุกครั้ง”
เยว่ชิงจับมือแม่เมื่อแม่ยื่นมา
นิ้วบางลงมากแล้ว นางไม่บีบแน่นเพื่อขอให้มันกลับเป็นมือในปีเจ็ดสิบแปด
“ข้าจะจำ”
“จำได้ก็ต้องทำด้วย”
“ข้ารู้”
แม่หลับไปหลังจากนั้น เยว่ชิงนั่งเงียบ ฟังเสียงนาฬิกาในห้องที่ไม่มีคำกล่าวหา
ต้นเดือนเมษายน แม่อ่อนแรงลงตามสภาพร่างกาย การดูแลยังดำเนินไปตามที่ตกลงไว้ แม่ได้รับการช่วยเหลือเมื่อจำเป็น และมีเวลาสงบที่ไม่ถูกคำถามของคนมาเยี่ยมใช้จนหมด
เช้าวันที่สอง แม่ลืมตาขึ้นรับรู้ลูกสาวซึ่งอยู่ใกล้ นางพูดสั้น ๆ ว่าไม่หนาว ก่อนพักต่อ
เมื่อแม่จากไปอย่างสงบในวันนั้น เยว่ชิงอยู่ข้างนาง
นางร้องไห้
ไม่มีเข็มใดหยุดเพื่อรอให้คำร้องขอครบถ้วน ไม่มีเสียงจากอดีตสั่งให้หมุนสิ่งใดกลับ และไม่มีเอกสารชิ้นใหม่ที่อาจช่วยแก้สิ่งซึ่งไม่ได้เกิดจากการใส่ร้าย
แม่ใช้ชีวิตของแม่มาจนถึงวันสุดท้าย
เยว่ชิงไม่ต้องทำให้การยอมรับความจริงกลายเป็นการรักแม่น้อยลง
เมื่อผ่านงานที่ต้องจัดการ ครอบครัวเก็บของตามสิทธิ์และความประสงค์ที่แม่บอกไว้ เรื่องส่วนตัวไม่ได้ถูกตั้งแสดงให้คนมาร่วมงานอ่าน กล่องต้นฉบับถูกเก็บต่ออย่างเหมาะสม แยกจากของใช้ที่ไม่มีเหตุให้ผูกไว้กับคดีเก่า
เยว่ชิงเก็บถ้วยใบหนึ่งกับผ้าคลุมที่แม่ใช้บ่อย
นาฬิกาตั้งโต๊ะยังอยู่ในบ้านชิงเหอ ระหว่างที่จัดเรื่องการดูแลบ้านต่อ นางไม่รีบขนมันออกไปเพื่อให้ช่องว่างบนชั้นดูเหมือนแม่ไม่เคยอยู่
วันที่ต้องกลับหลานโจว จิ้งโจวช่วยถือกระเป๋าตามที่นางขอ เขาไม่ถามว่าอีกกี่วันนางจึงจะหายเศร้า
“ถ้าอยากกลับมาอีก เราจัดเวลาใหม่ได้”
เยว่ชิงพยักหน้า “ข้าอยากกลับ แต่จะไม่ใช้ความอยากนั้นให้คนอื่นรับงานแทนโดยไม่ตกลง”
“ค่อยดูด้วยกัน”
คำตอบของเขาไม่ได้ทำให้ทุกอย่างง่าย แต่ทำให้นางไม่ต้องยืนจัดชีวิตหลังความสูญเสียอยู่คนเดียว
เช้าวันที่สิบเจ็ดเมษายน ฝนยังตกเมื่อเยว่ชิงมาถึงร้าน
ป้ายชื่อที่เขียนในปีแปดสิบเอ็ดผ่านการซ่อมและดูแลหลายครั้ง ลายมือเดิมไม่ได้ถูกขูดออกเพื่อแทนด้วยชื่อผู้มีอำนาจคนใหม่ ประตูเปิดตามเวลาที่แจ้งไว้ มีช่างผู้รับผิดชอบงานของวันนั้นอยู่จริง
ร้านไม่ได้เติบโตในคืนเดียว
หลายปีแรก เยว่ชิงยังทำงานประจำและรักษาขอบเขตของงานนอกเวลาตามที่จัดไว้ การเพิ่มคนและเวลาเกิดขึ้นหลังดูค่าใช้จ่ายกับความสามารถที่มี ไม่ใช่หลังกล่าวคำว่าจะคืนชีวิตให้คนทั้งเมือง
เมื่อถึงช่วงที่งานของร้านมากพอให้เปลี่ยนทาง นางดำเนินเรื่องกับหน่วยงานและส่งต่องานให้เรียบร้อยก่อนออกมาดูแลกิจการเต็มเวลา จิ้งโจวเลือกทางของงานตนตามเวลาและเงื่อนไขของเขา ไม่ต้องออกตามภรรยาเพื่อแสดงความรัก
ห้องฝึกค่อย ๆ เพิ่มจากที่ว่างหนึ่งมุมเป็นสถานที่ซึ่งแยกจากงานลูกค้า มีครูคนอื่น มีเวลาสอนที่จ่ายจริง มีเครื่องมือที่จัดซื้อและรับผิดชอบได้ และมีขั้นตอนที่ต้องทำก่อนขยายการสอนแต่ละครั้ง
ชื่อโรงเรียนช่างจึงเกิดขึ้นบนงานที่ทำมาหลายปี
คนที่เข้ามายังต้องเริ่มจากสิ่งที่ตนรู้และไม่รู้ เช่นเดียวกับวันที่จ้าวหนิงถามเรื่องสปริงชิ้นแรก
ในห้องเรียนเช้าวันนั้น จ้าวหนิงยืนข้างกระดาน รูปวงเฟืองง่าย ๆ ถูกวาดไว้เพื่อประกอบคำอธิบาย ตัวอย่างในมือเป็นชิ้นที่ใช้สอนได้ตามขอบเขต ไม่มีงานลูกค้าถูกยกมาทดสอบความกล้าของคนใหม่
เยว่ชิงหยุดที่ประตู ไม่เดินไปยืนหลังครูให้ผู้เรียนต้องมองข้ามคนที่กำลังสอน
“ถ้าข้าไม่ทราบว่าชิ้นส่วนเคยรับแรงอะไรมา” ผู้เรียนหญิงคนหนึ่งถาม “ข้าบอกเพียงจากรอยได้หรือ”
จ้าวหนิงวางตัวอย่างลงในที่เหมาะสม
“บอกสิ่งที่เห็นได้ แต่ยังบอกทั้งหมดไม่ได้ เจ้าจะเขียนสองอย่างนั้นต่างกันอย่างไร”
หญิงสาวคิด แล้วตอบด้วยคำที่ยังไม่คล่องนัก จ้าวหนิงฟังจนจบก่อนถามต่อ
ไม่มีใครหัวเราะที่นางตอบช้า
เยว่ชิงมองครูวัยสามสิบหกซึ่งเคยยืนกอดสมุดอยู่ในร้านเล็ก ๆ แล้วรู้สึกถึงสิ่งที่โตขึ้นโดยไม่ต้องอยู่ใต้เงาของนางตลอดไป

ช่วงพัก จ้าวหนิงออกมาคุยที่ทางเดิน
“ท่านจะอยู่ช่วงบ่ายหรือไม่”
“ข้าจะดูรายการงานที่ต้องส่งต่อ แล้วกลับก่อนค่ำ”
“ส่วนของข้ารับไว้ตามที่ตกลงได้ ส่วนที่ต้องใช้ครูอีกคนจะไม่เอามารวมให้เป็นเวลาของข้าทั้งหมด”
“ถ้ามีสิ่งเปลี่ยน โทรมาบอกข้าก่อน”
จ้าวหนิงรับคำ แล้วมองหน้าเยว่ชิงอย่างระมัดระวัง
“ท่านนอนพอหรือเปล่า”
เยว่ชิงไม่ยิ้มกลบ “ยังมีคืนที่ตื่น แต่เมื่อคืนได้นอน”
“วันนี้ข้าไม่ได้มีงานหลังช่วงที่ตกลงไว้ หากท่านต้องการให้ดูส่วนอื่น เราคุยเวลาใหม่ได้”
“ขอบใจ วันนี้ยังไม่ต้องเพิ่ม”
ทั้งสองกลับไปทำส่วนของตน คำถามเรื่องความเหนื่อยไม่ได้ทำให้จ้าวหนิงต้องรับงานทุกอย่างแทนเพื่อพิสูจน์ความกตัญญู และการปฏิเสธความช่วยเหลือเพิ่มเติมก็ไม่ได้ปิดประตูการขอในวันถัดไป
ที่ร้าน เยว่ชิงตรวจรายการรับและคืนซึ่งช่างประจำวันเตรียมไว้ นางถามเฉพาะส่วนที่ยังไม่ชัด ผู้ทำงานตอบด้วยสิ่งที่ได้ตรวจจริง ไม่ใช้ชื่อเจ้าของร้านมาแทนผลตรวจ
นาฬิกาเรือนหนึ่งต้องรอชิ้นที่เหมาะสมก่อนดำเนินต่อ เจ้าของได้รับคำอธิบายและเลือกทางตามที่ตกลงกัน เยว่ชิงไม่ให้ใครหมุนจนมันเดินเพียงเพื่อส่งกลับทันวันฝนตก
ครั้นปิดสมุด นางเห็นซองจดหมายเล็กอยู่ในช่องของตน
ชิวอิงส่งมา
นางยังทำงานของตน เคยส่งข่าวเป็นช่วง ๆ หลังเรื่องเก่าสิ้นสุดทางที่ควรสิ้นสุด เยว่ชิงไม่บังคับให้แม่อ่านทุกฉบับ ไม่พาคนเขียนเข้าบ้านแทนคำยินยอม และไม่ใช้การจากไปของแม่ลบขอบเขตที่แม่เคยเลือก
จดหมายฉบับนี้กล่าวถึงงานเย็บที่รับและคำแสดงความเสียใจ ไม่มีคำขอให้คืนความไว้ใจทั้งหมดเพราะเวลาได้ผ่านไปแล้ว
เยว่ชิงอ่านจนจบ เก็บไว้ในส่วนของตน และตัดสินใจว่าจะตอบเมื่อมีเวลาตอบ ไม่อ่านให้ทั้งห้องเรียนฟังเพื่อยกตนเป็นคนให้อภัย
เรื่องเงินสามพันหยวนถูกคืนให้ผู้จ่ายตามช่องทางที่ตรวจไว้แล้ว ไม่ได้เปลี่ยนเป็นทุนที่นางเอามาเปิดร้าน ความรับผิดของเหวินเต๋อผ่านคำพิพากษา ส่วนของเฉียวกับหม่าได้รับการดำเนินการตามที่พิสูจน์ได้
ชื่อพ่อได้รับการแก้ในส่วนที่เคยกล่าวผิด เอกสารที่ต้องส่งถึงคนเกี่ยวข้องได้รับการส่งและตรวจรับ ไม่มีงานติดตามชิ้นสุดท้ายซ่อนอยู่เพื่อบังคับให้นางเริ่มต่อสู้ใหม่ทุกครั้งที่กำลังจะพัก
แต่ความจริงเหล่านั้นก็ไม่ได้ทำให้คนทุกคนบริสุทธิ์ไปทุกเรื่อง หรือทำให้สิ่งที่ยังไม่ทราบกลายเป็นสิ่งที่นางมีสิทธิ์แต่งขึ้น
ชื่อผู้พาพ่อมาถึงคลินิกในคืนนั้นยังไม่ใช่ชื่อที่เยว่ชิงยืนยันได้ จดหมายไม่มีชื่อบางฉบับยังไม่มีเจ้าของที่พิสูจน์ถึง การยอมรับขอบเขตไม่ทำให้ข้อเท็จจริงที่ตรวจแล้วหายไป
นางไม่ต้องสร้างผู้ร้ายคนสุดท้ายขึ้นมาให้โลกดูเรียบร้อยกว่าที่เป็น
คดีที่ต้องดำเนินได้รับการดำเนิน ชีวิตที่ต้องใช้ยังอยู่ตรงหน้า
ตอนสาย จิ้งโจวมารับนางตามที่นัด เพื่อไปกินอาหารด้วยกันก่อนแยกทำธุระของวัน
เขาอายุสี่สิบเก้าแล้ว ฝีเท้าไม่ได้รีบเหมือนเมื่อครั้งเดินผ่านทางโรงงาน แต่ยังมองพื้นและทางที่จะไปก่อนยกของ ไม่มีใครต้องเจ็บเพื่อให้เขาดูเป็นคนช่วยชีวิตอยู่เสมอ
“ฝนเริ่มเบาแล้ว” เขากล่าว
“ยังเปียกอยู่”
“ข้าเอาร่มมา”
เยว่ชิงหยิบถุงผ้าที่มีของซื้อกลับบ้านเล็กน้อย นางตรวจประตูส่วนที่ตนใช้ แล้วแจ้งคนรับช่วงก่อนออกไป ไม่ยื่นกุญแจให้ผู้เรียนคนแรกที่เดินผ่านเพียงเพราะกำลังอยากพัก
ทั้งสองกินอาหารในร้านที่อยู่ไม่ไกล จิ้งโจวถามว่านางอยากกลับบ้านทันทีหรือเดินซื้อผักเพิ่มก่อน
เยว่ชิงมองถ้วยของตน
“ซื้อผักพอสำหรับเย็นนี้ก็ได้ แม่เคยบอกข้าว่าอยากกินไม่ได้แปลว่าจะกินหมดตลาด”
จิ้งโจวยิ้ม แต่เมื่อเห็นตานางมีน้ำ เขาก็ไม่ใช้เสียงหัวเราะปิดคำที่ตามมา
“ข้ายังคิดถึงแม่”
“ข้ารู้”
“ตอนเข้าห้องเรียน ข้าเกือบคิดว่าจะเขียนเล่าให้แม่ฟัง”
“เจ้าเขียนไว้ได้ ไม่จำเป็นต้องมีคนรับจดหมายทุกฉบับ”
เยว่ชิงนิ่ง แล้วพยักหน้า
ความเศร้าไม่ได้หมดหลังพูดหนึ่งประโยค แต่นางกินอาหารต่อได้ ถามเขาเรื่องงานที่กำลังวางมือส่งต่อ และรับฟังสิ่งที่เขายังต้องตัดสินใจด้วยตนเอง
เมื่อออกจากร้าน จิ้งโจวกางร่ม
เยว่ชิงเดินเข้าไปใต้ร่มเดียวกันโดยไม่ได้จับแขนเขาเพื่อให้พาข้ามทั้งชีวิต มือขวาถือถุงของตน มือซ้ายว่าง นาฬิกาทองเหลืองรับแสงสีเทาจากฟ้าที่เริ่มเปิด

น้ำในแอ่งสะท้อนชายคาและคนสองคนที่กำลังเดิน
ไม่มีหญิงวัยสี่สิบสี่นอนรอความตายในห้องเก็บของอยู่ในภาพนั้น ไม่มีมือของเหวินเต๋อคว้าข้อมือ และไม่มีสมุดเล่มใดถูกเอามาแลกกับคำลวงว่าจะคืนร้านให้
เยว่ชิงไม่ได้ตื่นขึ้นมาเป็นหญิงสาวอีกครั้ง
นางยังอายุสี่สิบสี่ มีผมหงอกบางเส้น มีวันที่มือเหนื่อย มีคนที่รักจากไปแล้ว และมีงานซึ่งต้องปฏิเสธเมื่อทำไม่ไหว
ชีวิตที่ต่างออกไปไม่ใช่ชีวิตที่ไม่มีความสูญเสีย
มันเป็นชีวิตซึ่งนางไม่ต้องยอมให้คนอื่นใช้ความสูญเสียนั้นยึดชื่อ มือ และวันข้างหน้าของนางไปทั้งหมด
จิ้งโจวหยุดตรงทางแยก ถามว่าจะเลี้ยวไปทางตลาดหรือกลับตามถนนเล็ก
เยว่ชิงมองถนนทั้งสองทาง แล้วชี้ทางที่อยากไป
เขาปรับร่มให้ตามจังหวะของทั้งคู่ ไม่มีใครเดินนำโดยถือว่าคำตอบของอีกคนเป็นเรื่องเล็กที่ข้ามได้
เยว่ชิงก้าวต่อ
พ่ออยู่ในสิ่งที่นางจำและงานที่นางเลือกทำ แม่อยู่ในเสียงเตือนเรื่องหัวไชเท้า ในถ้วยที่เก็บไว้ และในสิทธิ์พักซึ่งนางเริ่มเข้าใจได้จริงเมื่อมีอายุมากขึ้น
คนที่ทำร้ายนางอยู่ในความรับผิดของตน ไม่ได้ครองทุกหน้าของชีวิตที่เหลือ
นาฬิกาบนข้อมือเดินไปหนึ่งจังหวะ
นางไม่ขอให้มันถอยกลับ
เมื่อยี่สิบปีก่อน เยว่ชิงลืมตาขึ้นเพื่อทวงชีวิตคืน
วันนี้นางเดินออกไปใช้ชีวิตนั้น
**จบบริบูรณ์**
นิยายและภาพประกอบสร้างขึ้นใหม่ ภาพประกอบสร้างด้วย AI
