ย้อนคืนปี 1978 ครานี้ข้าจะทวงชีวิตคืน · Capítulo 117
ตอนที่ 117 — วันไปหาพ่อ
Traducción pendiente. Se muestra el original tailandés.
เยว่ชิงไม่ได้เขียนวันที่ไปหาพ่อลงในสมุดทันทีที่กลับถึงหลันโจว
สิ่งแรกที่นางทำหลังรายงานตัววันที่ยี่สิบสี่เมษายน คือดูงานที่รับกลับมาให้ครบ ไม่หยิบความรู้สึกค้างจากบ้านไปวางให้คนอื่นจัดการแทน
วันที่ยี่สิบแปด นางจึงเสนอวันลาและงานส่งมอบตามวิธีของหน่วยงาน วันที่ยี่สิบเก้าได้รับอนุญาตให้เดินทางในช่วงวันที่สี่ถึงหกพฤษภาคม และกลับมารายงานตัววันที่เจ็ด
เยว่ชิงจดวันนั้นไว้ในช่องกำหนดงานก่อนช่องเดินทาง
นางส่งข่าวให้แม่ แล้วใช้เวลาติดต่อที่ตกลงกันในวันที่สามสิบถามอีกครั้งว่าแม่สะดวกหรือไม่
“ไปเช้าวันที่ห้าได้” แม่ตอบ “แม่อยากเดินช้า ๆ ไม่อยากให้ไปถึงแล้วต้องรีบกลับมาทำทุกอย่างก่อนเที่ยง”
“เราจัดเวลาให้พอค่ะ ถ้าแม่อยากพักระหว่างทางก็บอกข้า”
“แม่จะบอก ไม่ต้องคอยถามทุกสิบก้าว”
เยว่ชิงยิ้มอยู่ปลายสาย แล้วรับคำ
หลังได้วันของแม่จึงจัดตั๋ว นางไม่ได้เรียกการเดินทางครั้งนี้ว่าตามพยานหรือไปทำเรื่องแทนครอบครัว และไม่ได้ส่งคำขอให้จิ้งโจวมาช่วยพาแม่ขึ้นทาง
นี่เป็นวันที่แม่กับลูกเลือกไปหาคนหนึ่งด้วยกัน
ผู้ชายที่นางรักไม่จำเป็นต้องมีหน้าที่อยู่ทุกฉากสำคัญในชีวิตของนาง เพื่อให้ความรักนั้นเป็นจริง
ก่อนวันเดินทาง เยว่ชิงส่งมอบงานตามรายการที่ได้รับอนุมัติ คนรับงานถามจุดที่ต้องดูต่อ นางตอบตามงาน ไม่เอาคำว่าไปหาพ่อมาใช้แทนคำอธิบายส่วนที่ตนยังทำไม่ชัด
คืนนี้ไม่มีใครต้องเดาว่าหากชิ้นงานมีปัญหาจะโทรตามลูกสาวผู้กำลังร้องไห้อยู่ที่ใด
เที่ยวรถไฟคืนวันที่สี่พานางกลับชิงเหอในเช้าวันที่ห้า
แม่เตรียมน้ำอุ่นไว้ตามปกติ เมื่อได้ยินเสียงลูกเข้าประตู นางไม่ได้รีบยื่นซองประกาศให้ถือแทน
สำเนาผลที่แม่ได้รับอยู่ในซองของแม่
กล่องไม้ยังเก็บอยู่ในตู้ตามที่เลือกในวันที่ยี่สิบสาม ไม่ได้ถูกเปิดเอาชิ้นทองเหลืองหรือไม้ไปด้วยเพื่อขอให้พ่อในหลุมศพยืนยันว่าครอบครัวเข้าใจมันถูกแล้ว
เยว่ชิงล้างหน้า กินอาหารที่แม่เตรียมให้ แล้วพักจากทางรถไฟก่อนออกเดิน
แม่หยิบเก้าอี้ไม้พับตัวเล็กออกมา
“เอาไปไว้ให้นั่ง แม่ไม่ได้จะยืนอ่านจนขาแข็ง”
เยว่ชิงถามว่าจะให้ตนถือไหม แม่ลองน้ำหนักในมือแล้วบอกว่าช่วงแรกถือเองได้ หากเมื่อยจะขอ
นางจึงไม่ดึงของออกจากมือแม่เพื่อแสดงว่าตนดูแลได้ดีกว่าเมื่อสามปีก่อน
กระเป๋าของเยว่ชิงมีน้ำ ผ้าสะอาด และของใช้ที่ตกลงไว้ แฟ้มติดตามหนังสือแก้กับรายการรับเรื่องอยู่ที่บ้าน ไม่จำเป็นต้องแบกขึ้นไปทุกหน้าราวกับพ่อจะตรวจความครบของใบรับให้ลูก
ตอนออกประตู แม่หันไปดึงบานตู้ให้เสมออีกครั้ง
แล้วเดินออกมา
กล่องมีที่อยู่ของมัน วันนี้คนในบ้านมีที่ที่อยากไป
ทางดินเริ่มสูงขึ้นทีละน้อย ใบใหม่ริมทางรับแสงเช้าที่ไม่จัดนัก เงาต้นไม้ยังวางเป็นช่วงให้พักโดยไม่ต้องเดินฝ่าแดดตลอด
แม่เลือกก้าวของตน เยว่ชิงเดินข้าง ๆ ไม่คอยดันให้เร็วด้วยมือที่เหมือนช่วยประคอง
เมื่อถึงช่วงซึ่งพื้นมีรากไม้ แม่ขอให้ลูกถือเก้าอี้
นางส่งให้แล้วขยับเท้าข้ามด้วยตนเอง
“ตรงนี้แม่จำได้ว่าก่อนมีรากโผล่ คนเดินกันชิดอีกข้าง”
เยว่ชิงมองทางซึ่งแม่ชี้ แล้วเปลี่ยนด้านเดินตาม
นางไม่ได้รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับแม่เพียงเพราะกลับมาจากชีวิตที่ยาวกว่าชีวิตนี้
มีวันที่แม่เดินมาเอง มีวันที่แม่เลือกไม่มา และมีทางที่แม่รู้โดยไม่มีลูกอยู่ด้วย

เมื่อถึงที่ฝังพ่อ เยว่ชิงวางเก้าอี้ตรงพื้นเสมอแล้วรอให้แม่เลือกว่าจะนั่งส่วนไหน
แม่กวาดสายตาดูหญ้าที่ขึ้นใหม่ ไม่ได้กล่าวว่าเดี๋ยวนี้ไม่มีใครดูแล เพราะเห็นหญ้าอยู่หลายกอ
“เก็บเฉพาะที่ยื่นตรงนี้พอ” นางชี้ “อย่าดึงจนดินเปิด”
ทั้งสองจัดบริเวณเล็ก ๆ อย่างระวัง เยว่ชิงไม่ใช้มือช่างรื้อทุกสิ่งให้ดูเรียบร้อยเกินกว่าที่ควรเป็น
ครั้นเสร็จ แม่นั่งบนเก้าอี้แล้วดึงซองออกจากกระเป๋า
“แม่อยากบอกเขาก่อน”
“ค่ะ ข้าจะรอทางนั้น”
แม่มองลูก
“ไม่ใช่ไม่ให้ฟัง แต่แม่ไม่อยากคอยคิดว่าต้องพูดให้ลูกสบายใจด้วย”
เยว่ชิงพยักหน้า นางเดินไปพ้นระยะได้ยินตามที่แม่เลือก ไม่ยืนใกล้แล้วแกล้งก้มมองต้นไม้เพื่อเก็บทุกคำ
เมื่อหันกลับมาครั้งหนึ่ง นางเห็นแม่เปิดกระดาษด้วยมือของตน
แม่ไม่ได้ชูมันให้ใครดู
ตรงนั้นไม่มีผู้ประกาศ ไม่มีคนตรวจถ้อยคำ และไม่มีใครต้องรับทราบว่าแม่ร้องไห้หรือไม่เพื่อให้งานเอกสารสมบูรณ์
“เขาแก้ชื่อคุณแล้ว” แม่พูดกับที่ซึ่งเงียบอยู่ตรงหน้า
นางอ่านเฉพาะส่วนที่เลือกมาอ่าน ไม่ต้องอ่านรายการอ้างอิงทุกหน้าเพื่อทำให้สามีทราบความจริงมากกว่าที่คนเป็นทราบ
คำที่ใช้กับเขายังเป็นคำคุ้นของคนเคยอยู่บ้านเดียวกัน ไม่ใช่ถ้อยคำกล่าวสดุดีผู้ไม่เคยทำให้ภรรยารำคาญ
“ฉันยังจำได้ว่าคุณทำของหายแล้วไปค้นตรงที่ฉันเก็บผ้า จนพับใหม่หมด”
แม่หยุดมองขอบกระดาษแล้วหัวเราะเบามาก
“ตอนนั้นฉันก็โมโหจริง ไม่ได้จะกลับคำเพราะคุณไม่อยู่แล้ว”
ลมขยับชายผ้าคลุม นางจับซองไว้ไม่ให้ปลิว
ความคิดถึงไม่ได้สั่งให้แม่กล่าวว่าสามีเป็นคนสมบูรณ์แบบ เพื่อแลกสิทธิ์ที่จะเสียใจที่เขาจากไปอย่างไม่เป็นธรรม
“สิ่งที่เขาลงไว้ผิด เขาต้องแก้” นางพูดต่อ “แต่ฉันยังคิดถึงคุณ ไม่ใช่เพราะกระดาษเขียนแล้วฉันจึงคิดถึงได้”
แม่วางสำเนาต่ำลงบนตัก
มีสิ่งที่อยากเล่าเรื่องบ้าน เรื่องลูก และวันที่ตนพักโดยไม่ต้องมีเหตุผลเป็นงานครอบครัวทุกวัน นางเล่าเท่าที่อยากเล่า ไม่สัญญาว่าตั้งแต่วันนี้จะไม่ร้องไห้อีก
ก่อนเก็บกระดาษ นางกล่าวประโยคสุดท้ายช้า ๆ
“ฉันยังจะอยู่ต่อ คุณไม่ต้องให้ใครมาบอกว่าฉันอยู่ถูกหรือผิดแทนคุณ”
กระดาษกลับเข้าซอง ไม่ถูกเผาไว้ตรงนั้น ไม่ถูกทิ้งให้แดดกับฝนรักษาแทนเจ้าของ
แม่ยังต้องใช้มันในชีวิตของตน

เมื่อแม่เดินกลับมาหาลูก เยว่ชิงถามเพียงว่าต้องการน้ำไหม
แม่รับถ้วยแล้วนั่งพักในเงาที่เตรียมไว้ ห่างจากที่ฝังพอให้ลูกมีเวลาส่วนตัวเช่นกัน
“ไปเถอะ ถ้าจะพูดนานก็บอกแม่ก่อน จะได้ไม่คิดว่าลูกเดินหาแม่ไม่เจอ”
“ข้าขออยู่ครู่หนึ่งค่ะ ถ้าต้องพักเพิ่ม ข้าจะมาบอก”
แม่รับคำ เยว่ชิงรอจนแม่เข้าที่พักและตนอยู่พ้นระยะสนทนาจริง ๆ จึงกลับไปยังที่เดิม
นางปูผ้าสะอาดบนพื้นแล้วคุกเข่าลง ไม่ได้เลือกท่านั้นเพื่อให้ใครเห็นว่าลูกกตัญญูกว่าคนอื่น
ขาข้างหนึ่งคลายตึงจากทางเดิน มือทั้งสองวางอยู่บนตัก นาฬิกาข้อมือเดินตามปกติ
ไม่มีแสงออกจากหน้าปัด
ไม่มีเสียงพ่อเรียกให้ย้อนกลับอีกครั้ง
เยว่ชิงมองดินกับหญ้าตรงหน้าอยู่พักหนึ่ง ก่อนกล่าวชื่อของตนอย่างที่เคยตอบเวลาเข้าบ้าน
“พ่อ ข้ากลับมาแล้วค่ะ”
ประโยคสั้นนั้นกลับทำให้นางต้องหยุดกลืนความแน่นในคอ
นางเคยกลับมาทำเรื่องเกี่ยวกับพ่อหลายครั้ง กลับมาขอดูของ ไปหาคนเก็บเอกสาร และออกเดินทางอีกพร้อมคำถามใหม่
แต่วันนี้ไม่มีคนรอให้ลูกถามถูกก่อน จึงจะยอมบอกสิ่งที่ตนรู้
นางไม่ต้องเตรียมคำคัดค้านเผื่อคำตอบถัดไป
“ชื่อพ่อไม่ได้ถูกเอาไปแทนสิ่งที่คนอื่นทำต่อไปแล้ว ส่วนที่เขาเขียนเหมือนพ่อรับรองทุกอย่าง เขาถอนและแก้แล้ว”
นางเล่าเพียงเรื่องที่ยืนยันได้ ไม่บอกว่าเงินทุกส่วนคืนครบหรือผู้รับหนังสือทุกคนอ่านแล้ว ไม่สัญญาแทนหน่วยงานว่าจะจัดการคนทั้งหมดอย่างที่ลูกหวัง
เรื่องที่ยังต้องตามจะตามต่อจากที่มีผู้รับเรื่องจริง
ความเงียบตรงหน้าไม่ใช่คำอนุญาตให้กล่าวเกินหลักฐาน
แต่เมื่อเล่าถึงส่วนที่แก้ได้แล้ว เสียงของนางค่อย ๆ เปลี่ยน
“ข้าเคยโกรธพ่อด้วยค่ะ”
นางก้มหน้าลง
นี่ไม่ใช่สิ่งที่จะลงในคำให้ข้อมูล ไม่ใช่เหตุผลให้คนที่ทำผิดพ้นความรับผิด และไม่ใช่คำที่ต้องรีบถอนเพราะลูกควรพูดถึงผู้ตายแต่สิ่งดี
“โกรธที่พ่อไม่อยู่ โกรธที่มีเรื่องซึ่งข้าต้องถามคนอื่น แล้วทุกคนบอกให้ข้าคิดถึงครอบครัวเหมือนข้าไม่ได้คิดอยู่ทุกวัน”
นางยกมือเช็ดใต้ตาแล้ววางกลับ
น้ำตาไม่ได้ทำให้ลำดับวันในเอกสารผิดไป หากวันนี้นางอ่านตัวเลขไม่ไหว นางเพียงไม่จำเป็นต้องอ่านมันตอนนี้
“ข้าไม่ได้โกรธเพราะพ่อไม่ทิ้งคำตอบให้ครบ ข้ารู้แล้วว่าพ่อไม่ได้มีเวลาจะรู้ทุกอย่าง พ่อก็ถูกเร่ง ถูกบังคับให้เลือกเหมือนกัน”
นางสูดลมหายใจ แต่คราวนี้ไม่ได้ใช้ลมที่สูดเข้าไปกดเสียงสะอื้นทั้งหมดให้หาย
เรื่องที่อยากกล่าวต่อเป็นสิ่งซึ่งอยู่กับนางเพียงคนเดียว
แม่พักอยู่ไกล ไม่มีจิ้งโจวหรือคนอื่นอยู่หลังต้นไม้ เยว่ชิงมองให้แน่ใจก่อนพูดแผ่วลง
“มีชีวิตหนึ่งที่ข้าไม่ได้กลับมาในวันนี้ค่ะ”
นางหยุด ไม่ใช่รอให้ดินตอบ แต่เพราะคำที่ไม่เคยออกจากปากหนักกว่าคำที่เคยเขียนเป็นหน้า
“ข้าเคยอยู่ไปจนปีหนึ่งซึ่งยังมาไม่ถึงในตอนนี้ ข้าอายุสี่สิบสี่แล้ว และข้าคิดว่าทุกอย่างที่เสียไปจะไม่มีทางได้คืน”
นางไม่ได้บอกเรื่องนั้นดังพอให้ใครต้องเลือกเชื่อความทรงจำที่พิสูจน์ให้ผู้อื่นไม่ได้
สิ่งที่เล่าต่อจึงเป็นคำของลูกต่อคนที่ไม่อยู่ มิใช่ความลับที่ใช้ผูกผู้ชายหรือแม่ไว้ให้ต้องเฝ้าคุ้มกันนาง
“ข้าเคยยกทางของตนให้คนอื่นเพราะคิดว่าถ้าเขาได้ทุกอย่าง เขาจะไม่ทิ้งข้า ข้าคิดว่าทนอีกครั้งหนึ่งแล้วคงดีขึ้น”
น้ำตาหยดลงบนมือ
นางไม่พยายามรีบสรุปชีวิตนั้นให้เป็นบทเรียนสะอาดหนึ่งบรรทัด
มีความอายที่ยังอยู่ มีวันที่ยังจำได้เพียงเศษ และมีสิ่งซึ่งนางไม่ต้องขอให้พ่อเข้าใจครบเพื่อยอมรับว่าตนเจ็บจากมันจริง
“พอกลับมา ข้าก็ไม่ได้ทำถูกหมดค่ะ”
เยว่ชิงนึกถึงวันที่มือเร็วกว่าเหตุผล นึกถึงชิ้นงานที่ตนฝืนจนเสียหาย และวันที่เอาความกลัวผิดครั้งเดิมไปคิดว่าตนต้องเห็นทุกอย่างก่อนคนอื่น
“ข้าเคยทำของเสียเพราะคิดว่าข้าจะทำให้ทัน แล้วก็ต้องบอกคนที่รับงานจากข้าว่าข้าทำอะไร พอเป็นความผิดของข้า ข้าก็ไม่ควรเอาความผิดของคนอื่นมาเป็นข้อยกเว้น”
การทวงความเป็นธรรมให้พ่อไม่ได้ทำให้ลูกเป็นช่างที่ไม่ต้องถูกตรวจ
การหวนคืนก็ไม่ได้ทำให้ผู้มีชีวิตอายุยี่สิบเจ็ดมีสิทธิ์สั่งชีวิตของทุกคนเหมือนตนเป็นคนเดียวที่รู้ปลายทาง
“แต่ข้าไม่ได้ต้องกลับไปเป็นคนเดิมเพื่อชดใช้ทุกอย่าง ข้าแก้สิ่งที่ทำได้ แล้วก็รับงานต่อได้”
เสียงสะอื้นหลุดออกมาในช่วงท้าย
นางปล่อยให้มันอยู่
ไม่ได้มองนาฬิกาเพื่อนับว่าร้องมานานเกินเวลาที่คนเข้มแข็งควรใช้หรือยัง
เมื่อร้องไห้จนต้องหยุดพูด เยว่ชิงวางฝ่ามือลงบนผ้าที่รองเข่า แล้วรอให้ลมหายใจกลับมาเอง
ความคิดถึงไม่จำเป็นต้องเป็นแรงเครื่องจักรซึ่งนางคุมให้นิ่งได้ตามคำสั่ง

ครู่ต่อมา นางเล่าเรื่องเล็กกว่าเงินและคำรับรอง
เรื่องห้องที่เช่าเองในหลันโจว ซึ่งประตูยังต้องยกมุมให้กุญแจหมุน เรื่องการรับงานเท่าที่เวลามี ไม่รับเงินก่อนแล้วหวังให้คนอื่นแก้แทนเมื่อทำไม่ไหว
เรื่องแม่ที่บอกว่าอยากเปิดกล่องวันไหนก็ได้ หรือบางวันไม่อยากเห็นทั้งกล่อง
“ข้าคืนให้แม่แล้วค่ะ ไม่ใช่เพิ่งคืนของที่ค้างมาหลายปี แต่คืนส่วนที่ยืมมาเปิดเมื่อวันนั้น แล้วให้แม่เลือกว่าจะเก็บต่ออย่างไร”
นางเช็ดแก้มด้วยผ้าของตน
“แม่หัวเราะได้วันหนึ่ง แล้วคิดถึงพ่ออีกวันหนึ่ง ข้าจะไม่ใช้วันที่แม่หัวเราะไปบอกคนอื่นว่าแม่ยกโทษหมดแล้ว”
จากนั้นนางกล่าวถึงจิ้งโจว
ไม่มีแหวนให้วาง ไม่มีคำมั่นที่อีกฝ่ายยังไม่ได้ตกลง และไม่มีการอ้างว่าพ่อเลือกเขาไว้เป็นผู้รับลูกไปดูแลหลังทุกคดีจบ
“ข้ารู้จักคนคนหนึ่งมากขึ้นค่ะ เขาไม่ได้รู้ทั้งหมด ไม่ได้อยู่ทุกครั้ง และบางครั้งเราต้องคุยกันว่าคำขอของใครเกินเวลาของอีกคนหรือไม่”
เยว่ชิงยิ้มทั้งที่ตายังชื้น
“ข้าชอบเขา ไม่ใช่เพราะข้าต้องจ่ายชีวิตที่เขาช่วยไว้ให้หมด แล้วค่อยมีสิทธิ์รักหรือไม่รัก”
คำตอบของเขาต่ออนาคตยังเป็นของเขา นางไม่แอบใช้ความเงียบของผู้ตายรับรองว่าเขาจะต้องยอมทุกอย่างที่นางอยากเลือก
“ข้าจะกลับไปคุยกับเขาเองค่ะ”
ลมขยับหญ้าบนขอบดิน เยว่ชิงมองอยู่อย่างนั้นโดยไม่แปลให้เป็นสัญญาณว่าพ่อเห็นชอบ
การไม่มีคำตอบไม่ได้ทำให้คำที่นางกล่าวสูญเปล่า
มันทำให้นางต้องถือคำเลือกของตนกลับไปในชีวิตของคนเป็น
นางลุกช้า ๆ เก็บผ้าที่ปูไว้และกระเป๋า ตรวจว่าไม่ได้ทิ้งซองหรือสิ่งของไว้ให้แม่ต้องกลับมาหาอีก
ก่อนเดินออก นางกล่าวประโยคหนึ่งโดยไม่พยายามยิ้มให้เรียบร้อย
“ข้ายังอยากให้พ่ออยู่ค่ะ ต่อให้ทุกเรื่องแก้ถูก ข้าก็ยังอยากให้พ่ออยู่”
แล้วจึงหันกลับไปตามทาง
แม่เห็นตาของลูกแดงก็ไม่ได้ถามว่าเหตุใดเรื่องจบแล้วจึงยังร้อง
นางเลื่อนถ้วยน้ำให้
“นั่งก่อน ถ้าขายังตึง อย่ารีบเก็บเก้าอี้”
เยว่ชิงนั่งลงบนพื้นส่วนที่แห้งข้าง ๆ
“ข้าพูดมากไปหน่อยค่ะ”
“พูดกับพ่อไม่ต้องส่งรายงานให้แม่”
เยว่ชิงเงยหน้ามอง
แม่ยกถ้วยของตนดื่ม ไม่ได้ขอให้ลูกแลกคำส่วนตัวเพื่อให้ทั้งสองเศร้าเท่ากัน
นางจึงไม่เล่าเรื่องซึ่งพูดเมื่ออยู่ลำพัง
เพียงนั่งพักด้วยกัน แล้วถามว่าแม่อยากกลับตอนนี้หรือยัง
“กลับได้ แต่เดินทางเดิมช้า ๆ”
คราวลง เยว่ชิงถือเก้าอี้ตามที่แม่ขอ แม่ถือซองของตน ไม่มีใครแบกหลักฐานทั้งหมดกลับลงมาเพื่อให้คนที่บ้านฟังการกล่าวปิดเรื่อง
เมื่อถึงบ้าน ทั้งสองล้างมือและกินอาหารที่จัดไว้ แม่พักบ่ายตามเวลาปกติ เยว่ชิงวางกระเป๋าในที่ของตนแล้วพักจากการเดินเช่นกัน
นางไม่รื้อแฟ้มมาทำงานหนักเพื่อพิสูจน์ว่าช่วงที่ร้องไห้ไม่ได้ทำให้ตนเสียประโยชน์
เย็นนั้น แม่เก็บสำเนากลับตามที่เลือก ไม่ได้ให้ลูกนำติดไปหลันโจวเพื่อรักษาแทน
“วันนี้พอแล้ว” นางพูด
เยว่ชิงรับคำ
ไม่ใช่ทุกเรื่องในโลกพอแล้ว แต่วันของทั้งคู่มีสิทธิ์จบโดยไม่มีใครยื่นงานใหม่ให้ความเศร้าทำต่อทั้งคืน
นางอยู่ตามเวลาที่ได้รับอนุญาต จัดของในวันที่หก แล้วเดินทางกลับคืนนั้น เช้าวันที่เจ็ดรายงานตัวตามกำหนดและส่งข่าวว่าเดินทางถึงเรียบร้อย
หลังเลิกงาน เยว่ชิงเขียนถึงจิ้งโจวเรื่องเวลาที่อยากพบกันในที่สาธารณะซึ่งทั้งสองเดินทางได้สะดวก เสนอให้คุยกันหลังงานวันที่เก้า และบอกว่าเขาเปลี่ยนเวลาได้หากติดงาน
นางไม่ได้เขียนว่าเพราะไปหาพ่อแล้วจึงต้องได้คำตอบในวันนั้น
เพียงบอกว่าอยากคุยเรื่องทางที่อยากเดินต่อร่วมกัน และอยากฟังทางของเขาด้วย
จดหมายสั้นลงซองก่อนจะกลายเป็นรายการหน้าที่ของคนรัก
เยว่ชิงวางปากกาแล้วมองมือของตน
มือคู่นี้ยังเคยทำผิด ยังสั่นได้เมื่อร้องไห้ และยังกลับไปทำงานที่รับผิดชอบได้ในวันต่อมา
นางไม่ต้องเลือกว่าตนจะเป็นลูกที่เสียใจหรือผู้หญิงที่มีอนาคต
ทั้งสองคนอยู่ในชีวิตเดียวกันได้
นิยายและภาพประกอบสร้างขึ้นใหม่ ภาพประกอบสร้างด้วย AI
