ย้อนคืนปี 1978 ครานี้ข้าจะทวงชีวิตคืน · ตอนที่ 123
ตอนที่ 123 — นาฬิกาที่ไม่ต้องถอยหลังอีก
จดหมายตอบของแม่มาถึงกลางเดือนตุลาคม
นาฬิกาตั้งโต๊ะเรือนเล็กยังอยู่บนชั้นข้างหน้าต่าง แม่เขียนว่าเรือนของบ้านไม่ได้เสีย เพียงฝุ่นเกาะกระจก และรอยถลอกที่กรอบก็ยังอยู่เหมือนเดิม หากเยว่ชิงกลับมา อยากให้นางช่วยดูว่าควรทำความสะอาดส่วนใด แต่ไม่ต้องยกมันมาหลานโจว
ท้ายจดหมายมีข้อความอีกบรรทัด
อย่ามาเพราะเห็นว่าต้องซ่อมของทุกอย่างในบ้าน มาให้แม่เห็นหน้าเจ้าบ้างก็พอ
เยว่ชิงอ่านบรรทัดนั้นสองครั้ง
นางเขียนถามเรื่องนาฬิกาเพราะต้องการรู้ว่าของที่พ่อใช้ยังอยู่หรือไม่ แต่คำตอบทำให้นางเห็นสิ่งที่ตนไม่ได้ถาม แม่ไม่ได้รอลูกสาวในฐานะช่างเพียงอย่างเดียว
นาฬิกาที่บ้านก็ไม่ใช่เรือนสีน้ำตาลแดงของลูกค้า ซึ่งนางจำได้จากครั้งที่พ่อสอนให้หยุดมือ ของชิ้นนั้นเคยอยู่บนโต๊ะซ่อมด้วยเหตุของเจ้าของอีกคนหนึ่ง ความทรงจำทำให้สองเรือนอยู่ใกล้กันได้ แต่นางจะไม่เอามันมาเป็นเรือนเดียวกันเพียงเพื่อให้เรื่องที่เล่าง่ายขึ้น
เยว่ชิงเขียนตอบว่าจะจัดเวลาให้เรียบร้อยก่อนส่งวันเดินทาง แม่ไม่ต้องเอานาฬิกาลงจากชั้นรอ
เดือนตุลาคมผ่านไปด้วยงานที่ไม่เกิดเหตุใหญ่
ร้านรับงานเท่าที่ทำได้ บางคนยอมรอ บางคนเอาของกลับไปหาช่างอื่น เยว่ชิงได้เงินจากงานที่ทำเสร็จจริง และมีวันที่ต้องใช้เวลาตรวจมากกว่าที่คาดไว้
ช่วงฝึกของจ้าวหนิงยังไม่เริ่มใหม่จนกว่าขอบเขตและค่าใช้จ่ายจะพร้อม นางไม่ได้เรียกเด็กสาวมาช่วยคอยร้านระหว่างนั้น ครั้นรายละเอียดพร้อม ทั้งสองจึงอ่านและตกลงช่วงใหม่ก่อนวันเริ่มจริง โดยยังใช้เวลาที่จัดไว้ ไม่เพิ่มช่วงเย็นซึ่งจ้าวหนิงรับไม่ได้
ในวันหนึ่งที่เด็กสาวมารับสำเนาของตน นางยิ้มแล้วบอกว่าพูดกับคนที่บ้านได้ชัดขึ้น
“ข้าไม่ได้บอกว่าซ่อมทุกอย่างเป็นแล้ว”
“แล้วเจ้าบอกว่าอย่างไร”
“บอกว่ากำลังเรียน และข้าจะไม่เอาของเขามาลองให้เสียก่อนจะถามครู”
เยว่ชิงหัวเราะ “นั่นเป็นคำที่ใช้ได้”
ไม่มีใครประกาศว่าสมุดไม่กี่หน้าสร้างโรงเรียนขึ้นแล้ว นางยังมีผู้เรียนเพียงคนเดียว มีค่าใช้จ่ายที่ต้องกันไว้ และมีงานประจำซึ่งต้องไปให้ตรงเวลา
แต่เมื่อเด็กสาวเปิดประตูออกไป เยว่ชิงเห็นทางที่อาจค่อย ๆ เดินได้ มากกว่าคำฝันที่ต้องรีบทำให้ใหญ่เพื่อพิสูจน์ว่าชีวิตใหม่คุ้มค่า
วันที่สิบสองพฤศจิกายน นาฬิกาข้อมือของนางกระแทกขอบประตูไม้
เกิดขึ้นตอนนางยกถาดของตนเข้าร้าน ไม่ใช่เพราะมีใครผลัก และไม่ใช่เพราะจ้าวหนิงทำผิด เยว่ชิงได้ยินเสียงเบาแหลมแล้วหยุด
กระจกมีรอยร้าวเส้นหนึ่งใกล้ขอบ
นางวางถาดในที่มั่นคง ถอดนาฬิกาออก ตรวจดูโดยไม่ฝืนใช้ต่อ แล้วเก็บมันไว้ในห่อที่ป้องกันส่วนเสียหายจนกว่าจะได้จัดการอย่างเหมาะสม
มือของนางไม่เจ็บ ไม่มีเศษกระจกหลุดบนพื้น แต่หัวใจกลับเต้นเร็วจนต้องนั่งลง
ไม่ใช่เพราะค่ากระจก
ในชีวิตเดิม เรือนนี้เคยร้าวหลังวันที่นางถูกผลักตกบันได มันอยู่บนข้อมือของหญิงที่ยอมก้มหน้าต่อคำกล่าวหา จนกระทั่งคืนสุดท้ายในห้องเก็บของปีสิบเก้าร้อยเก้าสิบแปด
นางจำรอยแตกร้าวในคืนนั้นได้ จำเสียงเหวินเต๋อ และจำกล่องที่ชิวอิงถือเข้ามาได้
แต่ไม่มีใครยืนอยู่ข้างประตูร้านวันนี้
เยว่ชิงมองประตูไม้ซึ่งตนเพิ่งชน มองถาดที่วางปลอดภัย และมองมือของตนอีกครั้ง
รอยที่เห็นเกิดขึ้นในวันนี้ ด้วยเหตุที่นางเห็นเอง
นางไม่จำเป็นต้องเอาคืนสุดท้ายมาใส่ในมัน
เมื่อหายใจได้เป็นปกติ เยว่ชิงเขียนรายการสิ่งที่จะตรวจและเตรียมกระจกที่เหมาะกับเรือนนี้ นางเลือกให้มีเวลาทำอย่างสงบ ไม่แทรกงานของตนลงในเวลาที่รับผิดชอบของลูกค้าหรือของหน่วยงาน
เย็นนั้นจิ้งโจวสังเกตว่าข้อมือซ้ายของนางว่าง
“นาฬิกาเสียหรือ”
“กระจกกระแทกประตู มีรอยร้าว ข้าเก็บไว้ก่อน”
“บาดมือหรือไม่”
“ไม่บาด”
เขาไม่ได้ยื่นมือมาขอถือเรือนนั้นเอง นางยังไม่เคยอธิบายความทรงจำทั้งหมดซึ่งผูกอยู่กับมัน และเขาก็ไม่ใช้ความเป็นสามีขอให้เปิดทุกสิ่งในทันที
“ถ้ามีของที่ต้องซื้อ บอกข้าได้”
“ข้าเตรียมส่วนที่ใช้ไว้แล้ว แต่ยังต้องตรวจเรือนให้ละเอียด”
จิ้งโจวรับคำ แล้วเลื่อนถ้วยน้ำอุ่นมาทางนาง
เยว่ชิงกินอาหารเย็นต่อได้โดยไม่ต้องเล่าเรื่องปีเก้าสิบแปดเพื่อแลกกับการมีคนอยู่ข้าง ๆ
วันถัดมา นางยื่นขอลาตามขั้นตอนของหน่วยงาน ระบุว่าจะกลับชิงเหอและกลับมารายงานตัววันที่ยี่สิบสาม วันที่สิบเจ็ดจึงได้รับการอนุมัติ นางแจ้งแม่ยืนยันวันถึง ก่อนซื้อบัตรและจัดงานที่ร้านให้พ้นช่วงเดินทาง
จ้าวหนิงทราบวันหยุดจากตารางที่ตกลงกัน นางไม่ได้รับกุญแจไปคอยร้าน และไม่มีงานบ้านของครูถูกส่งไปเป็นส่วนหนึ่งของการฝึก
คืนวันที่สิบเก้า เยว่ชิงขึ้นรถไฟพร้อมเสื้อผ้า ของที่แม่ฝากซื้อ และชุดเครื่องมือส่วนตัวขนาดเล็กของนางเอง นาฬิกาข้อมือถูกเก็บอย่างเหมาะสมต่างหาก ไม่ใช่ของหน่วยงานและไม่ใช่ของลูกค้าที่นางเอามาปะปนกับวันลา
เมื่อถึงชิงเหอในเช้าวันที่ยี่สิบ ลมเย็นพัดผ่านถนนหน้าบ้าน
แม่เพิ่งออกจากประตู ถือกระบุงเล็กที่ยังว่าง
“ข้าบอกว่าจะเดินไปรับก็ได้” เยว่ชิงกล่าว
“ข้าจะไปซื้อผัก ไม่ได้เดินมารอรถไฟเจ้า”
แม้กล่าวเช่นนั้น แม่ก็หยุดอยู่ตรงกลางลาน รอให้ลูกสาวเดินมาถึง
เยว่ชิงวางกระเป๋าลง แตะข้อศอกแม่ แล้วก้มเข้าไปกอด แม่ลูบต้นแขนของนางเหนือเสื้อ ไม่รีบถามว่ามีเอกสารใหม่หรือเรื่องคดีใดต้องจัดการ
“ผอมลงหรือเปล่า”
“เสื้อตัวนี้หนากว่าเดิม แม่มองจากตรงนั้นไม่ได้หรอก”
แม่หัวเราะ “อย่างนั้นเข้าบ้านก่อน ค่อยให้ข้ามอง”

ภายในบ้านมีของบางอย่างย้ายตำแหน่ง
ชามที่เคยอยู่ชั้นสูงลงมาอยู่ใกล้มือ ผ้าซึ่งแม่ใช้บ่อยเก็บไว้ในตะกร้าข้างเก้าอี้ ประตูตู้ยังปิดเรียบร้อย กล่องต้นฉบับอยู่ในการเก็บของแม่ ไม่ได้ถูกเปิดไว้เป็นงานรอลูก
เยว่ชิงมองสิ่งเหล่านั้นแล้วถามว่าชั้นสูงทำให้หยิบลำบากหรือไม่
“ข้าไม่อยากยกแขนสูงทุกครั้ง ก็ย้ายลงมา”
“ให้ข้าช่วยจัดส่วนอื่นไหม”
แม่มองนางอยู่ครู่หนึ่ง “ถามก่อนอย่างนี้ดีแล้ว แต่วันนี้ข้ายังไม่อยากให้เจ้าจัดทั้งบ้าน”
เยว่ชิงรับคำ แล้วช่วยเฉพาะสิ่งที่แม่ขอ
หลังซื้อผักกลับมา แม่ชี้นาฬิกาตั้งโต๊ะเรือนของบ้าน นางยกลงด้วยความยินยอมของแม่ ตรวจส่วนที่ดูได้และเช็ดกระจกตามที่เหมาะสม ไม่ขัดกรอบจนรอยถลอกหาย
มันยังเดินได้ตามสภาพที่ตรวจ ไม่ได้มีรหัสหรือข้อความใหม่ซ่อนอยู่ใต้ฝุ่น
แม่ขอให้วางกลับตำแหน่งเดิม
“ข้ามองจากเก้าอี้ได้”
เยว่ชิงจัดให้ตามนั้น แล้วถอยมาดูจากที่นั่งของแม่ มิใช่จากจุดซึ่งนางคิดว่าสวยที่สุด
เวลาใกล้บ่ายสอง แม่เก็บถ้วยและบอกว่าจะพัก ลูกสาวไม่ได้ตามเข้าไปนั่งถามเรื่องอดีตที่ปลายเตียง
เยว่ชิงกลับไปนั่งในห้องอีกด้าน เปิดห่อนาฬิกาข้อมือของตนบนผ้ารอง
รอยกระจกอยู่ตรงหน้าเล็กกว่าที่ความทรงจำทำให้รู้สึกในวันที่เกิดเหตุ
นางตรวจเรือนและส่วนที่กระแทกอีกครั้ง ไม่คิดว่าการเปลี่ยนกระจกเพียงชิ้นเดียวจะรับรองว่าทุกส่วนดีโดยไม่ดู ส่วนที่ต้องจัดการเตรียมไว้สำหรับเช้าวันรุ่งขึ้น ซึ่งมีเวลาและแสงเพียงพอ
เมื่อแม่ตื่น นางถามว่าลูกกำลังทำอะไร
“เตรียมซ่อมกระจกเรือนที่พ่อเคยซ่อมให้ข้า”
แม่มองห่อผ้าแล้วนั่งลงใกล้ประตู
“เจ้าจะเปลี่ยนตัวเรือนด้วยหรือ”
“ไม่ต้องเปลี่ยน ข้าจะเก็บกรอบไว้ หากส่วนใดต้องทำเพิ่มก็จะดูให้ตรงกับที่พบ”
แม่พยักหน้า รอยบนทองเหลืองไม่ได้ทำให้นางสะดุ้งเหมือนลูกสาวในร้านวันนั้น
“พ่อเจ้าคงไม่อยากให้ใส่กระจกแตกต่อเพราะเสียดายของเก่า”
เยว่ชิงนิ่งไป
นางเคยคิดว่าความซื่อสัตย์ต่อคนตายอาจหมายถึงเก็บสิ่งที่เขาแตะไว้ให้เหมือนเดิมมากที่สุด แต่พ่อเป็นช่าง เขาซ่อมสิ่งที่จำเป็นต้องซ่อม ไม่เคยขอให้เจ้าของยอมทนเจ็บเพื่อรักษาความทรงจำของมือช่าง
แม่ยกถ้วยน้ำขึ้นจิบ แล้วเปลี่ยนไปเล่าเรื่องผักที่แพงขึ้นในตลาด
คำพูดเรื่องพ่อไม่ต้องมีคำปฏิญาณต่อท้ายทุกครั้ง
เช้าวันที่ยี่สิบเอ็ด เยว่ชิงจัดพื้นที่ของตนให้โล่ง นาฬิกาข้อมือวางอยู่บนผ้ารอง เครื่องมือส่วนตัวอยู่ตามตำแหน่ง กระจกที่เสียหายได้รับการเก็บป้องกันแยกไว้เมื่อถอดออก
นางทำงานตามสิ่งที่ตรวจ ไม่รีบเพราะนี่เป็นของตน และไม่เพิ่มความหมายจนมือที่ควรนิ่งต้องสั่น
กรอบทองเหลืองมีรอยจากการใช้งาน รอยที่นางเห็นเมื่อครั้งกลับมาปีเจ็ดสิบแปดอยู่ร่วมกับรอยใหม่จากสามปีที่ผ่านมา นางไม่ได้ขัดมันออกทั้งหมดเพื่อให้เรือนนี้ดูเหมือนวันตื่นใต้ม่านมุ้งอีกครั้ง
กระจกใหม่พอดีกับเรือน เมื่อการตรวจและประกอบส่วนที่ต้องจัดการเสร็จ นางจึงสังเกตการเดินของเข็มตามเวลาที่มี ไม่ใช้เพียงเสียงเดินชั่วครู่เป็นคำตอบว่าทุกอย่างเรียบร้อย
แม่ผ่านประตูมาช่วงหนึ่ง วางถ้วยน้ำในที่ซึ่งไม่เกะกะมือ แล้วเดินไปทำงานของตน
นางไม่ยืนเฝ้าลูกสาวราวกับจะพลาดปาฏิหาริย์หากหันหน้าออกไป

ครั้นได้ผลตรวจที่พอให้ใช้ต่อในขอบเขตนั้น เยว่ชิงเก็บเครื่องมือ แล้วหยิบเรือนเล็กขึ้นมา
หน้าปัดมองได้ชัดขึ้น
มันไม่ได้ส่องภาพพ่อ ไม่ได้มีเสียงจากห้องเก็บของดังออกมา และไม่มีเข็มใดเดินถอยหลังเพื่อลบวันที่สิบสองพฤศจิกายน
สิ่งที่เกิดขึ้นคือกระจกที่เสียได้รับการเปลี่ยน ส่วนกรอบที่ยังใช้ได้ยังเป็นกรอบเดิม
นางสวมมันที่ข้อมือซ้าย แล้วนั่งอยู่ตรงนั้นอีกครู่หนึ่ง
ในคืนสุดท้ายของชีวิตเดิม นางไม่มีเงินซื้อกระจกใหม่ ไม่มีกำลังออกจากห้อง และไม่เหลือความเชื่อว่าคำขอของตนจะถูกฟัง ความสิ้นหวังเหล่านั้นเคยรวมอยู่ในรอยร้าวเดียวจนเหมือนทุกอย่างแตกพร้อมกัน
แต่วันนี้นางมีเงินที่ได้จากงานของตน มีมือที่ใช้ทำงานได้ มีคนซึ่งเคาะประตูก่อนเข้ามา และมีสิทธิ์บอกว่ายังไม่พร้อมจะพูด
สิ่งเหล่านั้นไม่ได้อยู่ในกลไกของนาฬิกา
มันเกิดจากการเลือกซ้ำ ๆ ในวันที่ไม่ได้มีเสียงเข็มถอยหลังให้ใครได้ยิน
เยว่ชิงเก็บกระจกเก่าไว้ในซองป้องกัน พร้อมวันที่และเหตุที่เปลี่ยนตามจริง นางไม่ใส่มันลงในกล่องหลักฐานของแม่ ไม่เรียกมันว่าหลักฐานของคืนปีเก้าสิบแปด เพราะกระจกชิ้นนี้แตกที่ขอบประตูร้านในปีแปดสิบเอ็ด
เมื่อแม่เรียกกินอาหาร นางลุกขึ้นไปทันที
กับข้าววันนั้นมีจานหนึ่งที่เค็มไปเล็กน้อย แม่ชิมแล้วหัวเราะ บอกว่าตนมัวแต่มองผักอีกหม้อ เยว่ชิงตักข้าวเพิ่ม ไม่ทำให้ความผิดเล็กของแม่กลายเป็นเครื่องหมายว่าบ้านกำลังเสื่อมลง
ทั้งสองกินไป คุยไป และมีช่วงเงียบซึ่งไม่มีใครต้องรีบเติมด้วยเรื่องพ่อ
หลังอาหาร แม่มองนาฬิกาบนข้อมือลูกสาว
“ชัดดีแล้ว”
“ใช่”
“อย่าเอาแขนไปชนประตูอีกล่ะ”
“ข้าจะระวัง แต่จะไม่รับปากว่าไม่มีวันทำพลาดอีก”
แม่หัวเราะเสียงดังขึ้น “ข้าขอให้ระวัง ไม่ได้ขอให้เป็นคนที่พลาดไม่เป็น”
เยว่ชิงยิ้ม มองข้อมือซ้ายของตน แล้ววางมือบนโต๊ะโดยไม่ปิดกระจกไว้
บ่ายวันต่อมา นางจัดกระเป๋ากลับหลานโจว
แม่เลือกผักแห้งเล็กน้อยให้ ไม่ยกตู้หรือกล่องทั้งใบตามลูกไป นาฬิกาตั้งโต๊ะอยู่บนชั้นซึ่งมองจากเก้าอี้ได้ กล่องต้นฉบับยังอยู่กับแม่ตามที่แม่เลือก
ก่อนออกจากบ้าน เยว่ชิงถามว่าคราวหน้าต้องการให้นางพักนานกว่านี้หรือไม่
“ค่อยดูงานของเจ้าและเวลาของข้า อย่าบอกว่าจะมาแล้วให้ข้ารอถ้าเจ้ายังจัดไม่ได้”
“ข้าจะส่งวันก่อน”
แม่ลูบแขนเสื้อของนางอีกครั้ง “แล้วก็ส่งข่าวว่าอยู่ดี ไม่ต้องมีเรื่องใหญ่ถึงค่อยเขียนมา”
เยว่ชิงกอดแม่ก่อนเดินพ้นลาน
คราวนี้นางไม่ได้กอดเพื่อขอให้เวลาหยุดอยู่ตรงนั้น นางรู้ว่าแม่จะอายุมากขึ้น มือที่ลูบแขนจะค่อย ๆ เปลี่ยน และไม่มีคำพิพากษาหรือชิ้นกระจกใดห้ามเรื่องนั้นได้
สิ่งที่ยังทำได้คือมาเมื่อจัดเวลามาได้ ฟังเมื่อแม่อยากพูด และปล่อยให้แม่พักเมื่ออยากพัก
รถไฟออกในคืนวันที่ยี่สิบสอง เยว่ชิงกลับถึงหลานโจวและรายงานตัววันที่ยี่สิบสามตามกำหนด งานของนางยังมีอยู่ งานของจิ้งโจวก็ยังมีอยู่ ทั้งสองไม่ได้ใช้การแต่งงานเป็นเหตุให้ใครต้องลาออกจากชีวิตของตน
เย็นนั้นเขาวางฝาหม้อที่เพิ่งยกขึ้นในที่ปลอดภัย เมื่อเห็นนางยืนถือชามตรงประตูครัว
“แม่เป็นอย่างไรบ้าง”
“แม่ย้ายชามลงชั้นล่างเอง แล้วห้ามข้าจัดบ้านทั้งหมด”
จิ้งโจวหัวเราะ “ท่านพูดถูก ข้าก็อยากรู้ว่าเจ้าจะย้ายของบนโต๊ะข้าหรือไม่”
“ข้ายังไม่ได้ขอ”
“อย่างนั้นอย่าเพิ่งย้าย”
เยว่ชิงยกชามขึ้นเล็กน้อย “ข้าถือข้าวมา ไม่ได้ถือประกาศยึดโต๊ะ”
เขาหลีกให้ นางเดินผ่านช่องกลางห้องซึ่งทั้งสองตั้งใจเว้นไว้ตั้งแต่เข้ามาอยู่วันแรก

สองโต๊ะยังอยู่คนละด้าน มีรอยใช้งานเพิ่มขึ้น บางวันของบนโต๊ะไม่เรียบร้อยนัก แต่ทางเดินยังไม่ถูกงานของคนหนึ่งยึดจนอีกคนไม่มีที่ผ่าน
จิ้งโจวมองนาฬิกาแล้วถามว่าใช้ได้แล้วหรือ
“ตรวจส่วนที่กระแทกและเปลี่ยนกระจกแล้ว ข้าจะสังเกตต่อ”
“เจ้าขัดรอยที่กรอบออกหรือ”
“เก็บไว้ ส่วนที่ต้องเปลี่ยนก็เปลี่ยน ไม่ต้องให้ทุกอย่างเหมือนใหม่”
เขามองครู่หนึ่ง ก่อนกลับไปตักอาหารตามปกติ
เยว่ชิงนั่งลง นาฬิกาเดินอยู่บนข้อมือซ้าย เสียงมันเล็กจนแทบไม่ได้ยินผ่านเสียงถ้วยและบทสนทนา
พ่อยังคงเป็นคนที่จากไปในเดือนมกราคมปีเจ็ดสิบแปด ความจริงที่ตรวจแล้วไม่ได้เรียกเขากลับมา เงินที่คืนถูกบัญชีไม่ได้ซื้อเช้าวันใหม่ให้เขา และการเปลี่ยนกระจกก็ไม่ทำให้วันที่นางสูญเสียหายไป
แต่นางไม่ต้องใช้ชีวิตทั้งชีวิตเป็นห้องรอการกลับมาของคนตาย
หลังเก็บอาหาร ทั้งสองทำงานส่วนเล็กของตนก่อนพัก เยว่ชิงปิดสมุดเมื่อถึงเวลาที่ตั้งใจไว้ ไม่เลื่อนเข็มบนข้อมือเพื่อขอให้ค่ำนั้นยาวขึ้น
นางรู้จักคุณค่าของเช้าที่ได้กลับมาแล้ว
ต่อจากนี้ นางอยากรู้จักคุณค่าของเช้าที่จะมาถึงด้วย
นิยายและภาพประกอบสร้างขึ้นใหม่ ภาพประกอบสร้างด้วย AI
