Reading settings

บ้านเลขที่สิบสามในคืนหิมะ · Chapter 1

บ้านเลขที่สิบสามในคืนหิมะ — เรื่องเดียวจบ

Translation not ready. Showing the Thai original.

เรื่องแต่งต้นฉบับและภาพประกอบสร้างด้วย AI สำหรับ STORY.RED ตัวละครและเหตุการณ์เป็นเรื่องสมมติ

นาริไม่เชื่อเรื่องบ้านที่เปิดไฟเองจนเห็นหน้าต่างชั้นสองสว่าง ทั้งที่ฮยอกยืนยันว่าไฟของบ้านถูกตัดไปแล้ว

หญิงสาววัยสามสิบเอ็ดมาสำรวจเอกสารย่านเก่าก่อนจัดทำทะเบียนบ้านประวัติศาสตร์ ฮยอก ผู้ดูแลอาคารวัยสามสิบแปด ยืนข้างเธอในหิมะและไม่ยอมพาเข้า

“ทุกคนที่เข้าไปได้ยินคนเรียกชื่อครับ”

“ถ้าเป็นคนจริง เราก็ควรตรวจ”

เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจพื้นที่และอนุญาตให้เข้าในเวลากลางวัน ทั้งสองพบโต๊ะอาหารปูสะอาดในครัวซึ่งส่วนอื่นฝุ่นหนา มีชามสามใบ แต่รายงานการสำรวจครั้งก่อนระบุว่ามีสอง

คืนต่อมาแสงกลับมาอีก หน้าต่างมีเงาคนยืนรอ ไม่มีเสียงกรีดร้อง มีเพียงเสียงช้อนแตะขอบชามช้า ๆ

บ้านที่มีไฟทั้งที่ไม่มีคนอยู่
บ้านที่มีไฟทั้งที่ไม่มีคนอยู่

นาริพบรูปครอบครัวหนึ่งในลิ้นชัก รายชื่อผู้ถือครองบ้านเป็นนายหน้าที่ไม่เคยอยู่ที่นี่ ส่วนชื่อผู้เช่าหายไปจากทะเบียนปีเดียวกับเหตุไฟไหม้

ฮยอกบอกว่าคนย่านนี้เรียกบ้านว่าเฮี้ยน จึงไม่มีใครถามรายละเอียด เจ้าของใหม่ใช้คำนี้อธิบายว่าทำไมบ้านขายต่อไม่ได้

นาริกลับมาพร้อมสำเนาทะเบียน บนหน้าเดียวกันมีช่องชื่อถูกขูดออกห้าช่อง แต่เลขเอกสารส่งอาหารยังอยู่

เธออ่านเลขออกเสียง ชามบนโต๊ะเลื่อนมาหาเธอเล็กน้อย ฮยอกจับขอบประตูแน่น

“อย่าเพิ่งหนีค่ะ” เธอกระซิบ ทั้งที่ตัวเองก็กลัว “ถ้าเขาอยากทำร้ายเรา คงไม่ยื่นชามให้”

คืนนั้นเธอฝันถึงคนที่นั่งกินข้าวโดยไม่มีใครเรียกชื่อ

โต๊ะอาหารที่เพิ่มชามเอง
โต๊ะอาหารที่เพิ่มชามเอง

นาริตามเลขเอกสารไปถึงสมุดร้านอาหารเก่าที่ลูกสาวเจ้าของยังเก็บไว้ รายการส่งข้าวมีชื่อครอบครัวและวันที่หลังจากนายหน้าอ้างว่าบ้านว่างแล้ว

ฮยอกพบภาพเก่าจากช่างไฟย่านนี้และยอมรับว่าคนในภาพเป็นญาติของตน เขาถูกสอนว่าอย่าพูดถึงบ้าน เพราะผู้ใหญ่กลัวเรื่องค้างชำระและความอับอาย

ในห้องใต้หลังคาที่ตรวจโครงสร้างแล้ว ทั้งสองพบจดหมายขอซ่อมระบบไฟซึ่งไม่เคยถูกส่งต่อ รองเท้าคู่เล็กเก็บข้างรูปครอบครัวทำให้นาริหยุดค้นและวางทุกชิ้นอย่างระมัดระวัง

คนตายในเหตุไฟไหม้เคยถูกบันทึกเพียงว่าไม่ทราบชื่อ ผู้ถือครองลบการเช่าเพื่อหลบความรับผิดชอบ ทายาทจึงไม่รู้ว่าจะยื่นเรื่องถึงใคร

บ้านไม่ได้เรียกหาคนใหม่ มันเรียกให้คนเดิมถูกนับว่ามีอยู่

ชื่อที่ถูกลบจากสมุดทะเบียน
ชื่อที่ถูกลบจากสมุดทะเบียน

นาริติดต่อทายาทที่ยังมีชีวิต ไม่เผยแพร่ภาพครอบครัวก่อนขออนุญาต เธอส่งเอกสารให้หน่วยงานตรวจแก้ทะเบียนและติดตามข้อเท็จจริงของเหตุเก่า

กระบวนการใช้เวลาหลายสัปดาห์ คืนหิมะแสงยังสว่าง แต่ชามหยุดเพิ่มเมื่อฮยอกนำดอกไม้มาวาง

เขาขอโทษรูปถ่ายที่เคยซ่อนไว้ ความกลัวของตนไม่ใช่เหตุให้คนอื่นไร้ชื่อ

“ผมเคยคิดว่าถ้าไม่พูด บ้านนี้ก็จะเงียบ”

นารินั่งข้างเขา “เงียบสำหรับใครคะ”

ฮยอกไม่ได้ตอบทันที แต่วันรุ่งขึ้นเขาเป็นคนพาทายาทเข้าบ้าน เล่าเท่าที่รู้ และบอกชัดว่าส่วนไหนเป็นเรื่องที่ยังตรวจไม่ได้ ไม่มีใครต้องเชื่อเรื่องผีเพื่อรับรองว่าเอกสารเหล่านี้มีความหมาย

ห้องใต้หลังคาที่เก็บรองเท้าเด็ก
ห้องใต้หลังคาที่เก็บรองเท้าเด็ก

เมื่อทะเบียนแก้ไขครบ ครอบครัวเลือกจัดพิธีรำลึกเล็ก ๆ ในลานบ้าน นาริอ่านชื่อที่ได้รับการยืนยันทีละชื่อ ฮยอกจุดโคมและวางสำเนาทะเบียนในกล่องกันน้ำ

หิมะตกเบาจนทุกคนได้ยินเสียงลมหายใจของตนเอง แสงในหน้าต่างดับลงหนึ่งห้อง แล้วอีกห้อง เงาผู้ใหญ่ในกระจกหันกลับราวกับได้ยินคนเรียกถูกเสียที

ไม่มีใครวิ่งหนี ไม่มีเสียงน่ากลัวก่อนจบ

เมื่อนาริเข้าไปเก็บของ ชามสามใบวางคว่ำเรียบร้อยบนผ้า รูปครอบครัวไม่ได้เปลี่ยน แต่เธอรู้ชื่อทุกคนแล้ว

ฮยอกถามว่าพวกเขาไปหรือยัง เธอตอบว่าไม่รู้ แต่คืนนี้บ้านไม่ต้องรอให้ใครเอ่ยชื่อแทนอีก

คืนเรียกชื่อคนที่ถูกลืม
คืนเรียกชื่อคนที่ถูกลืม

ทายาทยินยอมให้ใช้บ้านเป็นห้องเก็บประวัติย่านหลังซ่อมอย่างปลอดภัย ชื่อบ้านเลขที่สิบสามยังอยู่ ไม่มีใครเปลี่ยนเลขเพื่อขายความกลัวให้คนอื่น

วันเปิดห้อง นาริใส่เสื้อโค้ตตัวเดิมแต่ไม่ต้องกำไฟฉาย ฮยอกต้มชาให้ผู้มาเยือนและเล่าเรื่องครอบครัวโดยไม่ใช้คำว่าเฮี้ยนขึ้นต้น

มีคนถามว่าเคยเจอผีจริงไหม เขาหัวเราะเบา ๆ

“ผมเคยทำให้คนที่มีชื่อกลายเป็นเรื่องเล่าครับ ตอนนี้พยายามทำให้เป็นคนอีกครั้ง”

เย็นนั้นนาริกลับไปทำงานเมืองอื่น ฮยอกส่งสำเนารายการเอกสารที่จัดเสร็จให้เธอ บ้านด้านหลังเงียบและมืดตามเวลา ไม่ใช่ความมืดที่ถูกทิ้ง แต่เป็นบ้านซึ่งปิดไฟพักได้ตามปกติแล้ว

บ้านเลขที่สิบสามในแสงเช้า
บ้านเลขที่สิบสามในแสงเช้า

จบบริบูรณ์