読書設定

ย้อนคืนปี 1978 ครานี้ข้าจะทวงชีวิตคืน · 第12章

ตอนที่ 12 — ชื่อบนถุงอะไหล่

翻訳は準備中です。タイ語原文を表示しています

ถุงผ้าบนถาดเบากว่าที่เยว่ชิงคาด

เธอใช้ปลายไม้เรียบคลายเส้นด้ายซีดทีละรอบ ไม่ตัดมันทิ้ง เมื่อปากถุงเปิด สปริงบางสามชิ้นนอนซ้อนกันอยู่บนกระดาษพับ แสงบ่ายจากหน้าต่างส่องจนเห็นสนิมจุดเล็กบนขอบชิ้นหนึ่ง แต่ไม่มีเลขสิบสองแถวหรือเครื่องหมายที่เธอเคยพบในจดหมาย

มันอาจเป็นเพียงของที่พ่อเก็บไว้ซ่อมนาฬิกา

เยว่ชิงย้ายสปริงลงถาดเล็กอีกใบ วาดตำแหน่งที่มันอยู่ก่อนเปิดกระดาษรอง บนด้านนอกมีชื่อเขียนด้วยหมึกดำและที่อยู่ซึ่งสั้นกว่าที่ควรใช้ส่งจดหมาย

เฉียวหยวน อำเภอซวงเหอ

ใต้ชื่อมีคำว่าซอยโรงสี แต่เลขบ้านเลือนตรงรอยพับ

เธออ่านซ้ำโดยเอียงกระดาษเข้าหาแสง ไม่ทาบหมึกใหม่ลงบนตัวที่หาย ชื่อไม่ใช่ชื่อคนในครอบครัว ไม่ใช่เหวินเต๋อ และไม่ใช่ชื่อที่เธอจำได้จากชีวิตก่อน

ความผิดหวังแล่นผ่านเธอรวดเร็วอย่างน่าอาย ราวกับคนที่ไม่เคยทำอะไรกับเธอควรมีหน้าที่ปรากฏอยู่ในความทรงจำเสียก่อนจึงจะมีความหมาย

เยว่ชิงวางกระดาษลงแล้วเขียนชื่อที่อ่านได้ในสมุด

เยว่ชิงคลายถุงสปริงเก่าบนถาดสะอาดและตรวจชื่อบนกระดาษรอง โดยเก็บด้ายและชิ้นส่วนแยกตามตำแหน่งเดิม
เยว่ชิงคลายถุงสปริงเก่าบนถาดสะอาดและตรวจชื่อบนกระดาษรอง โดยเก็บด้ายและชิ้นส่วนแยกตามตำแหน่งเดิม

ด้านในกระดาษมีรอยจดขนาดสองบรรทัด หนึ่งในนั้นถูกน้ำมันซึมจนตัวเลขติดกัน เธออ่านได้เพียงว่าคนเขียนเคยเทียบความกว้าง ไม่รู้ว่ากระดาษนี้เป็นจดหมายส่งของ ใบสั่งซื้อ หรือถูกนำมาใช้รองสปริงภายหลัง

หากเป็นชื่อผู้ส่ง เหตุใดไม่มีชื่อผู้รับ

หากเป็นที่อยู่สำหรับส่งกลับ เหตุใดของจึงยังอยู่ที่ร้าน

คำถามแต่ละข้อมีคำตอบได้มากกว่าหนึ่งทาง เยว่ชิงจึงไม่เขียนคำว่าพยานหลังชื่อเฉียวหยวน

เธอเปิดสมุดรายการอะไหล่เล่มที่ใช้ก่อนพ่อป่วย ไล่ดูเฉพาะหน้าที่มีคำว่าสปริง ไม่พลิกทุกหน้าหวังให้เรื่องทั้งหมดมาชนกันในบ่ายเดียว บางรายการมีเพียงจำนวน บางรายการมีรอยแก้ราคาที่พ่อขีดฆ่าแล้วเขียนใหม่ แต่ยังไม่พบชื่อที่ตรงกับกระดาษ

มือของเธอหยุดตรงวันที่ในเดือนธันวาคม

พ่อเคยเขียนว่าให้เก็บของลูกค้าแยกจากของร้าน คำธรรมดาที่คนทำงานอ่านแล้วเข้าใจได้ทันที กลับทำให้ถุงตรงหน้าต้องรออีกนิดก่อนถูกใช้

เยว่ชิงปิดสมุด เธอไม่มีเหตุจะถือว่าสปริงสามชิ้นเป็นของร้านเพียงเพราะวางอยู่ในตู้ของร้าน

นาฬิกาข้อมือที่รับวันนี้ยังต้องตรวจต่อ ถ้าของชิ้นนี้เป็นของลูกค้าคนเก่า การนำไปซ่อมให้คนใหม่โดยไม่ถามก็เหมือนการย้ายกล่องเครื่องมือออกจากบ้านโดยบอกว่าเป็นของครอบครัว

เธอเขียนป้ายแยกไว้ว่าไม่ใช้จนตรวจที่มา แล้วคืนสปริงทั้งสามลงถุงโดยมีกระดาษรองสะอาด กระดาษชื่อเก็บในซองบางอีกชั้นเพื่อไม่ให้ขอบโลหะกัดรอยพับต่อ ถุงกับซองอยู่ด้วยกันในกล่องบนชั้นเดิม มีบันทึกว่าหยิบจากช่องไหนและย้ายเมื่อใด

ความอยากรู้ยังอยู่ แต่มันไม่ควรได้ของของคนอื่นเป็นค่าตอบแทน


คนส่งผ้ากลับมาตามนัดก่อนเย็น

เยว่ชิงนำกระดาษรายละเอียดให้เขาดู เครื่องข้อมือมีคราบน้ำมันเก่าที่ต้องล้างและหล่อลื่นใหม่ ส่วนสายหนังต้องเปลี่ยน เธอแสดงว่าสายเก่าขาดที่ตรงไหนและเสนอราคาทั้งสองงานแยกกัน

“ไม่ต้องเปลี่ยนเครื่องทั้งชุดหรือ” เขาถาม

“ยังไม่มีเหตุให้เปลี่ยนทั้งชุดค่ะ แต่หลังล้างต้องเฝ้าดูการเดิน ถ้าพบชิ้นส่วนสึกจนต้องเพิ่มค่าใช้จ่าย ฉันจะหยุดแจ้งก่อน”

เขาจับสายหนังขาดแล้วบอกว่าภรรยาอยากเก็บหัวเข็มขัดเดิม เพราะเคยให้คนสลักลายเล็ก ๆ ไว้ด้านใน

เยว่ชิงดูแล้วตอบว่าสามารถย้ายไปสายใหม่ได้ เธอจดเงื่อนไขลงใบงาน ไม่ถามว่าลายเล็กนั้นมีราคาเท่าไรจึงควรเก็บ

ลูกค้าตกลงทั้งสองรายการ วางมัดจำตามที่แจ้ง และรับสำเนากลับ เธอนัดให้มาฟังผลตรวจอีกสองวัน ไม่รับปากส่งคืนก่อนเห็นผลจริง

หลังประตูปิด เยว่ชิงแยกมัดจำใส่ช่องของงานนี้ เงินไม่มากพอแก้ทุกปัญหาในร้าน แต่พอซื้อวัสดุที่จำเป็นโดยไม่ต้องไปหยิบถุงที่ยังไม่รู้เจ้าของ

เสียงรองเท้าของจิ้งโจวหยุดหน้าประตูตอนเธอกำลังเลื่อนกล่องกลับเข้าที่

เขาถือกระดาษพับหนึ่งแผ่น แต่ไม่ได้ยื่นให้ทันที

“ฉันมาบอกเรื่องเวรยาม” เขาว่า “เจอโจวผิงตอนออกจากโรงงาน เขาถามว่าหนูยื่นคำขอแล้วหรือยัง ฉันบอกไปเพียงว่ายื่นแล้ว ไม่ได้บอกว่าหนูค้นพบอะไร”

เยว่ชิงเชิญเขานั่งและถามว่ากระดาษในมือคืออะไร

“รายการของฉันที่ต้องไปรับพรุ่งนี้ ไม่ใช่สำเนาสมุดเวร”

เขาวางมันใส่กระเป๋าก่อนรับถ้วยน้ำที่เธอรินให้ ความคาดหวังซึ่งแล่นขึ้นมาตอนเห็นกระดาษค่อย ๆ ลดลง เธอไม่ชอบความรู้สึกนั้น แต่ดีที่เขาพูดก่อนเธอจะเริ่มสร้างความหมายขึ้นเอง

“โจวผิงบอกว่าจะให้ดูหรือคะ”

“ไม่ เขาไม่ได้รับปากแทนฝ่ายธุรการ แค่ถามว่าหนูยังต้องการอยู่ไหม”

“ต้องการค่ะ แต่ขอให้ทำตามคำขอเดิม ไม่ต้องเอาออกมาให้ฉันลับ ๆ”

จิ้งโจวพยักหน้า เขาไม่เสนอว่าจะขโมยสิ่งที่เธออาจต้องใช้พิสูจน์ต่อคนอื่นในภายหลัง

เมื่อเรื่องที่เขามาบอกจบ เยว่ชิงถามว่าเขารู้จักคนชื่อเฉียวหยวนหรือไม่

เขาเงยหน้าจากถ้วยน้ำ “เขียนชื่ออย่างไร”

เธอเปิดสมุดที่คัดไว้ให้ดู ไม่ยื่นต้นฉบับทั้งหมดไปก่อน เขามองอยู่นานกว่าที่เธอหวัง แล้วส่ายหน้า

“ชื่อนี้ไม่เคยได้ยิน”

“ซวงเหอล่ะคะ”

“รู้ว่าอยู่ไกลไปทางตะวันตก เคยเห็นชื่อบนใบขนของ แต่ฉันไม่เคยไปซอยโรงสีที่หนูจดไว้”

เยว่ชิงถามว่าใบขนของเป็นของอะไร เขาบอกว่าสิ่งที่เขาจำได้เป็นวัสดุทั่วไปของงานโรงงาน ไม่ได้มีชื่อเฉียวหยวนในความจำ และไม่มีสำเนาติดตัวมาให้เทียบ

คำว่าเคยเห็นชื่ออำเภอจึงไม่อาจกลายเป็นหลักฐานว่าของในถุงเดินทางไปกับรถคันใด

“ถ้าถามคนขับรถที่ไปทางนั้น อาจรู้ตำแหน่ง” เขาพูด “แต่ที่อยู่ไม่มีเลขบ้าน อาจมีโรงสีมากกว่าหนึ่งแห่ง”

เยว่ชิงเลื่อนสมุดกลับมาฝั่งตน ความเงียบครั้งนี้หนักกว่าการฟังเขาเล่าเรื่องที่รู้เพียงบางส่วน

เธออยากให้เขาพูดว่ารู้จัก อยากให้การพบชื่อหนึ่งพาไปถึงคนหนึ่งโดยตรง อยากให้ในที่สุดมีคนวางคำตอบลงบนโต๊ะโดยเธอไม่ต้องตรวจมันอีก

จิ้งโจวมองเธอเหมือนรู้ว่าเธอผิดหวัง แต่ไม่ได้เปลี่ยนคำตอบเพื่อให้ดวงตาเธอสว่างขึ้น

เยว่ชิงให้จิ้งโจวดูชื่อที่คัดจากถุงอะไหล่ เขาตอบตามสิ่งที่รู้ โดยไม่อ้างว่ารู้จักเจ้าของชื่อหรือที่อยู่ที่ยังไม่ครบ
เยว่ชิงให้จิ้งโจวดูชื่อที่คัดจากถุงอะไหล่ เขาตอบตามสิ่งที่รู้ โดยไม่อ้างว่ารู้จักเจ้าของชื่อหรือที่อยู่ที่ยังไม่ครบ

“คุณไม่รู้จริง ๆ หรือยังบอกไม่ได้” เธอถาม

“เรื่องชื่อนี้ ฉันไม่รู้จริง ๆ”

เขาพูดโดยไม่หลบตา แล้วเติมว่าเขาจะไม่รับปากค้นพบคนให้ในวันพรุ่งนี้ เพียงช่วยถามเส้นทางจากคนที่รู้จักได้ ถ้าเธอต้องการ

เยว่ชิงมองชื่อในสมุด รอยหมึกของตนยังใหม่ แต่คนที่มีชื่อนั้นอาจย้ายบ้านไปหลายปีแล้ว หรืออาจไม่ใช่คนที่พ่อเคยติดต่อด้วยซ้ำ

“ถามเพียงอำเภอกับซอยก่อนค่ะ ยังไม่ต้องบอกว่าฉันพบชื่อในของพ่อ”

“ได้”

“ถ้ามีคนถามเหตุ บอกว่าต้องการตรวจที่อยู่ติดต่อเรื่องอะไหล่ อย่าบอกว่าเป็นคนรู้เรื่องอุบัติเหตุ”

“เพราะเรายังไม่รู้ว่าเขาเกี่ยวหรือไม่”

เธอพยักหน้า รู้สึกเบาขึ้นเล็กน้อยที่ไม่ต้องอธิบายประโยคนี้ยาวกว่านั้น


เยว่ชิงนำกระดาษต้นฉบับออกจากซองให้เขาดูบนถาด ทั้งสองอ่านชื่อและคำว่าซอยได้ตรงกัน แต่ตัวเลขบ้านกลับอ่านไม่เหมือนกัน จิ้งโจวเห็นส่วนโค้งคล้ายเลขสอง เธอเห็นเพียงรอยหมึกกับเส้นจากรอยพับ

เธอเขียนไว้ทั้งสองความเห็นและวงว่าอ่านไม่ได้ ไม่เลือกตัวที่ช่วยให้ส่งจดหมายได้ง่ายกว่า

“ถ้าส่งไปแค่นี้ เขาจะถึงไหมคะ”

“อาจถึงถ้าที่นั่นมีคนรู้จักชื่อนี้ แต่ก็อาจส่งคืน หรือไปผิดคน”

เยว่ชิงเอื้อมไปหยิบกระดาษสะอาด เขารอโดยไม่เสนอให้เขียนชื่อแม่หรือญาติลงไปยืนยันแทนคนที่ไม่อยู่

เธอร่างข้อความสั้น ๆ ถามว่าผู้รับเคยส่งสปริงมาร้านหลินหรือไม่ และมีที่อยู่สำหรับตอบกลับอย่างไร เขียนเพียงความต้องการตรวจรายการของร้าน ไม่แนบสำเนาจดหมายพ่อ ไม่กล่าวถึงเลขสิบสองแถวหรือเงินสามพันหยวน

พอเขียนจบ เธออ่านแล้ววางไว้ข้างสมุด

ยังไม่พับใส่ซอง

“ฉันจะตรวจที่อยู่ก่อนค่ะ”

จิ้งโจวเห็นด้วย คืนถ้วยน้ำ แล้วถามว่ามีงานต้องยกก่อนเขากลับไหม เธอบอกว่าวันนี้ไม่มี ตู้ซ่อมเรียบร้อยแล้ว ไม่จำเป็นต้องหางานหนักให้เขาเพื่อให้การมาครั้งนี้มีประโยชน์

เขาลุกขึ้นโดยไม่มีคำว่าถ้าอย่างนั้นไม่น่ามา

ที่ประตู เขาหันกลับมาบอกว่าเรื่องคำขอสมุดเวร เธอควรไปถามฝ่ายธุรการด้วยตนเองเมื่อถึงวันติดตาม เขาจะไม่ทำให้คำบอกผ่านเขากลายเป็นคำอนุมัติ

เยว่ชิงขอบคุณและจดสิ่งนั้นไว้ในรายการสำหรับวันถัดไป ไม่มีวันที่ฝ่ายธุรการรับปากในความทรงจำของเธอ เธอจึงจะไปถามความคืบหน้า ไม่ไปทวงของที่ยังไม่ถูกอนุญาตให้ส่ง

เมื่อเหลือคนเดียว เธอเก็บถุงสปริงเข้ากล่องเดิมด้วยมือที่ช้าลง

ชื่อเฉียวหยวนไม่ได้ทำให้เรื่องพ่อชัดทันที แต่ทำให้เธอเห็นช่องว่างของตนอีกช่องหนึ่ง เธอเคยใช้ชีวิตอยู่ในร้านโดยคิดว่าพ่อรู้เรื่องทุกอย่าง จนไม่เคยถามว่าคนที่ส่งของมาชื่ออะไร และวันไหนที่พ่อรอจดหมายจากต่างอำเภอ

วันนี้คนที่ถามได้ง่ายที่สุดไม่อยู่แล้ว

เยว่ชิงยืนข้างโต๊ะใต้หน้าต่างครู่หนึ่ง ไม่เปิดลิ้นชักซ้ำเพื่อกลบความคิดถึงด้วยการค้นหา

ชั้นบนมีซองกระดาษสำหรับเขียนถึงแม่ เธอจำได้ว่าจดหมายครั้งสุดท้ายส่งไปก่อนวันที่ชีวิตพลิกกลับมา เนื้อหาในนั้นคงยังบอกว่าเรื่องแต่งงานกำลังจะเรียบร้อย

แม่อาจกำลังรอข่าวดีตามประโยคที่ลูกสาวคนเดิมเคยเขียน

เยว่ชิงดับตะเกียงฝั่งงานแล้วนำสมุดกับกระดาษเปล่าขึ้นไป เธอยังไม่รู้ว่าจะบอกเรื่องคู่หมั้นอย่างไรโดยไม่ทำให้แม่คิดว่าลูกอยู่ลำพังกับอันตรายทั้งหมด

แต่คืนนี้เธอเริ่มรู้แล้วว่า การเขียนถึงใครคนหนึ่งไม่ควรมีเพียงสิ่งที่ตนอยากให้เขาเชื่อ

เธอวางปลายปากกาเหนือบรรทัดแรก และพักมือไว้ตรงนั้น

กลับสารบัญนิยาย

นิยายและภาพประกอบสร้างขึ้นใหม่ ภาพประกอบสร้างด้วย AI