ปรับการอ่าน

ย้อนคืนปี 1978 ครานี้ข้าจะทวงชีวิตคืน · ตอนที่ 57

ตอนที่ 57 — ที่นั่งข้างกัน

เช้าวันที่สามสิบเอ็ดพฤษภาคม เยว่ชิงเลื่อนเก้าอี้ฝั่งลูกค้าออกจากหน้าโต๊ะ

เมื่อคืนจิ้งโจวนั่งตรงนั้นตอบคำถามเรื่องซองของพ่อ วันนี้เก้าอี้ยังมีหน้าที่รับลูกค้าเหมือนเดิม เธอไม่ได้ยกมันไปเก็บเพราะไม่อยากเห็นที่ซึ่งตนเคยเสียใจ และไม่ได้ย้ายแฟ้มของพ่อไปซ่อนเพื่อทำเหมือนคำตอบทั้งหมดจบแล้ว

ที่บ้าน แม่กับหลิวคุยเรื่องห้องเช่าต่อก่อนออกมา เจ้าของห้องยังซ่อมส่วนที่เสียหายไม่เสร็จ แม่ยอมให้พักถึงคืนวันที่สองมิถุนายน แล้วทบทวนวันที่สาม ไม่ผูกการพักกับการเปิดสมุดที่เปียกหรือให้เขาออกไปทำงานแทนลูกสาว เยว่ชิงฟังข้อตกลง ไม่ตัดสินแทนแม่ว่าจะให้คนอยู่ได้นานเพียงใด

พอถึงร้าน เธอจัดตารางงานใหม่โดยเว้นช่วงพักขาไว้จริง

เท้ายังตึงเมื่อยืนนาน แขนยังเมื่อยหากจับงานท่าเดิม เธอไม่รับงานไปดูนาฬิกาตามบ้านติดกันหลายหลัง และบอกเจ้าของงานที่รับไว้ให้รู้หากกำหนดต้องเปลี่ยน

ช่วงสาย คนจากห้องเย็บผ้ามาแจ้งว่าไม้ยึดนาฬิกาฝาผนังเปลี่ยนแล้ว เจ้าของอยากให้เธอกลับไปตรวจการแขวนกับใส่ลูกตุ้ม

นาฬิกาเรือนไม้ยาวยังอยู่กับเจ้าของ ไม่ได้ถูกย้ายมาวางในร้านของเธอ ระยะที่รอไม้ไม่ทำให้เธอมีสิทธิ์คิดค่าเฝ้าของที่ตนไม่ได้เฝ้า

เยว่ชิงตอบว่าจะนัดไปตรวจวันที่สองมิถุนายนช่วงบ่าย หากขาไม่กำเริบ ระบุว่าต้องมีคนของห้องช่วยเรื่องยกแขวน เธอจะตรวจจุดยึดและการเดินตามที่ทำได้ ไม่รับปากขึ้นบันไดเองในสภาพนี้

คนมาติดต่อรับคำไปถามเจ้าของ ก่อนกลับมายืนยันช่วงเที่ยงว่าตกลงตามขอบเขตนั้น

ข่าวเล็ก ๆ นี้ทำให้เธอรู้สึกว่าร้านยังมีทางไปต่ออยู่ ไม่ใช่มีเพียงซองเอกสารเดินเข้าแล้วค้างบนโต๊ะ

เยว่ชิงนึกถึงงานทดลองเก่าซึ่งหยุดไว้ก่อนเดินทางต้นเดือน เครื่องฝึกยังไม่ได้กลับมาทดสอบใหม่ การที่เธอจำความหวังในวันที่มันเคยเดินได้ ไม่ทำให้มันเดินมาตลอดหลายสัปดาห์

เธอเปิดสมุดงานของตน เขียนรายการสิ่งที่ต้องทวนก่อนทดลองอีกครั้ง ไม่เอาของในถุงหลักฐานหรือกล่องแม่มาลองประกอบแทนวัสดุใหม่

เมื่อเงยหน้าจากสมุด จิ้งโจวยืนอยู่หน้าร้าน

เขามาในช่วงพักกลางวันเพราะมีธุระใกล้ตรอก และหยุดตรงประตูให้เธอเห็นก่อนเข้า ไม่เข้ามารื้ออะไรเพราะวันนี้ทั้งสองคบกันแล้ว

“มีเวลานั่งกินข้าวไหมครับ”

เยว่ชิงมองถาดงานบนโต๊ะ

“มีค่ะ แต่ต้องพักจริง ไม่ใช่ให้คุณถือข้าวไว้ระหว่างฉันไขสกรู”

เขายิ้มครั้งแรกตั้งแต่มาถึง

“ผมถือได้ แต่คงหิวก่อนคุณทำเสร็จ”

เธอหัวเราะเบา ๆ แล้วเก็บเครื่องมือปิดถาด

ทั้งสองซื้ออาหารจากร้านใกล้ ๆ จ่ายส่วนของตน นำกลับมานั่งโต๊ะเล็กด้านข้างร้าน เยว่ชิงยกป้ายพักเที่ยงไว้ก่อน ไม่ให้ลูกค้าที่มาเจอประตูเปิดต้องเดาว่ารับงานอยู่หรือไม่

จิ้งโจวเห็นสมุดงานทดลองที่เธอเว้นไว้บนโต๊ะ จึงถามว่าดูรายการที่ไม่เกี่ยวกับแฟ้มพ่อได้ไหม

เธอพยักหน้า

เขาอ่านหัวข้อทดสอบแรงกับรอยเสียดสี แล้วถามว่าเธอจะเริ่มประกอบวันนี้หรือยัง

“ยังค่ะ วันนี้แค่ทวนว่าหยุดตรงไหน ฉันอยากกลับไปทำให้เดินด้วยมือของฉัน ไม่ใช่บอกว่ามันคงเดินได้เพราะเคยเดินครั้งหนึ่ง”

“อยากให้ผมช่วยตรงไหน”

“ฟังว่าฉันอธิบายรู้เรื่องไหมก็พอ ถ้าฉันอยากให้ช่วยวัดชิ้นไหน ฉันจะถามก่อน”

เธอชี้ภาพร่างของเครื่องฝึก เขาฟังแล้วทวนกลับว่าจุดที่เธอสงสัยอยู่ตรงแรงคืน ไม่ได้หยิบเครื่องมือขึ้นแก้งานให้โดยไม่ถาม

“คุณเข้าใจคำฉันแล้วค่ะ”

“เข้าใจคำไม่ได้แปลว่าผมรู้คำตอบนะ”

“ฉันรู้ค่ะ”

เยว่ชิงยิ้ม จิ้งโจวไม่ได้ต้องเก่งกว่าเธอทุกเรื่องจึงจะนั่งกินข้าวตรงนี้ได้ และเธอก็ไม่ได้ต้องทำงานที่ตนรักให้เล็กลงเพื่อให้เขารู้สึกว่าจำเป็น

เยว่ชิงกับจิ้งโจวพักเที่ยงที่โต๊ะเล็กข้างร้าน เธอเล่ารายการทดลองของตนโดยไม่ให้เขารับงานแทน
เยว่ชิงกับจิ้งโจวพักเที่ยงที่โต๊ะเล็กข้างร้าน เธอเล่ารายการทดลองของตนโดยไม่ให้เขารับงานแทน

ก่อนจิ้งโจวกลับเข้างาน เยว่ชิงถามว่าเย็นนี้เขาสะดวกแวะบ้านแม่หรือไม่

“อยากคุยเรื่องเราให้มากกว่าเวลาที่เหลือหลังถามเอกสารค่ะ”

เขาตอบว่าจะมาหลังเลิกงานถ้าไม่มีงานด่วน และหากต้องเปลี่ยนจะฝากบอก ไม่ขอให้เธอนั่งรอจนดึกโดยไม่มีข่าว

เยว่ชิงบอกแม่เมื่อกลับถึงบ้านหลังปิดร้าน

แม่มองหน้าเธอแล้วถามว่าจะให้ตั้งอาหารเพิ่มไหม

“วันนี้ไม่ต้องค่ะ เรากินของเราก่อน เขาจะมานั่งคุยทีหลัง ถ้าแม่อยากถามเขาก็ถามได้ แต่ฉันไม่ได้เรียกเขามาตกลงแต่งงาน”

แม่ยกชามเข้าที่

“แม่ถามแค่เรื่องข้าว”

เยว่ชิงหัวเราะทั้งที่แก้มร้อน เธอเผลอเตรียมป้องกันสิทธิ์ของตนก่อนมีใครล่วงเข้ามา แม่ไม่ได้เคยบังคับคำตอบในวันที่ยี่สิบห้า และวันนี้ก็ไม่ได้ยกความสัมพันธ์ของลูกขึ้นเป็นสัญญาระหว่างผู้ใหญ่

“งั้นถ้าเขาหิว เรามีข้าวเหลือพอค่ะ”

“นั่นค่อยเป็นคำตอบเรื่องข้าว”

จิ้งโจวมาถึงตามที่บอก ไม่ถือแฟ้มของโรงงานหรือของขวัญที่ต้องให้เธอตอบแทน เขาทักแม่ก่อน แล้วถามเยว่ชิงว่าจะนั่งตรงไหน

เธอเลือกม้านั่งใต้ชายคา เดินจากประตูเพียงไม่กี่ก้าว ไม่ชวนไปเดินริมคลองทั้งที่ข้อเท้ายังต้องพัก

คราวนี้ทั้งสองนั่งข้างกัน เว้นที่ให้เธอวางขาสบาย จิ้งโจวรอให้เธอจัดท่านั่งเอง ไม่ยกตัวเธอมาวางเพราะเห็นว่าสะดวกกว่า

แสงจากครัวอุ่นอยู่ด้านหลัง กลิ่นข้าวที่เพิ่งหุงลอยออกมา เยว่ชิงได้ยินแม่ทำงานของแม่ในบ้าน และรู้สึกว่าชีวิตธรรมดาไม่ได้ต้องรอจนคดีทุกอย่างจบจึงจะเริ่มได้

“ตั้งแต่เราบอกกันว่าจะคบ ฉันรู้สึกดีค่ะ” เธอเริ่ม “แต่บางครั้งพอคิดถึงอนาคต ฉันก็กลัวว่าต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งอีก”

“อย่างไหนครับ”

“ถ้าอยากพบคุณ ต้องทำให้ร้านน้อยลง ถ้าอยากไปเรียนหรือตามเอกสารที่อื่น ต้องขอโทษที่ไม่ได้อยู่ใกล้คุณตลอด”

จิ้งโจวฟังอยู่ครู่หนึ่ง

“ผมก็อยากพบคุณมากขึ้น แต่ความอยากของผมไม่ใช่คำสั่งให้คุณอยู่ที่เดิม”

“แล้วถ้าฉันไปนานล่ะคะ”

“ผมอาจคิดถึง อาจไม่ชอบการรอ เราต้องคุยกันเรื่องระยะทางจริง ๆ ผมไม่อยากพูดวันนี้ว่าไม่มีอะไรยาก แล้วพอถึงวันนั้นกลับโทษคุณที่ทำให้ยาก”

เธอมองมือของเขาที่วางบนเข่า

คำตอบไม่ได้สวยเหมือนสัญญาว่าจะเข้าใจเธอเสมอ แต่มันเหลือที่ให้ทั้งสองเป็นคนซึ่งรู้สึกได้ ไม่ต้องเปลี่ยนความรู้สึกเป็นหนี้ที่อีกคนต้องชำระ

“คุณเคยบอกว่าอยากเรียนเพิ่ม ตอนนี้ยังอยากอยู่ไหม”

“อยากครับ ยังไม่มีที่ตกลงรับ ผมจะถามช่องทางอบรมกับเวลางานให้ชัดก่อน ไม่ใช่ลาออกแล้วหวังว่าจะมีใครมารับไปเอง”

“ถ้าได้ไปคนละเมือง เราไม่ควรให้อีกคนเลิกเพราะกลัวอย่างเดียว”

“เห็นด้วยครับ แต่เราควรบอกกันเมื่อมีคำชวนจริง ไม่เก็บไว้จนอีกคนต้องมารู้จากคนทั้งตรอก”

เยว่ชิงนึกถึงคำตอบของเขาเมื่อคืน

“เหมือนเรื่องซองที่คุณคิดว่าจะรอเอง”

จิ้งโจวพยักหน้า ไม่เปลี่ยนสีหน้าให้เธอรู้สึกผิดที่ยังพูดถึงมัน

“ผมต้องเริ่มแก้จากการบอกสิ่งที่เกี่ยวกับเราให้ทัน ไม่ใช่ขอให้คุณเชื่อก่อนแล้วค่อยแสดงทีหลัง”

เยว่ชิงไม่ได้ให้อภัยสิ่งเก่าทั้งหมดด้วยประโยคเดียว แต่รับรู้ว่าเขายอมปล่อยให้ความผิดอยู่ในบทสนทนาโดยไม่เอาความรักมาปิดปากมัน

“ฉันอยากให้เรามีวันที่พบกันเพราะอยากพบค่ะ ไม่ใช่คุณมาทุกครั้งที่ร้านมีปัญหา แล้วฉันต้องทำให้ร้านมีปัญหาเพื่อจะได้พบคุณ”

เขาหัวเราะเบา ๆ

“ประโยคหลังฟังเหนื่อยมาก”

“ฉันก็ไม่อยากทำค่ะ”

ทั้งสองจึงลองคุยเวลาอย่างที่มีอยู่จริง เธอมีงานร้านกับวันติดตามเอกสาร เขามีผลัดงานและอาจต้องทำล่วงเวลา ไม่มีใครตกลงแทนว่าช่วงพักทั้งหมดเป็นของอีกคน

พวกเขาเลือกว่าวันใดสะดวกจะนัดล่วงหน้า หากงานเปลี่ยนให้บอก เมื่ออีกคนต้องพักก็ไม่จำเป็นต้องหาเหตุเจ็บป่วยให้หนักพอจึงจะขออยู่คนเดียวได้

เยว่ชิงไม่หยิบกระดาษให้เขาลงชื่อ

สิ่งนี้ต้องพิสูจน์ด้วยการทำซ้ำในชีวิต มากกว่าการมีชื่อสองชื่ออยู่ท้ายหน้า

ทั้งสองนั่งข้างกันใต้ชายคาบ้านแม่ คุยอนาคตเรื่องงาน การเรียน และเวลาพบกันโดยรักษาทางเลือกของแต่ละคน
ทั้งสองนั่งข้างกันใต้ชายคาบ้านแม่ คุยอนาคตเรื่องงาน การเรียน และเวลาพบกันโดยรักษาทางเลือกของแต่ละคน

“มีอีกเรื่องค่ะ” เยว่ชิงพูด

“ครับ”

“ฉันไม่อยากให้คนเรียกคุณว่าเจ้าของร้านอีกคนเพียงเพราะเราไปไหนด้วยกัน และไม่อยากให้คุณต้องปฏิเสธงานของคุณเพื่อมาเป็นช่างฟรีให้ลูกค้าฉัน”

“ถ้าคุณจ้างผมทำงานที่ผมทำได้ เราก็ตกลงเหมือนงานครับ ถ้าผมช่วยเพราะอยากช่วย ต้องบอกให้ชัดว่าแค่ไหน ไม่ใช่ช่วยครั้งหนึ่งแล้วทุกครั้งเป็นหน้าที่”

“ฉันก็เหมือนกันค่ะ ถ้าช่วยคุณซ่อมผ้า หรือดูงานของคุณ ไม่ใช่ตกลงดูแลชีวิตคุณทั้งหมดโดยไม่ถาม”

เขาพยักหน้า

“คุณบอกว่าไม่ว่างได้ แม้ผมจะผิดหวัง ผมก็ต้องรับฟัง”

เยว่ชิงปล่อยลมหายใจช้า ๆ เธอเคยต้องอธิบายเหตุผลยาวนานเพื่อให้คำปฏิเสธมีน้ำหนักพอ วันนี้คำว่างานของฉันยังมีอยู่ในประโยคที่ว่าฉันอยากอยู่กับคุณได้

“แล้วเรื่องที่เราคบกัน จะบอกคนอื่นอย่างไรดีคะ”

“บอกตรงกันว่าเรากำลังคบ ถ้าคุณยอม ไม่ต้องอ้างว่าเป็นแค่การช่วยเรื่องพ่อ”

“ฉันยอมค่ะ แม่รู้แล้ว หานซิ่วยังไม่ได้ฟังจากฉัน ฉันอยากบอกเพื่อนเองก่อนคนอื่นเอาไปเล่า”

“ผมจะไม่ประกาศแทนให้เร็วกว่าเวลาที่คุณเลือก”

เยว่ชิงยิ้ม แล้วเลื่อนมือขวาเข้าไปใกล้มือเขา

“จับมือได้ไหมคะ”

เขาหงายมือรอ

เธอวางมือขวาของตนลงไป นาฬิกาข้อมือซ้ายยังอยู่บนตักเหมือนเดิม ไม่ใช่การจับมือครั้งแรกของทั้งสอง แต่ครั้งนี้เธอรู้ว่าหลังปล่อยมือ ตนยังมีชีวิตของตนให้กลับไปทำต่อ

แม่เปิดประตูออกมาพร้อมถ้วยน้ำสองใบ วางไว้บนโต๊ะเตี้ยแล้วถามจิ้งโจวว่าพรุ่งนี้เริ่มงานเช้าหรือไม่

เขาตอบว่าเช้า แม่จึงบอกว่าอย่านั่งจนลูกสาวเผลอคิดว่าคนไปทำงานสายเพราะนาง

“ผมดูเวลาอยู่ครับ”

เยว่ชิงหัวเราะ แม่กลับเข้าไปโดยไม่ถามวันแต่งงาน

พอถึงเวลาที่ตกลงจะกลับ จิ้งโจวปล่อยมือเธอก่อนลุก ถามว่าจะให้ช่วยย้ายโต๊ะน้ำเข้าบ้านหรือไม่ แม่บอกให้วางข้างประตูก็พอ เขาทำตามแล้วกล่าวลา ไม่มีการย้ายของส่วนตัวมาค้าง ไม่มีการรับกุญแจร้านหรือกุญแจบ้านเป็นเครื่องยืนยันความรัก

เยว่ชิงมองเขาเดินออกจากตรอก แล้วกลับมานั่งพักอีกครู่หนึ่ง

คืนนี้เธอไม่รู้ว่าจะได้ทำงานที่ไหนในปลายปี ไม่รู้ว่าคำชวนเรียนของเขาจะมาเมื่อไร และไม่รู้ว่าร้านจะโตได้ถึงขนาดใด

แต่ที่นั่งข้างกันไม่ได้ขวางประตูที่แต่ละคนอาจต้องเดินผ่าน

เมื่อเข้าบ้าน เธอเขียนเวลาไปตรวจนาฬิกาห้องเย็บผ้าในสมุดงาน และเพิ่มว่าต้องตรวจสภาพขาตนอีกครั้งก่อนถึงวันนัด ส่วนชื่อจิ้งโจวไม่ได้ถูกเติมลงเป็นช่างที่รับงานนั้นแทน

แฟ้มใบนำส่งจากชายเสื้อยังอยู่ร้าน แม่ไม่ยกมันมาถามระหว่างเธอดื่มน้ำพักขา

พรุ่งนี้เส้นทางชื่อที่ถูกขีดทับยังต้องตามต่อ

แต่วันนี้เยว่ชิงยอมให้ชีวิตที่ตนทวงคืนมีที่สำหรับความสุขซึ่งไม่ต้องแลกกับการหายไปของตัวเอง

กลับสารบัญนิยาย

นิยายและภาพประกอบสร้างขึ้นใหม่ ภาพประกอบสร้างด้วย AI