ปรับการอ่าน

ย้อนคืนปี 1978 ครานี้ข้าจะทวงชีวิตคืน · ตอนที่ 117

ตอนที่ 117 — วันไปหาพ่อ

เยว่ชิงไม่ได้เขียนวันที่ไปหาพ่อลงในสมุดทันทีที่กลับถึงหลันโจว

สิ่งแรกที่นางทำหลังรายงานตัววันที่ยี่สิบสี่เมษายน คือดูงานที่รับกลับมาให้ครบ ไม่หยิบความรู้สึกค้างจากบ้านไปวางให้คนอื่นจัดการแทน

วันที่ยี่สิบแปด นางจึงเสนอวันลาและงานส่งมอบตามวิธีของหน่วยงาน วันที่ยี่สิบเก้าได้รับอนุญาตให้เดินทางในช่วงวันที่สี่ถึงหกพฤษภาคม และกลับมารายงานตัววันที่เจ็ด

เยว่ชิงจดวันนั้นไว้ในช่องกำหนดงานก่อนช่องเดินทาง

นางส่งข่าวให้แม่ แล้วใช้เวลาติดต่อที่ตกลงกันในวันที่สามสิบถามอีกครั้งว่าแม่สะดวกหรือไม่

“ไปเช้าวันที่ห้าได้” แม่ตอบ “แม่อยากเดินช้า ๆ ไม่อยากให้ไปถึงแล้วต้องรีบกลับมาทำทุกอย่างก่อนเที่ยง”

“เราจัดเวลาให้พอค่ะ ถ้าแม่อยากพักระหว่างทางก็บอกข้า”

“แม่จะบอก ไม่ต้องคอยถามทุกสิบก้าว”

เยว่ชิงยิ้มอยู่ปลายสาย แล้วรับคำ

หลังได้วันของแม่จึงจัดตั๋ว นางไม่ได้เรียกการเดินทางครั้งนี้ว่าตามพยานหรือไปทำเรื่องแทนครอบครัว และไม่ได้ส่งคำขอให้จิ้งโจวมาช่วยพาแม่ขึ้นทาง

นี่เป็นวันที่แม่กับลูกเลือกไปหาคนหนึ่งด้วยกัน

ผู้ชายที่นางรักไม่จำเป็นต้องมีหน้าที่อยู่ทุกฉากสำคัญในชีวิตของนาง เพื่อให้ความรักนั้นเป็นจริง

ก่อนวันเดินทาง เยว่ชิงส่งมอบงานตามรายการที่ได้รับอนุมัติ คนรับงานถามจุดที่ต้องดูต่อ นางตอบตามงาน ไม่เอาคำว่าไปหาพ่อมาใช้แทนคำอธิบายส่วนที่ตนยังทำไม่ชัด

คืนนี้ไม่มีใครต้องเดาว่าหากชิ้นงานมีปัญหาจะโทรตามลูกสาวผู้กำลังร้องไห้อยู่ที่ใด

เที่ยวรถไฟคืนวันที่สี่พานางกลับชิงเหอในเช้าวันที่ห้า

แม่เตรียมน้ำอุ่นไว้ตามปกติ เมื่อได้ยินเสียงลูกเข้าประตู นางไม่ได้รีบยื่นซองประกาศให้ถือแทน

สำเนาผลที่แม่ได้รับอยู่ในซองของแม่

กล่องไม้ยังเก็บอยู่ในตู้ตามที่เลือกในวันที่ยี่สิบสาม ไม่ได้ถูกเปิดเอาชิ้นทองเหลืองหรือไม้ไปด้วยเพื่อขอให้พ่อในหลุมศพยืนยันว่าครอบครัวเข้าใจมันถูกแล้ว

เยว่ชิงล้างหน้า กินอาหารที่แม่เตรียมให้ แล้วพักจากทางรถไฟก่อนออกเดิน

แม่หยิบเก้าอี้ไม้พับตัวเล็กออกมา

“เอาไปไว้ให้นั่ง แม่ไม่ได้จะยืนอ่านจนขาแข็ง”

เยว่ชิงถามว่าจะให้ตนถือไหม แม่ลองน้ำหนักในมือแล้วบอกว่าช่วงแรกถือเองได้ หากเมื่อยจะขอ

นางจึงไม่ดึงของออกจากมือแม่เพื่อแสดงว่าตนดูแลได้ดีกว่าเมื่อสามปีก่อน

กระเป๋าของเยว่ชิงมีน้ำ ผ้าสะอาด และของใช้ที่ตกลงไว้ แฟ้มติดตามหนังสือแก้กับรายการรับเรื่องอยู่ที่บ้าน ไม่จำเป็นต้องแบกขึ้นไปทุกหน้าราวกับพ่อจะตรวจความครบของใบรับให้ลูก

ตอนออกประตู แม่หันไปดึงบานตู้ให้เสมออีกครั้ง

แล้วเดินออกมา

กล่องมีที่อยู่ของมัน วันนี้คนในบ้านมีที่ที่อยากไป

ทางดินเริ่มสูงขึ้นทีละน้อย ใบใหม่ริมทางรับแสงเช้าที่ไม่จัดนัก เงาต้นไม้ยังวางเป็นช่วงให้พักโดยไม่ต้องเดินฝ่าแดดตลอด

แม่เลือกก้าวของตน เยว่ชิงเดินข้าง ๆ ไม่คอยดันให้เร็วด้วยมือที่เหมือนช่วยประคอง

เมื่อถึงช่วงซึ่งพื้นมีรากไม้ แม่ขอให้ลูกถือเก้าอี้

นางส่งให้แล้วขยับเท้าข้ามด้วยตนเอง

“ตรงนี้แม่จำได้ว่าก่อนมีรากโผล่ คนเดินกันชิดอีกข้าง”

เยว่ชิงมองทางซึ่งแม่ชี้ แล้วเปลี่ยนด้านเดินตาม

นางไม่ได้รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับแม่เพียงเพราะกลับมาจากชีวิตที่ยาวกว่าชีวิตนี้

มีวันที่แม่เดินมาเอง มีวันที่แม่เลือกไม่มา และมีทางที่แม่รู้โดยไม่มีลูกอยู่ด้วย

แม่กับเยว่ชิงเดินตามทางดินด้วยจังหวะที่ตกลงกันและนำเก้าอี้เล็กไปพัก
แม่กับเยว่ชิงเดินตามทางดินด้วยจังหวะที่ตกลงกันและนำเก้าอี้เล็กไปพัก

เมื่อถึงที่ฝังพ่อ เยว่ชิงวางเก้าอี้ตรงพื้นเสมอแล้วรอให้แม่เลือกว่าจะนั่งส่วนไหน

แม่กวาดสายตาดูหญ้าที่ขึ้นใหม่ ไม่ได้กล่าวว่าเดี๋ยวนี้ไม่มีใครดูแล เพราะเห็นหญ้าอยู่หลายกอ

“เก็บเฉพาะที่ยื่นตรงนี้พอ” นางชี้ “อย่าดึงจนดินเปิด”

ทั้งสองจัดบริเวณเล็ก ๆ อย่างระวัง เยว่ชิงไม่ใช้มือช่างรื้อทุกสิ่งให้ดูเรียบร้อยเกินกว่าที่ควรเป็น

ครั้นเสร็จ แม่นั่งบนเก้าอี้แล้วดึงซองออกจากกระเป๋า

“แม่อยากบอกเขาก่อน”

“ค่ะ ข้าจะรอทางนั้น”

แม่มองลูก

“ไม่ใช่ไม่ให้ฟัง แต่แม่ไม่อยากคอยคิดว่าต้องพูดให้ลูกสบายใจด้วย”

เยว่ชิงพยักหน้า นางเดินไปพ้นระยะได้ยินตามที่แม่เลือก ไม่ยืนใกล้แล้วแกล้งก้มมองต้นไม้เพื่อเก็บทุกคำ

เมื่อหันกลับมาครั้งหนึ่ง นางเห็นแม่เปิดกระดาษด้วยมือของตน

แม่ไม่ได้ชูมันให้ใครดู

ตรงนั้นไม่มีผู้ประกาศ ไม่มีคนตรวจถ้อยคำ และไม่มีใครต้องรับทราบว่าแม่ร้องไห้หรือไม่เพื่อให้งานเอกสารสมบูรณ์

“เขาแก้ชื่อคุณแล้ว” แม่พูดกับที่ซึ่งเงียบอยู่ตรงหน้า

นางอ่านเฉพาะส่วนที่เลือกมาอ่าน ไม่ต้องอ่านรายการอ้างอิงทุกหน้าเพื่อทำให้สามีทราบความจริงมากกว่าที่คนเป็นทราบ

คำที่ใช้กับเขายังเป็นคำคุ้นของคนเคยอยู่บ้านเดียวกัน ไม่ใช่ถ้อยคำกล่าวสดุดีผู้ไม่เคยทำให้ภรรยารำคาญ

“ฉันยังจำได้ว่าคุณทำของหายแล้วไปค้นตรงที่ฉันเก็บผ้า จนพับใหม่หมด”

แม่หยุดมองขอบกระดาษแล้วหัวเราะเบามาก

“ตอนนั้นฉันก็โมโหจริง ไม่ได้จะกลับคำเพราะคุณไม่อยู่แล้ว”

ลมขยับชายผ้าคลุม นางจับซองไว้ไม่ให้ปลิว

ความคิดถึงไม่ได้สั่งให้แม่กล่าวว่าสามีเป็นคนสมบูรณ์แบบ เพื่อแลกสิทธิ์ที่จะเสียใจที่เขาจากไปอย่างไม่เป็นธรรม

“สิ่งที่เขาลงไว้ผิด เขาต้องแก้” นางพูดต่อ “แต่ฉันยังคิดถึงคุณ ไม่ใช่เพราะกระดาษเขียนแล้วฉันจึงคิดถึงได้”

แม่วางสำเนาต่ำลงบนตัก

มีสิ่งที่อยากเล่าเรื่องบ้าน เรื่องลูก และวันที่ตนพักโดยไม่ต้องมีเหตุผลเป็นงานครอบครัวทุกวัน นางเล่าเท่าที่อยากเล่า ไม่สัญญาว่าตั้งแต่วันนี้จะไม่ร้องไห้อีก

ก่อนเก็บกระดาษ นางกล่าวประโยคสุดท้ายช้า ๆ

“ฉันยังจะอยู่ต่อ คุณไม่ต้องให้ใครมาบอกว่าฉันอยู่ถูกหรือผิดแทนคุณ”

กระดาษกลับเข้าซอง ไม่ถูกเผาไว้ตรงนั้น ไม่ถูกทิ้งให้แดดกับฝนรักษาแทนเจ้าของ

แม่ยังต้องใช้มันในชีวิตของตน

แม่พูดกับพ่อโดยถือสำเนาที่ตนได้รับไว้บนตักและเลือกคำของตนเอง
แม่พูดกับพ่อโดยถือสำเนาที่ตนได้รับไว้บนตักและเลือกคำของตนเอง

เมื่อแม่เดินกลับมาหาลูก เยว่ชิงถามเพียงว่าต้องการน้ำไหม

แม่รับถ้วยแล้วนั่งพักในเงาที่เตรียมไว้ ห่างจากที่ฝังพอให้ลูกมีเวลาส่วนตัวเช่นกัน

“ไปเถอะ ถ้าจะพูดนานก็บอกแม่ก่อน จะได้ไม่คิดว่าลูกเดินหาแม่ไม่เจอ”

“ข้าขออยู่ครู่หนึ่งค่ะ ถ้าต้องพักเพิ่ม ข้าจะมาบอก”

แม่รับคำ เยว่ชิงรอจนแม่เข้าที่พักและตนอยู่พ้นระยะสนทนาจริง ๆ จึงกลับไปยังที่เดิม

นางปูผ้าสะอาดบนพื้นแล้วคุกเข่าลง ไม่ได้เลือกท่านั้นเพื่อให้ใครเห็นว่าลูกกตัญญูกว่าคนอื่น

ขาข้างหนึ่งคลายตึงจากทางเดิน มือทั้งสองวางอยู่บนตัก นาฬิกาข้อมือเดินตามปกติ

ไม่มีแสงออกจากหน้าปัด

ไม่มีเสียงพ่อเรียกให้ย้อนกลับอีกครั้ง

เยว่ชิงมองดินกับหญ้าตรงหน้าอยู่พักหนึ่ง ก่อนกล่าวชื่อของตนอย่างที่เคยตอบเวลาเข้าบ้าน

“พ่อ ข้ากลับมาแล้วค่ะ”

ประโยคสั้นนั้นกลับทำให้นางต้องหยุดกลืนความแน่นในคอ

นางเคยกลับมาทำเรื่องเกี่ยวกับพ่อหลายครั้ง กลับมาขอดูของ ไปหาคนเก็บเอกสาร และออกเดินทางอีกพร้อมคำถามใหม่

แต่วันนี้ไม่มีคนรอให้ลูกถามถูกก่อน จึงจะยอมบอกสิ่งที่ตนรู้

นางไม่ต้องเตรียมคำคัดค้านเผื่อคำตอบถัดไป

“ชื่อพ่อไม่ได้ถูกเอาไปแทนสิ่งที่คนอื่นทำต่อไปแล้ว ส่วนที่เขาเขียนเหมือนพ่อรับรองทุกอย่าง เขาถอนและแก้แล้ว”

นางเล่าเพียงเรื่องที่ยืนยันได้ ไม่บอกว่าเงินทุกส่วนคืนครบหรือผู้รับหนังสือทุกคนอ่านแล้ว ไม่สัญญาแทนหน่วยงานว่าจะจัดการคนทั้งหมดอย่างที่ลูกหวัง

เรื่องที่ยังต้องตามจะตามต่อจากที่มีผู้รับเรื่องจริง

ความเงียบตรงหน้าไม่ใช่คำอนุญาตให้กล่าวเกินหลักฐาน

แต่เมื่อเล่าถึงส่วนที่แก้ได้แล้ว เสียงของนางค่อย ๆ เปลี่ยน

“ข้าเคยโกรธพ่อด้วยค่ะ”

นางก้มหน้าลง

นี่ไม่ใช่สิ่งที่จะลงในคำให้ข้อมูล ไม่ใช่เหตุผลให้คนที่ทำผิดพ้นความรับผิด และไม่ใช่คำที่ต้องรีบถอนเพราะลูกควรพูดถึงผู้ตายแต่สิ่งดี

“โกรธที่พ่อไม่อยู่ โกรธที่มีเรื่องซึ่งข้าต้องถามคนอื่น แล้วทุกคนบอกให้ข้าคิดถึงครอบครัวเหมือนข้าไม่ได้คิดอยู่ทุกวัน”

นางยกมือเช็ดใต้ตาแล้ววางกลับ

น้ำตาไม่ได้ทำให้ลำดับวันในเอกสารผิดไป หากวันนี้นางอ่านตัวเลขไม่ไหว นางเพียงไม่จำเป็นต้องอ่านมันตอนนี้

“ข้าไม่ได้โกรธเพราะพ่อไม่ทิ้งคำตอบให้ครบ ข้ารู้แล้วว่าพ่อไม่ได้มีเวลาจะรู้ทุกอย่าง พ่อก็ถูกเร่ง ถูกบังคับให้เลือกเหมือนกัน”

นางสูดลมหายใจ แต่คราวนี้ไม่ได้ใช้ลมที่สูดเข้าไปกดเสียงสะอื้นทั้งหมดให้หาย

เรื่องที่อยากกล่าวต่อเป็นสิ่งซึ่งอยู่กับนางเพียงคนเดียว

แม่พักอยู่ไกล ไม่มีจิ้งโจวหรือคนอื่นอยู่หลังต้นไม้ เยว่ชิงมองให้แน่ใจก่อนพูดแผ่วลง

“มีชีวิตหนึ่งที่ข้าไม่ได้กลับมาในวันนี้ค่ะ”

นางหยุด ไม่ใช่รอให้ดินตอบ แต่เพราะคำที่ไม่เคยออกจากปากหนักกว่าคำที่เคยเขียนเป็นหน้า

“ข้าเคยอยู่ไปจนปีหนึ่งซึ่งยังมาไม่ถึงในตอนนี้ ข้าอายุสี่สิบสี่แล้ว และข้าคิดว่าทุกอย่างที่เสียไปจะไม่มีทางได้คืน”

นางไม่ได้บอกเรื่องนั้นดังพอให้ใครต้องเลือกเชื่อความทรงจำที่พิสูจน์ให้ผู้อื่นไม่ได้

สิ่งที่เล่าต่อจึงเป็นคำของลูกต่อคนที่ไม่อยู่ มิใช่ความลับที่ใช้ผูกผู้ชายหรือแม่ไว้ให้ต้องเฝ้าคุ้มกันนาง

“ข้าเคยยกทางของตนให้คนอื่นเพราะคิดว่าถ้าเขาได้ทุกอย่าง เขาจะไม่ทิ้งข้า ข้าคิดว่าทนอีกครั้งหนึ่งแล้วคงดีขึ้น”

น้ำตาหยดลงบนมือ

นางไม่พยายามรีบสรุปชีวิตนั้นให้เป็นบทเรียนสะอาดหนึ่งบรรทัด

มีความอายที่ยังอยู่ มีวันที่ยังจำได้เพียงเศษ และมีสิ่งซึ่งนางไม่ต้องขอให้พ่อเข้าใจครบเพื่อยอมรับว่าตนเจ็บจากมันจริง

“พอกลับมา ข้าก็ไม่ได้ทำถูกหมดค่ะ”

เยว่ชิงนึกถึงวันที่มือเร็วกว่าเหตุผล นึกถึงชิ้นงานที่ตนฝืนจนเสียหาย และวันที่เอาความกลัวผิดครั้งเดิมไปคิดว่าตนต้องเห็นทุกอย่างก่อนคนอื่น

“ข้าเคยทำของเสียเพราะคิดว่าข้าจะทำให้ทัน แล้วก็ต้องบอกคนที่รับงานจากข้าว่าข้าทำอะไร พอเป็นความผิดของข้า ข้าก็ไม่ควรเอาความผิดของคนอื่นมาเป็นข้อยกเว้น”

การทวงความเป็นธรรมให้พ่อไม่ได้ทำให้ลูกเป็นช่างที่ไม่ต้องถูกตรวจ

การหวนคืนก็ไม่ได้ทำให้ผู้มีชีวิตอายุยี่สิบเจ็ดมีสิทธิ์สั่งชีวิตของทุกคนเหมือนตนเป็นคนเดียวที่รู้ปลายทาง

“แต่ข้าไม่ได้ต้องกลับไปเป็นคนเดิมเพื่อชดใช้ทุกอย่าง ข้าแก้สิ่งที่ทำได้ แล้วก็รับงานต่อได้”

เสียงสะอื้นหลุดออกมาในช่วงท้าย

นางปล่อยให้มันอยู่

ไม่ได้มองนาฬิกาเพื่อนับว่าร้องมานานเกินเวลาที่คนเข้มแข็งควรใช้หรือยัง

เมื่อร้องไห้จนต้องหยุดพูด เยว่ชิงวางฝ่ามือลงบนผ้าที่รองเข่า แล้วรอให้ลมหายใจกลับมาเอง

ความคิดถึงไม่จำเป็นต้องเป็นแรงเครื่องจักรซึ่งนางคุมให้นิ่งได้ตามคำสั่ง

เยว่ชิงอยู่ลำพังข้างหลุมศพและยอมร้องไห้โดยไม่ใช้ความเข้มแข็งปิดความเศร้า
เยว่ชิงอยู่ลำพังข้างหลุมศพและยอมร้องไห้โดยไม่ใช้ความเข้มแข็งปิดความเศร้า

ครู่ต่อมา นางเล่าเรื่องเล็กกว่าเงินและคำรับรอง

เรื่องห้องที่เช่าเองในหลันโจว ซึ่งประตูยังต้องยกมุมให้กุญแจหมุน เรื่องการรับงานเท่าที่เวลามี ไม่รับเงินก่อนแล้วหวังให้คนอื่นแก้แทนเมื่อทำไม่ไหว

เรื่องแม่ที่บอกว่าอยากเปิดกล่องวันไหนก็ได้ หรือบางวันไม่อยากเห็นทั้งกล่อง

“ข้าคืนให้แม่แล้วค่ะ ไม่ใช่เพิ่งคืนของที่ค้างมาหลายปี แต่คืนส่วนที่ยืมมาเปิดเมื่อวันนั้น แล้วให้แม่เลือกว่าจะเก็บต่ออย่างไร”

นางเช็ดแก้มด้วยผ้าของตน

“แม่หัวเราะได้วันหนึ่ง แล้วคิดถึงพ่ออีกวันหนึ่ง ข้าจะไม่ใช้วันที่แม่หัวเราะไปบอกคนอื่นว่าแม่ยกโทษหมดแล้ว”

จากนั้นนางกล่าวถึงจิ้งโจว

ไม่มีแหวนให้วาง ไม่มีคำมั่นที่อีกฝ่ายยังไม่ได้ตกลง และไม่มีการอ้างว่าพ่อเลือกเขาไว้เป็นผู้รับลูกไปดูแลหลังทุกคดีจบ

“ข้ารู้จักคนคนหนึ่งมากขึ้นค่ะ เขาไม่ได้รู้ทั้งหมด ไม่ได้อยู่ทุกครั้ง และบางครั้งเราต้องคุยกันว่าคำขอของใครเกินเวลาของอีกคนหรือไม่”

เยว่ชิงยิ้มทั้งที่ตายังชื้น

“ข้าชอบเขา ไม่ใช่เพราะข้าต้องจ่ายชีวิตที่เขาช่วยไว้ให้หมด แล้วค่อยมีสิทธิ์รักหรือไม่รัก”

คำตอบของเขาต่ออนาคตยังเป็นของเขา นางไม่แอบใช้ความเงียบของผู้ตายรับรองว่าเขาจะต้องยอมทุกอย่างที่นางอยากเลือก

“ข้าจะกลับไปคุยกับเขาเองค่ะ”

ลมขยับหญ้าบนขอบดิน เยว่ชิงมองอยู่อย่างนั้นโดยไม่แปลให้เป็นสัญญาณว่าพ่อเห็นชอบ

การไม่มีคำตอบไม่ได้ทำให้คำที่นางกล่าวสูญเปล่า

มันทำให้นางต้องถือคำเลือกของตนกลับไปในชีวิตของคนเป็น

นางลุกช้า ๆ เก็บผ้าที่ปูไว้และกระเป๋า ตรวจว่าไม่ได้ทิ้งซองหรือสิ่งของไว้ให้แม่ต้องกลับมาหาอีก

ก่อนเดินออก นางกล่าวประโยคหนึ่งโดยไม่พยายามยิ้มให้เรียบร้อย

“ข้ายังอยากให้พ่ออยู่ค่ะ ต่อให้ทุกเรื่องแก้ถูก ข้าก็ยังอยากให้พ่ออยู่”

แล้วจึงหันกลับไปตามทาง

แม่เห็นตาของลูกแดงก็ไม่ได้ถามว่าเหตุใดเรื่องจบแล้วจึงยังร้อง

นางเลื่อนถ้วยน้ำให้

“นั่งก่อน ถ้าขายังตึง อย่ารีบเก็บเก้าอี้”

เยว่ชิงนั่งลงบนพื้นส่วนที่แห้งข้าง ๆ

“ข้าพูดมากไปหน่อยค่ะ”

“พูดกับพ่อไม่ต้องส่งรายงานให้แม่”

เยว่ชิงเงยหน้ามอง

แม่ยกถ้วยของตนดื่ม ไม่ได้ขอให้ลูกแลกคำส่วนตัวเพื่อให้ทั้งสองเศร้าเท่ากัน

นางจึงไม่เล่าเรื่องซึ่งพูดเมื่ออยู่ลำพัง

เพียงนั่งพักด้วยกัน แล้วถามว่าแม่อยากกลับตอนนี้หรือยัง

“กลับได้ แต่เดินทางเดิมช้า ๆ”

คราวลง เยว่ชิงถือเก้าอี้ตามที่แม่ขอ แม่ถือซองของตน ไม่มีใครแบกหลักฐานทั้งหมดกลับลงมาเพื่อให้คนที่บ้านฟังการกล่าวปิดเรื่อง

เมื่อถึงบ้าน ทั้งสองล้างมือและกินอาหารที่จัดไว้ แม่พักบ่ายตามเวลาปกติ เยว่ชิงวางกระเป๋าในที่ของตนแล้วพักจากการเดินเช่นกัน

นางไม่รื้อแฟ้มมาทำงานหนักเพื่อพิสูจน์ว่าช่วงที่ร้องไห้ไม่ได้ทำให้ตนเสียประโยชน์

เย็นนั้น แม่เก็บสำเนากลับตามที่เลือก ไม่ได้ให้ลูกนำติดไปหลันโจวเพื่อรักษาแทน

“วันนี้พอแล้ว” นางพูด

เยว่ชิงรับคำ

ไม่ใช่ทุกเรื่องในโลกพอแล้ว แต่วันของทั้งคู่มีสิทธิ์จบโดยไม่มีใครยื่นงานใหม่ให้ความเศร้าทำต่อทั้งคืน

นางอยู่ตามเวลาที่ได้รับอนุญาต จัดของในวันที่หก แล้วเดินทางกลับคืนนั้น เช้าวันที่เจ็ดรายงานตัวตามกำหนดและส่งข่าวว่าเดินทางถึงเรียบร้อย

หลังเลิกงาน เยว่ชิงเขียนถึงจิ้งโจวเรื่องเวลาที่อยากพบกันในที่สาธารณะซึ่งทั้งสองเดินทางได้สะดวก เสนอให้คุยกันหลังงานวันที่เก้า และบอกว่าเขาเปลี่ยนเวลาได้หากติดงาน

นางไม่ได้เขียนว่าเพราะไปหาพ่อแล้วจึงต้องได้คำตอบในวันนั้น

เพียงบอกว่าอยากคุยเรื่องทางที่อยากเดินต่อร่วมกัน และอยากฟังทางของเขาด้วย

จดหมายสั้นลงซองก่อนจะกลายเป็นรายการหน้าที่ของคนรัก

เยว่ชิงวางปากกาแล้วมองมือของตน

มือคู่นี้ยังเคยทำผิด ยังสั่นได้เมื่อร้องไห้ และยังกลับไปทำงานที่รับผิดชอบได้ในวันต่อมา

นางไม่ต้องเลือกว่าตนจะเป็นลูกที่เสียใจหรือผู้หญิงที่มีอนาคต

ทั้งสองคนอยู่ในชีวิตเดียวกันได้

กลับสารบัญนิยาย

นิยายและภาพประกอบสร้างขึ้นใหม่ ภาพประกอบสร้างด้วย AI